xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

'ป๋าเหนาะ'ขาลง หวนซบ 'ไข่แม้ว' นายใหญ่ดิ้นเฮือกสุดท้ายหวังได้เป็นรัฐบาล

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

สรวงศ์ เทียนทอง
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ในที่สุดการเมืองไทยก็วนไปเวียนมาอยู่ในกะลาครอบ เมื่อ 'ผู้เฒ่าวังน้ำเย็น' อย่าง 'เสนาะ เทียนทอง' หัวหน้าพรรคประชาราช ประกาศก้องชนิดพลิกลิ้นกลับลำหันมาซบ 'เพื่อไทย' ของนายใหญ่ 'ทักษิณ ชินวัตร' ที่ป๋าเหนาะเคยด่ากราดว่าเป็นนักการเมืองที่ขาดจริยธรรม ซ้ำยังเคยออกมาแฉบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551 ซึ่งมีการชุมนุมเพื่อกดดันขับไล่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่าทักษิณเป็นคนที่โกงชาติโกงแผ่นดิน ร่ำรวยจากความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศจากกรณีลอยตัวค่าเงินบาทในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

สมดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรทางการเมืองเสียจริงๆ

แน่นอนเหตุผลของทั้งสองฝ่ายคงไม่มีอะไรมากไปกว่า การสมประโยชน์ร่วมกัน ขณะที่ฝ่ายทักษิณได้กำลังมาเพิ่มขึ้นเพื่อหวังจัดตั้งรัฐบาล ฝ่ายเสนาะที่นับวันจะสาละวันเตี้ยลงก็จะได้กระสุนดินดำเข้ามาอัดฉีดความอดอยากปากแห้งอีกหลายกระบุงโกย รวมทั้งเก้าอี้รัฐมนตรีที่เป็นตัวล่ออันสำคัญ

ฝนตกขี้หมูไหล 'คนอัลไพน์'มารวมกัน

“ ผมขอกราบอภัยอีกครั้งที่เมื่อปี 2543 ไปหลงกับคำพูดของคนๆ หนึ่ง ที่บอกว่าพี่เหนาะผมพร้อมแล้ว เงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้ลูก 3 คน เงินส่วนหนึ่ง 2 ตายาย ชาตินี้กินยังไงก็ไม่หมด และเงินส่วนที่เหลือผมจะใช้หนี้แผ่นดิน น้องทักษิณยังจำได้หรือไม่กับคำๆ นี้ ผมคิดว่าคนๆ นี้เมื่อเลวร้ายแล้วจะกลับใจ แต่ตอนนี้พอรู้แล้วเลยร้องอ๋อ ว่าที่เลวมาจากโกงชาติโกงแผ่นดินนั่นเอง มันกล้าทำถึงขนาดเผาบ้านเมืองเอาเงินประกัน หมอนี่คิดอะไรเป็นชั้นๆ ไตร่ตรองทุกขั้นทุกตอน สมัยที่ผมเป็นผู้จัดการรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตอนนั้นมีปัญหาการเงินการคลัง ไม่มีใครมาเป็นรัฐมนตรี เพราะว่านายอำนวย วีรวรรณ ลาออกกะทันหัน เรามาทีนี้ต้องรู้ที่มาที่ไปของคนๆ นี้ พ.ต.ท.ทักษิณส่งคนเข้ามาทำงานแล้วลอยค่าเงินบาท โดยเสวยสุขอยู่คนเดียว ขณะที่คนเป็นเอ็นพีแอลทั้งประเทศ แล้วยังมาลอยหน้าลอยตากลับมาเป็นผู้นำประเทศ วันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณก็ไปหา พล.อ.ชวลิต คุยกุ๊กกิ๊กอะไรไม่รู้ แล้วในที่สุดให้นายทนง พิทยะ มาเป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง เข้ามาไม่กี่วันก็ลอยตัวค่าเงินบาท จาก 26 บาท ขึ้นเป็น 50 บาท พี่น้องคนไทยเจ๊งเป็นเอ็นพีแอลทั้งประเทศ พอเสร็จภารกิจก็ลาออกเลย มาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ " นายเสนาะ กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อ 16 มี.ค.2551

อีกทั้งก่อนหน้านี้ ป๋าเหนาะยังเคยกล่าวบนเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อค่ำวันที่ 17 เม.ย.2549 ว่า “ผมอยู่ในเวทีการเมืองมานานกว่า 30 ปี ไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดไหนเลวทรามเท่ากับรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะเป็นรัฐบาลที่โกงทุกอย่างที่ขวางหน้า” และหลังจากนั้นในปีเดียวกันป๋าเหนาะก็หอบลูกหลานในตระกูลเทียนทองตบเท้าออกมาจากพรรคไทยรักไทยอย่างไม่ใยดี

แต่มาวันนี้ผู้เฒ่าวังน้ำเย็นกลับยอมกลืนน้ำลายที่ตัวเองถ่มทิ้งลงพื้นไปแล้ว ตกลงรับคำเชิญของทักษิณกลับมาร่วมหัวจมท้ายกับพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลที่สวยหรูว่าเพื่อชาติบ้านเมือง' โดยป๋าเหนาะกล่าวในงานวันเกิดครบรอบ 78 ปี ซึ่งมีบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทยมาร่วมอวยพรอย่างคับคั่งถึงเหตุผลที่เขากลับเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยของนายใหญ่ทักษิณ และยังบอกด้วยว่าการตัดสินใจของเขานั้นจะเป็นการเปลี่ยนโฉมการเมืองและจะทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมายิ่งใหญ่ได้เป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง หลังจากที่เขาได้เคยร่วมสร้างพรรคไทยรักไทย มากับ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา

“ป๋าจะทิ้งลูกทิ้งหลานได้อย่างไร แน่นอนว่าเราคิดหนัก เพราะเป็นผู้ใหญ่ เหมือนต้นไม้ใหญ่ จะขับเคลื่อนอย่างไรต้องมีเหตุผล ซึ่งเหตุผลป๋าก็มีเยอะ โดยเฉพาะการต้องทำให้มีการเข้ามาช่วยกันของทุกฝ่าย จะปล่อยให้บ้านเมืองตกต่ำอย่างนี้ไม่ได้ ป๋าทนเห็นประเทศพังไปกับตาไม่ได้ ตอนนั้นผมลาออกจากพรรคความหวังใหม่ ใช้ฤกษ์วันที่ 1 เมษายน 2543 มาจับมือร่วมตั้งพรรคไทยรักไทย และก็ทำให้พรรคได้ ส.ส.เป็นร้อยคน มาถึงตอนนี้ก็อยากให้บรรยากาศเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2543 กลับมาอีกครั้ง” ป๋าเหนาะประกาศถึงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนทางการเมืองภายใต้พรรคเพื่อไทย

และมิใช่แค่ย้ายพรรคและพยายามผลักดันให้เพื่อไทยได้เป็นแกนนำรัฐบาลเท่านั้น ในวันนี้ 'เจ้าพ่ออัลไพน์' ผู้แปรที่ธรณีสงฆ์เป็นสนามกอล์ฟ ยังออกตัวแก้ต่างให้ นช.ทักษิณ ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นนักการเมืองขายชาติ จาบจ้วงสถาบัน ว่าเป็นเพียงเรื่องของความผิดพลาดเท่านั้น

“ ต้องไม่ลืมคำโบราณที่ว่า ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ได้ชั่วอะไร เพียงแต่ที่ผ่านมาผิดพลาดไปบ้าง ” ผู้เฒ่าวังน้ำเย็นกล่าวในงานวันเกิดครบรอบ 78 ปีของเขา

หวังใช้ 'เจ้าพ่อวังน้ำเย็น' สู้ศึก 'ยี้ห้อย'

ว่ากันว่า ผู้ที่เป็นตัวกลางประสานในการดึงป๋าเหนาะกลับมาร่วมงานกับเพื่อไทยนั้นหาใช่ใครอื่น หากแต่คือ 'เฮียเพ้ง' พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล สมาชิกก๊วนอัลไพน์ ที่เคยเป็นนายหน้าในการเจรจาขายสนามกอล์ฟอัลไพน์ซึ่งตัวเขาและนางอุไรวรรณ เทียนทอง ภรรยาของป๋าเหนาะเป็นผู้ถือหุ้น ให้แก่ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ซึ่งเขาใช้ความสนิทสนมในฐานะเด็กป๋าเหนาะและคนสนิทของทักษิณเป็นทูตในการเจรจา โดยเสนอโปรเจ็กต์แบบวิน-วิน ว่าจะให้ป๋าเหนาะเป็นผู้ดูแลการสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่อีสานบางส่วน รวมถึง จ.สระแก้ว กับ จ.ปราจีนบุรี พื้นที่ของเจ้าพ่อวังน้ำเย็น และ จ.นครนายก กับ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยไม่มีฐานเสียงอยู่เลย หากสามารถทำได้ ป๋าเหนาะก็รับโควตารัฐมนตรีไปเลยทันที 1 ที่นั่ง แม้จะเป็นกระทรวงที่ไม่ใหญ่นัก แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรง เพราะนอกจากจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีแล้ว เฮียเพ้งยังสัญญาจะปั้น "นายสรวงศ์ เทียนทอง" บุตรชายของนายเสนาะให้ขึ้นมามีบทบาททางการเมืองในพรรคเพื่อไทยและในสภาด้วย

ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันดีว่านาทีนี้ในพื้นที่ภาคอีสานนั้นไม่มีใครหาญกล้าลุกขึ้นมาต่อกรกับ 'เนวิน ชิดชอบ' แห่งภูมิใจไทย ผู้มากไปด้วยบารมีทางการเมืองและบารมีทางการเงิน หลังจากตักขาดกับนายใหญ่ทักษิณ เนวินก็เดินหน้ากวาดต้อน ส.ส.อีสานเข้าสังกัดเป็นว่าเล่นแบบไม่เห็นแก่อินทร์หน้าพรหม เพื่อระดมสรรพกำลังลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยอาศัยช่วงที่ 'ท่อน้ำเลี้ยง' ของเพื่อไทยตีบตัน ประกอบกับกระแสต่อต้านเสื้อแดงรุนแรงขึ้นทุกทีมาเป็นจุดขายในการดึงนักการเมืองน้อยใหญ่เข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย และด้วยความเก๋าเกมและ 'ใจถึง' ทำให้เนวินสามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการปลุกปั้นให้พรรคภูมิใจไทยขึ้นมาเติบใหญ่ในเวทีการเมืองจนเรียกได้ว่ากลายเป็น 'ตัวแปรสำคัญ'ทางการเมือง
ดังนั้น การที่ทักษิณจะชนกับเนวินในพื้นที่ภาคอีสาน จึงต้องอาศัย 'มือประสานสิบทิศ' อย่างเสนาะ เทียนทอง ในการดึงตัว ส.ส.กลับเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย หรือเจรจาขอแบ่งเก้าอี้ในพื้นที่บางจังหวัด เพราะใครๆ ก็รู้ว่าป๋าเหนาะนั้นเป็นผู้ใหญ่ที่บรรดานักการเมืองส่วนใหญ่ให้ความนับถือ ดูได้จากงานวันเกิดครบรอบ 78 ปีที่มีนักการเมืองเข้าตบเท้าเข้าอวยพรวันเกิดกันอย่างคับคั่ง

ถึงแม้ว่ามนต์ปากของป๋าอาจจะไม่ขลังดังเดิม แต่ก็เชื่อว่ายังมีภาษีดีกว่านักเมืองของเพื่อไทยในพื้นที่อีกหลายคน

และที่น่าสนใจยิ่งก็คือการใช้ป๋าเหนาะเป็น 'หัวหมู่ทะลวงฟัน' เท่ากับเป็นการจี้จุดตายของ 'ทรงศักดิ์ ทองศรี' แกนนำพรรคภูมิใจไทย มือขวาที่คุมเกมเลือกตั้งให้เนวิน เพราะในแวดวงการเมืองนั้นรู้กันดีว่าทรงศักดิ์นั้นเป็น 'ลูกหม้อ' ของป๋าเหนาะมาก่อน และที่ผ่านมานายทรงศักดิ์ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเคารพและเกรงใจป๋าเหนาะเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเจรจาขอร้องให้สับลีกกันในบางพื้นที่จึงมีความเป็นไปได้และไม่น่าจะยากเกินไปนัก อีกทั้งในใจลึกๆป๋าเหนาะก็ยังเชื่อว่า 'ศิษย์จะไม่คิดล้างครู'

ทั้งนี้ นอกจากทักษิณจะเชื่อว่าการนำทัพของผู้เฒ่าวังน้ำเย็นจะทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถแย่งชิง ส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสานจากภูมิใจไทยมาได้ส่วนหนึ่งแล้ว ในส่วนของพื้นที่สระแก้วและปราจีนบุรีซึ่งเป็นพื้นที่ของป๋าเหนาะโดยตรงนั้นก็เชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้จะนอนมา 7-8 เสียงอย่างแน่นอน ดังนั้นการที่ทักษิณยอม 'กลืนเลือด' ส่งเทียบเชิญ 'คนทรยศ' อย่างป๋าเหนาะกลับมาร่วมงานจึงถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน

ผู้เฒ่าไร้ทางเลือก

อย่างไรก็ดี ในส่วนของ 'เจ้าพ่อวังน้ำเย็น' นั้น แม้แนวคิดของป๋าเหนาะในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคใหญ่ 2 พรรค โดยการจับขั้วระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่อาจฟันธงมองข้ามว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะในทางการเมืองแล้ว 'อะไรก็เกิดขึ้นได้' แต่นี่คงไม่ใช่เหตุผลใหญ่ที่นายเสนาะตัดสินใจกลับมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย อย่างที่ 'สรวงศ์ เทียนทอง' ส.ส.สระแก้ว บุตรชายของนายเสนาะกล่าวอ้าง แต่น่าจะเป็นเพราะนี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดที่เจ้าพ่อวังน้ำเย็นจะรักษาอำนาจและบารมีทางเมืองเอาไว้ได้

เพราะนาทีนี้ดูจะไม่มีทางเลือกมากนัก หากดูจาก 'บารมีทางการเมือง' ที่ดูจะร่อยหรอลงทุกทีแล้ว การกลับเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยย่อมดีกว่าการอยู่เป็นหัวหน้าพรรคเล็กที่ไร้อำนาจต่อรองทางการเมือง เพราะมีเพียง 7-8 เสียง ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมานั้นพรรคประชาราชของป๋าเหนาะนั้นพลาดโอกาสที่จะได้ร่วมรัฐบาลมาแล้วหลายครั้งหลายครา

อีกทั้งการออกมาเรียกร้องทางการเมืองในหลายๆเรื่องก็ไม่ได้รับความสนใจ ไม่มีใครให้น้ำหนัก โดยเฉพาะแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่ป๋าเหนาะเป็นตัวกลางในการเชิญแกนนำพรรคการเมือง 4 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย และถึงขั้นลงทุนตั้งโต๊ะเลี้ยงรับรองที่บ้านพัก แต่กลับไมได้รับการตอบรับจากแกนนำคนสำคัญแม้แต่เพียงคนเดียว ซึ่งชี้ให้เห็นว่าบารมีทางการเมืองของป๋าเหนาะในวันนี้นั้นลดลงอย่างน่าใจหาย และปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจบารมีที่มีเคยนั้นถูกบั่นทอนด้วยจำนวน ส.ส.ในสังกัด ที่ขณะนี้เหลืออยู่เพียง 7-8 ที่นั่งเท่านั้น

ดังนั้นการตัดสินใจเดินเข้าพรรคใหญ่จึงเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสในการกลับเข้ามามีบทบาททางเมืองอีกครั้งของ 'ผู้เฒ่าวังน้ำเย็น'
เสนาะ เทียนทอง