ASTVผู้จัดการรายวัน-ปัญหาการขาดทุนสะสมจากการดำเนินงานของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) นับเป็นปัญหาสำคัญที่ยังต้องเร่งแก้ไขอย่างยิ่งยวด แม้ว่าในปีนี้ กคช.จะรอดพ้นจากปัญหาการขาดทุนสะสมเป็นปีที่ 3ติดต่อกัน หลังจากรัฐบาลรัฐบาลอนุมัติงบประมาณอุดหนุนจำนวน 4,700 ล้านบาท โดยสามารถเบิกจ่ายในปี 52ได้จำนวน3,500ล้านบาท ทำให้สามารถมีเงินมาชำระหนี้และพลิกฟื้นเป็นกำไรได้ ส่วนที่เหลืออีก1,200ล้านบาทจะสามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ2553
ทั้งนี้ หลังจาก กคช.จะได้รับงบอุดหนุนดังกล่าวจนทำให้หลุดพ้นภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่องเป็นปีที่3 แล้ว ยังผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากปี 51อย่างชัดเจน โดย กคช.ได้สรุปผลการดำเนินงานปี52 ว่าผลการดำเนินงานในทุกด้านปรับตัวดีขึ้นเป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถส่งมอบอาคารให้ประชาชนได้ถึง56,428 หน่วย เพิ่มขึ้นจากปี51 ที่สามารถส่งมอบได้20,575 หน่วยคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของหน่วยที่ส่งมอบประมาณ 174% ในขณะที่ด้านการขออนุมัติสินเชื่อ ธนาคารมียอดการอนุมัติสินเชื่อรวม 40,402ราย เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มียอดอนุมัติสินเชื่อ 16,193 ราย คิดเป็น150% ด้านการทำสัญยาเช่าซื้อมียอด22,220หน่วย เพิ่มขึ้นจากปี51 ประมาณ130% โดยในปีที่ผ่านมามียอดการเช่าซื้อ9,657หน่วย
นอกจากนี้ กคช.ยังได้รับข่าวดีจาก ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติแผนการแก้ปัญหาบ้านเอื้อฯที่เสนอไป 5 ข้อหลักๆ ประกอบด้วย 1.มาตรการด้านการตลาด โดยสามารถขายยกอาคารหรือขายทั้งโครงการให้หน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือขายยกอาคารให้แก่เอกชน 2.อนุมัติมาตรการด้านราคา โดยให้สามารถปรับราคาขายขึ้นลงได้ตามทำเล และศักยภาพของแต่ละโครงการ 3.อนุมัติมาตรการผ่อนปรนให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีปัญหาการผ่อนชำระ หรือค้างชำระ เช่นอาจจะปรับเปลี่ยนจากการซื้อขายเป็นการเช่าซื้อแทน
4.ยกเลิกข้อกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ จากเดิมที่กำหนดว่าต้องผ่อนชำระไม่ต่ำกว่า5ปี จึงสามารถโอนกรรมสิทธิ์ เป็นสามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ได้หลังผ่านการอนุมัติสินเชื่อ และ5.อนุมัติให้ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อบ้านเอื้อได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ผู้ซื้อบ้านเกิน2 หน่วยขึ้นไปจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวนหน่วยละ80,000บาทเพียง2 หน่วยแรกเท่านั้น
อย่างไรก็ตามแม้ว่า กคช.ได้ได้รับประโชย์จากการอนุมัติมาตรการแก้ปัญหาบ้านเอื้อ และการอนุมัติเงินอุดหนุนจากรัฐบาล จนทำให้กคช.สามารถมีกำไรมาชำระหนี้บางส่วนได้ก่อนกำหนดในปีนี้ แต่ปัญหาหลักคือจำนวนสต๊อกบ้านเอื้อฯ และงานก่อสร้างที่ล่าช้า รวมถึงการรับซื้อที่ดินแบบเทิร์นคีย์ ในโครงการบ้านเอื้ออาทรในช่วงแรกยังส่งผลต่อให้กคช.มีหนี้ก้อนใหญ่กว่า 70,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้กคช.มีดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องชำระต่อปีกว่า 1,000-1,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินอุดหนุนที่รัฐบาลอนุมัติให้ 4,700ล้านบาท ซึ่งเป็นเสมือนยาดมเพื่อบรรเท่าอาการหน้ามืดเท่านั้น
ในขณะที่แผลใหญ่ที่ต้องรักษาเริ่มจะเน่า คือ หนี้ก้อนใหญ่ที่มีดอกเบี้ยมหาศาลรออยู่ ซึ่งโดยเนื้อแท้ของการดำเนินงานของ กคช.แล้วหากไม่ใช่ มีความจำเป็นต้องมารับหน้าที่ดูแลบ้านเอื้อฯ ก็ไม่น่าจะมีหนี้จำนวนมหาศาลอย่างในปัจจุบัน ดังนั้นแนวทางที่ กคช.จะแก้หนี้ก้อนโตเพื่อช่วยให้กคช.กลับมาเป็นหน่วยงานมีกำไรจากการดำเนินงานได้ คือต้องตัดหรือยกโครงการบ้านเอื้อฯออกไปให้หน่วยงานใหม่ดูแลแทน
ทั้งนี้ นายสุชาติ ศิริโยธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกคช. กล่าวว่า การที่ครม.ได้อนุมัติมาตรการแก้ปัญหาบ้านเอื้อฯตามที่ก คช.ได้เสนอไปนั้น จะส่งผลต่อการดำเนินงานและการขายบ้านเอื้ออาทร ซึ่งจะทำให้การเคหะฯสามารถทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาการขาดทุนจากการดำเนินงานและหนี้สะสม บอร์ดบริหารการเคหะฯอนุมัติเซ็นสัญญาจ้าง บริษัทบล.ฟินันซ่า จำกัด ให้เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนและศึกษาแนวทางการแก้หนี้ของ กคช.และการบริหารสินทรัพย์จากโครงการบ้านเอื้ออาทร
เพื่อเสอนต่อที่ประชุม ครม.ให้อนุมัติต่อแนวทางการแก้ปัญหา โดยแนวทางการแก้ปัญหาในเบื้องต้นคาดว่าจะมีข้อสรุปออกมา3ด้าน คือ 1.ตั้งกองทุนอสังหาฯและขายหน่วยลงทุนเพื่อสร้างรายได้จากบ้านเอื้ออาทรที่เหลืออยู่ 2.การตั้งบริษัทลูกเพื่อเข้ามารับบริหารดูแลบ้านเอื้ออาทร ในรูปแบบบริษัทจดทะเบียน และ3.การเก็บบ้านเอื้อฯไว้กับ กคช.แต่อาจจะแยกบัญชีในการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถแยกแยะหนี้ที่เกิดจากการดำเนินงานของ กคช. และหนี้ที่เกิดจากบ้านเอื้อฯ
อนึ่งปัญหาหนี้และดอกเบี้ยในโครงการบ้านเอื้อฯที่เกิดขึ้นจากการวางแผนงานของรัฐบาลชุด “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการโดยไม่มีการศึกษาดีมานด์ และความสามารถในการก่อหนี้ และกำลังการผ่อนของประชาชนอย่างรอบด้าน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาทำให้คนกคช.ต้องมานั่งแก้ปัญหาทุกวันนี้
ทั้งนี้ หลังจาก กคช.จะได้รับงบอุดหนุนดังกล่าวจนทำให้หลุดพ้นภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่องเป็นปีที่3 แล้ว ยังผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากปี 51อย่างชัดเจน โดย กคช.ได้สรุปผลการดำเนินงานปี52 ว่าผลการดำเนินงานในทุกด้านปรับตัวดีขึ้นเป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถส่งมอบอาคารให้ประชาชนได้ถึง56,428 หน่วย เพิ่มขึ้นจากปี51 ที่สามารถส่งมอบได้20,575 หน่วยคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของหน่วยที่ส่งมอบประมาณ 174% ในขณะที่ด้านการขออนุมัติสินเชื่อ ธนาคารมียอดการอนุมัติสินเชื่อรวม 40,402ราย เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มียอดอนุมัติสินเชื่อ 16,193 ราย คิดเป็น150% ด้านการทำสัญยาเช่าซื้อมียอด22,220หน่วย เพิ่มขึ้นจากปี51 ประมาณ130% โดยในปีที่ผ่านมามียอดการเช่าซื้อ9,657หน่วย
นอกจากนี้ กคช.ยังได้รับข่าวดีจาก ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติแผนการแก้ปัญหาบ้านเอื้อฯที่เสนอไป 5 ข้อหลักๆ ประกอบด้วย 1.มาตรการด้านการตลาด โดยสามารถขายยกอาคารหรือขายทั้งโครงการให้หน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือขายยกอาคารให้แก่เอกชน 2.อนุมัติมาตรการด้านราคา โดยให้สามารถปรับราคาขายขึ้นลงได้ตามทำเล และศักยภาพของแต่ละโครงการ 3.อนุมัติมาตรการผ่อนปรนให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีปัญหาการผ่อนชำระ หรือค้างชำระ เช่นอาจจะปรับเปลี่ยนจากการซื้อขายเป็นการเช่าซื้อแทน
4.ยกเลิกข้อกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ จากเดิมที่กำหนดว่าต้องผ่อนชำระไม่ต่ำกว่า5ปี จึงสามารถโอนกรรมสิทธิ์ เป็นสามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ได้หลังผ่านการอนุมัติสินเชื่อ และ5.อนุมัติให้ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อบ้านเอื้อได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ผู้ซื้อบ้านเกิน2 หน่วยขึ้นไปจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจำนวนหน่วยละ80,000บาทเพียง2 หน่วยแรกเท่านั้น
อย่างไรก็ตามแม้ว่า กคช.ได้ได้รับประโชย์จากการอนุมัติมาตรการแก้ปัญหาบ้านเอื้อ และการอนุมัติเงินอุดหนุนจากรัฐบาล จนทำให้กคช.สามารถมีกำไรมาชำระหนี้บางส่วนได้ก่อนกำหนดในปีนี้ แต่ปัญหาหลักคือจำนวนสต๊อกบ้านเอื้อฯ และงานก่อสร้างที่ล่าช้า รวมถึงการรับซื้อที่ดินแบบเทิร์นคีย์ ในโครงการบ้านเอื้ออาทรในช่วงแรกยังส่งผลต่อให้กคช.มีหนี้ก้อนใหญ่กว่า 70,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้กคช.มีดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องชำระต่อปีกว่า 1,000-1,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินอุดหนุนที่รัฐบาลอนุมัติให้ 4,700ล้านบาท ซึ่งเป็นเสมือนยาดมเพื่อบรรเท่าอาการหน้ามืดเท่านั้น
ในขณะที่แผลใหญ่ที่ต้องรักษาเริ่มจะเน่า คือ หนี้ก้อนใหญ่ที่มีดอกเบี้ยมหาศาลรออยู่ ซึ่งโดยเนื้อแท้ของการดำเนินงานของ กคช.แล้วหากไม่ใช่ มีความจำเป็นต้องมารับหน้าที่ดูแลบ้านเอื้อฯ ก็ไม่น่าจะมีหนี้จำนวนมหาศาลอย่างในปัจจุบัน ดังนั้นแนวทางที่ กคช.จะแก้หนี้ก้อนโตเพื่อช่วยให้กคช.กลับมาเป็นหน่วยงานมีกำไรจากการดำเนินงานได้ คือต้องตัดหรือยกโครงการบ้านเอื้อฯออกไปให้หน่วยงานใหม่ดูแลแทน
ทั้งนี้ นายสุชาติ ศิริโยธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกคช. กล่าวว่า การที่ครม.ได้อนุมัติมาตรการแก้ปัญหาบ้านเอื้อฯตามที่ก คช.ได้เสนอไปนั้น จะส่งผลต่อการดำเนินงานและการขายบ้านเอื้ออาทร ซึ่งจะทำให้การเคหะฯสามารถทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาการขาดทุนจากการดำเนินงานและหนี้สะสม บอร์ดบริหารการเคหะฯอนุมัติเซ็นสัญญาจ้าง บริษัทบล.ฟินันซ่า จำกัด ให้เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนและศึกษาแนวทางการแก้หนี้ของ กคช.และการบริหารสินทรัพย์จากโครงการบ้านเอื้ออาทร
เพื่อเสอนต่อที่ประชุม ครม.ให้อนุมัติต่อแนวทางการแก้ปัญหา โดยแนวทางการแก้ปัญหาในเบื้องต้นคาดว่าจะมีข้อสรุปออกมา3ด้าน คือ 1.ตั้งกองทุนอสังหาฯและขายหน่วยลงทุนเพื่อสร้างรายได้จากบ้านเอื้ออาทรที่เหลืออยู่ 2.การตั้งบริษัทลูกเพื่อเข้ามารับบริหารดูแลบ้านเอื้ออาทร ในรูปแบบบริษัทจดทะเบียน และ3.การเก็บบ้านเอื้อฯไว้กับ กคช.แต่อาจจะแยกบัญชีในการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถแยกแยะหนี้ที่เกิดจากการดำเนินงานของ กคช. และหนี้ที่เกิดจากบ้านเอื้อฯ
อนึ่งปัญหาหนี้และดอกเบี้ยในโครงการบ้านเอื้อฯที่เกิดขึ้นจากการวางแผนงานของรัฐบาลชุด “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการโดยไม่มีการศึกษาดีมานด์ และความสามารถในการก่อหนี้ และกำลังการผ่อนของประชาชนอย่างรอบด้าน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาทำให้คนกคช.ต้องมานั่งแก้ปัญหาทุกวันนี้




