xs
xsm
sm
md
lg

บังคับพรรคเหมือนจับผู้แทนเข้าคุก เอาไว้ขายเป็นคอก

เผยแพร่:   โดย: ปราโมทย์ นาครทรรพ

ชรอยจิตใต้สำนึกจะวิตกเกรงว่าจะเขียนบทความไม่ทันเช้าวันพฤหัสฯ 28 พ.ค.นี้ ผมจึงฝันนะว่าได้เข้าไปร่วมประชุมกับพรรคพลังใหม่

ประสิทธิ์ ณรงค์เดช รองหัวหน้าพรรคกำลังพูดอยู่บนโพเดียม ดูเหมือนกำลังจะตำหนิว่าผมไม่ได้ความเสียด้วย

ข้างล่างผมสวมกอดคุณบุญเยี่ยม มีสุข สามีคุณหญิงอัมพร อธิบดีหญิงคนแรกของกระทรวงศึกษาธิการ ถามไถ่ว่าพบคนนั้นคนนี้บ้างหรือเปล่า คุณบุญเยี่ยมเป็นนักวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม จบเคมบริดจ์และเป็นนักวิจัยของเอ็มไอที ตอนนั้นร่วมงานกับอาจารย์ป๋วยเป็นผู้อำนวยการโรงพิมพ์ธนบัตรของแบงก์ชาติ

ครอบครัวมีสุขเป็นสมาชิกพรรคพลังใหม่ทั้งพ่อแม่และลูก ดร.เอื้อย ดร.อ้อย กับคุณพ่อ เป็นผู้ทำงานพรรคที่เข้มแข็งประเภทดี 1 คุณบุญเยี่ยมมีความคิดเรื่องพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรที่วิเศษมาก ต่อมาท่านไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ คงได้สนับสนุนการศึกษาวิจัยสาขานี้เต็มที่ ส่วนดร.เอื้อยกับดร.อ้อยนั้นต้องการสร้างโมเดลการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมให้สำเร็จ เป็นผู้ออกเอกสารวิชาการและวิจัยเพื่อให้ ส.ส.และสมาชิกนำไปพิจารณานโยบายและปฏิบัติการของพรรค น่าเสียดายที่ 6 ตุลามหาโหดทำให้ 2 สาวพี่น้องอพยพไปอยู่ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ที่วอชิงตันทั้งคู่

พรรคพลังใหม่ ประสิทธิ์ ณรงค์เดช และอาจารย์บุญเยี่ยม จากพวกเราไปนานแล้ว เหลืออยู่แต่ความทรงจำ และคำเล่าลือที่ไม่เป็นความจริงว่าประสิทธิ์เป็นนายทุนของพรรค ที่ไม่จริงก็เพราะพรรคไม่มีนายทุน ผู้บริจาคเงินสนับสนุนพรรครายใหญ่ที่สุดเท่ากัน 2 ราย คือคุณชิน โสภณพนิช และคุณหญิงท่านหนึ่งที่สามีอยู่พรรคประชาธิปัตย์ รายละ 3 แสนบาท ผมจำได้เพราะในตำแหน่งเลขาธิการพรรค ผมมีหน้าที่ดูแลการใช้เงิน

ประสิทธิ์เป็นเพื่อนอีสานในโรงเรียนเตรียม และนายกสโมสรจุฬาฯ รุ่นผม เราคบคิดเดินขบวนต่อต้านการเลือกตั้งสกปรกของพรรคมนังคศิลาด้วยกัน ต่อมาเขาร่ำรวยเพราะเป็นเจ้าของโรงงานกระดาษสก๊อตต์ ภายหลังได้เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ คมนาคม และว่าการอุตสาหกรรมยุคพล.อ.เกรียงศักดิ์ ไม่ปรากฏว่ามีความด่างพร้อยใดๆ ในตำแหน่ง ส่วนอาจารย์บุญเยี่ยมนั้นเป็นเจ้าความคิด มีไฟแรงและมีวินัยที่สุดในพรรคคู่กับศาสตราจารย์บุญยง นิโครธานนท์ ศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดและอาจารย์คณะสถาปัตย์จุฬาฯ

พรรคพลังใหม่มิใช่พรรคหัวหน้าตั้ง นพ.กระแสและดร.อาทิตย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าและผู้นำพรรคเข้ามาทีหลังทั้งคู่ และมิได้เข้ามาเพราะเงินเช่นเดียวกับประสิทธิ์ พรรคพลังใหม่มีผู้ก่อการ 16 คน ได้รับคำขอร้องจากอาจารย์ป๋วยให้เสียสละเข้ามาเป็นเลือดใหม่ทางการเมือง อาจารย์ป๋วยควักกระเป๋าจากเงินเดือนสภานิติบัญญัติให้เป็นค่าใช้จ่ายเริ่มการทุกเดือน โดยอาจารย์บอกแต่แรกว่าจะไม่เป็นสมาชิก เพราะจะคอยสมัครเป็นส.ส.โดยไม่สังกัดพรรค อาจารย์ป๋วยเป็นคนนัดหมายให้หมอกระแส หัวหน้าพรรคไปกินข้าวกลางวันกับพ.อ.สมคิด ศรีสังคม และคุณแคล้ว นรปติที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเอาไปพาดหัวและพิมพ์รูปโตๆ เหนือคำบรรยายว่า “สามสหายผู้ขายชาติ”

พรรคพลังใหม่ควบคุมโดยสมัชชาของพรรคซึ่งมาจากสมาชิกทั่วประเทศ เป็นผู้กำหนดนโยบายแต่งตั้งกรรมการและลงมติให้ ส.ส.ของพรรคนำไปปฏิบัติ รวมทั้งการยกคะแนน 12 เสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ฟรีๆโดยไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ อย่างน้อยนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ประธานสภาชมเชยว่าเป็นพรรคที่ดีที่สุดในสภา และพล.อ.สุจินดา เคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากเห็นเมืองไทยมีพรรคการเมืองเหมือนพลังใหม่ แต่พรรคก็ถึงแก่อวสานไปไม่มีโอกาสเติบโต เพราะส.ส.หนุ่มของพรรค คือเฉลิมชัย ทองตันไตรย์จากลพบุรี และเอี่ยมศักดิ์ หลิมสมบูรณ์ จากภูเก็ตถูกลอบสังหารทั้งคู่ และผู้นำพรรคหลายคนถูกทั้งปืนและระเบิด เดชะบุญที่รอดชีวิตมาได้ โดยไม่ต้องหนีเข้าป่าสักคนเดียว ทหารกับพรรคการเมืองเก่าแก่ในยุคหลัง 14 ตุลาคม ร่วมมือกันทำลายเราเพราะหลงเข้าใจผิดว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์ พวกเราอโหสิให้แล้ว

ผมเล่าสู่ฟัง ก็เพราะอยากจะให้ข้อคิดกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเติบโตเข้มแข็งและสั่งสมประสบการณ์ที่หาใครเสมอเหมือนมิได้ในการเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน ผมไม่อยากเห็นแกนนำพันธมิตรฯ ตั้งตัวเป็นศาสดาหรือหัวหน้าเสียเอง ที่ให้พี่น้องลงมติตั้งพรรคนั้นถูกต้องสวยงามยิ่งแล้ว ไม่มีพรรคไหนในประเทศไทยจะทำได้ หากสมัชชาซึ่งมาจากมวลชนของพรรคทั่วประเทศร่วมกับแกนนำตั้งผู้นำ กรรมการพรรคและวางนโยบายให้สำเร็จก็อาจจะกลายเป็นพรรคคู่บ้านคู่เมืองได้

ขณะนี้ประเทศของเราตกต่ำระยำยับถึงที่สุดแล้ว แต่เงื่อนไขที่จะส่งเสริมพรรคมีมากกว่ายุคก่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร และกองทัพก็มิได้เป็นเผด็จการเข้มข้นเช่นในอดีตต่อไปอีกแล้ว ปัญหาจากระบอบทักษิณซึ่งยังครอบงำกลไกของรัฐและรัฐบาลอยู่ไม่หนักหนาเกินแก้

สำหรับผมเองไม่มีความปรารถนาที่จะเป็นอะไร แต่ยินดีให้คำปรึกษาด้วยการเขียนและรับเชิญไปพูด

สิ่งหนึ่งที่ผมพูดแล้วพูดอีก ดูเหมือนผมจะมาสามารถทำให้พันธมิตรฯ หรือท่านผู้อ่านเข้าใจก็คือ ภาคประชาชนจะต้องไม่หยุดการเคลื่อนไหว เพราะเหตุกำลังจะตั้งพรรค หรือเพราะว่ารัฐบาลกับสภาและองค์กรอิสระต่างๆ และสื่อเขาตรวจสอบถ่วงดุลกันอยู่แล้ว มันไม่จริงและเชื่อไม่ได้ทั้งเพ

ภาคประชาชนและพันธมิตรฯ จะต้องถือเป็นภารกิจประจำ (วัน) ที่จะต้องเดินหน้าตรวจสอบเรื่องที่น่าสงสัย เรื่องที่ล่าช้า เรื่องที่เงียบหายไป เรื่องที่มีคดี มีการชี้มูล มีการกล่าวหา หากปล่อยไปแล้วจะเป็นการเสียหายต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศ เช่น เรื่องทำไมรัฐบาลจึงปล่อยให้การประชุมสุดยอดอาเซียนล่ม รัฐบาลจะต้องรับผิดส่วนไหนบ้างหรือไม่ ทหาร ตำรวจ และเสื้อแดงต้องรับผิดชอบอะไร เรื่องทุจริตต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ใน ป.ป.ช. เรื่องย้ายการบินไทย เรื่องโกงที่รถไฟ เรื่องทำไมปลัดอำเภอบุรีรัมย์สอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอได้เกือบหมด เรื่องทำไมผู้ด้อยอาวุโสแต่เป็นเด็กของเสริมศักดิ์จึงลัดคิวเป็นผู้ว่าฯ ได้ ทำไมเรื่องสมัคร เรื่องคุณสมชายม่านรูด เรื่อง 7 ตุลา เรื่อง 24 กรกฎาคมจึงเงียบไป เรื่องสารพัด ฯลฯ

พันธมิตรฯ และภาคประชาชนควรจะมีชื่อครบ 2 หมื่นหรือ 5 หมื่น เพื่อถอดถอนผู้แทนรัฐมนตรีชั่วหรือเพื่อเสนอกฎหมายเอง ทำไมจึงไม่รีบทำเสีย คอยอะไร

เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นในที่สุดก็ต้องแก้ แต่ต้องคอยเงื่อนเวลาที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของทักษิณและเสื้อแดงเสียก่อน ส่วนกฎหมายประกอบฯ และกฎหมายอื่นๆ ที่เป็นการปฏิรูปหรือการแก้ปัญหาจะต้องหยิบยกขึ้นมาเคลื่อนไหวให้ทันการณ์

โดยเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่บังคับให้สังกัดพรรค เพื่อกวาดต้อนผู้แทนเข้าคุก และขายกันทั้งคอกยิ่งกว่าวัวควาย

ถ้ายังไม่เชื่อหรือไม่แน่ใจ ทำไมไม่หยิบขึ้นมาตรวจสอบหาข้อมูลข้อเท็จจริงหรือศึกษาวิจัยกันดูก่อน ผมขอเสนอที่ปรึกษาให้คือนายยุวรัตน์ กมลเวชช และศาสตราจารย์ดร.อมร จันทรสมบูรณ์

เอาไหมครับ หรือมัวแต่จะคอย สมบัติผลัดกันชม ทีใครทีมันอยู่
กำลังโหลดความคิดเห็น...