เอเอฟพี/รอยเตอร์ - ลีเมียงบัค สาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนใหม่แดนโสมขาวเมื่อวานนี้(25) ให้คำมั่นจะฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะเน้นใช้วิธีปฏิบัติแบบธุรกิจ มากกว่านโยบายขายฝันแบบเดิม
“เราต้องเปลี่ยนจากยุคแห่งการขายฝันมาเป็นยุคแห่งการปฏิบัติจริง” ลี ผู้นำหัวอนุรักษนิยม ประกาศตอนเข้ารับตำแหน่ง หลังจากเกาหลีใต้มีผู้นำแนวเสรีนิยมปกครองอยู่เป็น 10 ปี
พิธีสาบานตนของลีจัดขึ้นกลางแจ้ง ท่ามกลางอากาศเย็นเกือบเยือกแข็ง และมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานราว 50,000 คน รวมไปถึงรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ คอนโดลีซซา ไรซ์ และนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยาสึโอะ ฟุคุดะ
ลีกล่าวสรรเสริญความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของประเทศ หลังประสบความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเกาหลีเมื่อปี 1950-53 แต่ก็เน้นย้ำว่า เกาหลีใต้ต้องหากลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบใหม่
“เรากำลังอยู่ตรงทางแยกซึ่งจะกำหนดชะตากรรมของประเทศในอีก 60 ปีข้างหน้า” ลีกล่าวปราศรัยหลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง
“ผมขอประกาศ ณ ที่นี้เลยว่า ปี 2008 เป็นปีเริ่มต้นความก้าวหน้าของสาธารณรัฐเกาหลี” เขากล่าว
ลีชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือนธันวาคม จากการชูจุดขาย "เศรษฐกิจ มาเป็นอันดับหนึ่ง" เขาให้คำมั่นว่าจะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดอัตราว่างงานของคนหนุ่มสาวที่ยังสูงอยู่ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับจีนและญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่า เขาคงจะบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยปีละ 7% ภายใน 10 ปีข้างหน้าได้ยาก และคงจะทำไม่ได้ในปีแรก เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่ต้องพึ่งพาการส่งออก
นอกจากนี้ ลี ผู้สัญญาจะเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ไปอยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ต่อปี ก็ถูกจำกัดด้วยเวลา เพราะรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้กำหนดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่ง 5 ปีได้เพียง 1 สมัย
“อัตราเติบโตที่เป็นไปได้ของเศรษฐกิจเกาหลีใต้คาดว่าน่าจะใกล้เคียงระดับ 4-5% ความเสี่ยงหนึ่งของเป้าหมายเติบโต 7% ของประธานาธิบดีคนใหม่ก็คือ สาธารณชนอาจไม่พอใจถ้าพลาดเป้าดังกล่าว” เจมส์ แมคคอร์แมค ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับประเทศประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แห่งฟิตช์ เรตติ้งส์ กล่าว
ลีพยายามดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งไม่ค่อยชอบใจเรื่องการเลือกปฏิบัติในเกาหลีใต้ เขาบอกว่า เขาจะเปิดกว้างกับโลกภายนอกให้มากกว่าเดิม
ประธานาธิบดีคนใหม่ยังสัญญาว่า จะสร้างความเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกับสหรัฐฯ และจะปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย
ส่วนเรื่องปัญหาด้านการทูตที่น่าจะหนักหนาที่สุดสำหรับประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งก็คือเรื่องเกาหลีเหนือ ลีบอกว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะต้องบังเกิดผลดีมากกว่านี้ และเน้นย้ำคำเดิมว่า จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจโสมแดงโดยมีข้อแม้ว่า โสมแดงต้องยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น
“ผู้นำสองเกาหลีต้องร่วมกันไตร่ตรองว่าจะทำอะไรได้บ้างให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาหลีทั้ง 70 ล้านคนมีความสุข และทำอย่างไรให้ทั้งสองฝ่ายเคารพซึ่งกันและกัน และเปิดประตูสู่การรวมชาติ
“เราต้องเปลี่ยนจากยุคแห่งการขายฝันมาเป็นยุคแห่งการปฏิบัติจริง” ลี ผู้นำหัวอนุรักษนิยม ประกาศตอนเข้ารับตำแหน่ง หลังจากเกาหลีใต้มีผู้นำแนวเสรีนิยมปกครองอยู่เป็น 10 ปี
พิธีสาบานตนของลีจัดขึ้นกลางแจ้ง ท่ามกลางอากาศเย็นเกือบเยือกแข็ง และมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานราว 50,000 คน รวมไปถึงรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ คอนโดลีซซา ไรซ์ และนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยาสึโอะ ฟุคุดะ
ลีกล่าวสรรเสริญความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของประเทศ หลังประสบความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเกาหลีเมื่อปี 1950-53 แต่ก็เน้นย้ำว่า เกาหลีใต้ต้องหากลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบใหม่
“เรากำลังอยู่ตรงทางแยกซึ่งจะกำหนดชะตากรรมของประเทศในอีก 60 ปีข้างหน้า” ลีกล่าวปราศรัยหลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง
“ผมขอประกาศ ณ ที่นี้เลยว่า ปี 2008 เป็นปีเริ่มต้นความก้าวหน้าของสาธารณรัฐเกาหลี” เขากล่าว
ลีชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือนธันวาคม จากการชูจุดขาย "เศรษฐกิจ มาเป็นอันดับหนึ่ง" เขาให้คำมั่นว่าจะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดอัตราว่างงานของคนหนุ่มสาวที่ยังสูงอยู่ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับจีนและญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่า เขาคงจะบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยปีละ 7% ภายใน 10 ปีข้างหน้าได้ยาก และคงจะทำไม่ได้ในปีแรก เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่ต้องพึ่งพาการส่งออก
นอกจากนี้ ลี ผู้สัญญาจะเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ไปอยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ต่อปี ก็ถูกจำกัดด้วยเวลา เพราะรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้กำหนดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่ง 5 ปีได้เพียง 1 สมัย
“อัตราเติบโตที่เป็นไปได้ของเศรษฐกิจเกาหลีใต้คาดว่าน่าจะใกล้เคียงระดับ 4-5% ความเสี่ยงหนึ่งของเป้าหมายเติบโต 7% ของประธานาธิบดีคนใหม่ก็คือ สาธารณชนอาจไม่พอใจถ้าพลาดเป้าดังกล่าว” เจมส์ แมคคอร์แมค ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับประเทศประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แห่งฟิตช์ เรตติ้งส์ กล่าว
ลีพยายามดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งไม่ค่อยชอบใจเรื่องการเลือกปฏิบัติในเกาหลีใต้ เขาบอกว่า เขาจะเปิดกว้างกับโลกภายนอกให้มากกว่าเดิม
ประธานาธิบดีคนใหม่ยังสัญญาว่า จะสร้างความเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกับสหรัฐฯ และจะปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย
ส่วนเรื่องปัญหาด้านการทูตที่น่าจะหนักหนาที่สุดสำหรับประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งก็คือเรื่องเกาหลีเหนือ ลีบอกว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะต้องบังเกิดผลดีมากกว่านี้ และเน้นย้ำคำเดิมว่า จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจโสมแดงโดยมีข้อแม้ว่า โสมแดงต้องยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น
“ผู้นำสองเกาหลีต้องร่วมกันไตร่ตรองว่าจะทำอะไรได้บ้างให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาหลีทั้ง 70 ล้านคนมีความสุข และทำอย่างไรให้ทั้งสองฝ่ายเคารพซึ่งกันและกัน และเปิดประตูสู่การรวมชาติ