xs
xsm
sm
md
lg

พวกหนึ่งถึงฝั่งอีกพวกหนึ่งกำลังลงมา...

เผยแพร่:   โดย: สุวิชชา เพียราษฎร์

ค่ำคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยภริยา เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะรัฐมนตรีและคู่สมรสทุกคนที่ทำงานให้รัฐบาลชุดที่เพิ่งหมดวาระลง

ในบรรยากาศที่เป็นไปอย่างเรียบง่ายของอาหารมื้อค่ำ ครม.รัฐบาลสุรยุทธ์ซึ่งขาดไปไม่กี่คน รวมถึงพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สังสรรค์กันบนเรือที่ชื่ออังคณา

เรืออังสนาได้นำคณะรัฐมนตรีในรัฐนาวาสุรยุทธ์ ล่องจากสะพานพระราม 8 จนถึงสะพานกาญจนาภิเษก ก่อนจะวกกลับขึ้นฝั่งที่บริเวณหอประชุมกองทัพเรือโดยสวัสดิภาพ

สี่ทุ่มเศษเรืออังสนาทำหน้าที่ส่งผู้โดยสารของตัวเองถึงฝั่งอย่างสมบูรณ์...แต่สำหรับคนบนเรือที่เคยนำรัฐนาวาไทย บรรทุกผู้โดยสาร 60 กว่าล้านคนล่องโต้คลื่นลมแรงมาเป็นเวลา 15 เดือนเศษที่ผ่านมานั้น ถ้าถามว่า วันนี้เรือลำนี้ทำหน้าที่สมบูรณ์ส่งผู้โดยสารถึงฝั่งหรือไม่...ผมคิดว่าไม่!

ย้อนวันเวลาไป.. ท่ามกลางการบริหารประเทศไม่โปร่งใส อยุติธรรมนานาดังที่ปรากฏในกระบวนการตรวจสอบของ คตส.และคดีที่อยู่ระหว่างชั้นศาลขณะนี้ของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็น 1 ในมูลเหตุที่ทหารใช้เป็นเหตุผลลุกขึ้นทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สังคมส่วนใหญ่มีความรู้สึกตรงกันว่า รัฐนาวาสุรยุทธ์ คือ ความหวัง

ทว่า กาลเวลาก็พิสูจน์คน อยู่ๆ ไปอย่างที่รู้กันจากความหวังก็ค่อยๆ กลายเป็นความสิ้นหวังในบั้นปลาย

สิ้นหวังในตัวบุคลากร ‘ขิงแก่’ บางคนที่ถูกคาดหวังไว้สูงแต่กลับทำงานไม่เป็นสับปะรด สิ้นหวังในแนวนโยบายของผู้นำที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่สามารถพลิกฟื้น ทำอะไรให้ดีขึ้นได้ในทุกมิติ เศรษฐกิจ-สังคม

มันคือความทุกข์ทรมานของคนบนเรือ แต่ก็อาจเป็นความสุขของกัปตัน และลูกเรือที่ไม่คาดฝันจะได้นั่งตำแหน่งใหญ่ในโค้งสุดท้ายของชีวิต

ใช่-ไม่ใช่ พล.อ.สุรยุทธ์ และพวกเท่านั้นที่ตอบได้ และรู้อยู่แก่ใจว่าใครตั้งใจพาย ใครท่าดีทีเหลว ใครมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ใครที่ทิ้งพาย กระโจนหนีเรือเอาตัวรอด

ตั้งแต่ตัวของอดีตนายกฯ สุรยุทธ์ ไล่ ไปถึงรัฐมนตรี ใครเป็นอย่างไร ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้บอกคนรุ่นหลังให้ทราบเองว่า เขาควรให้ความเคารพนับถือใคร หรือสาปส่งใคร

บัดนี้ พวกท่านไปถึงฝั่งแล้วสมความปรารถนาซึ่งท่านไม่ได้ลงจากเรือไปเปล่ายังกรุณาถีบหัวเรือส่งคนไทยอีก 60 ล้านคนให้กับผู้มาบังคับทิศทางรัฐนาวาคนใหม่

รัฐนาวาใหม่ภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นตัวแทนถูกควบคุมโดยพ.ต.ท.ทักษิณ กัปตันเรือคนเก่าที่เคยถูกปฏิวัติ!

วันที่ 6 ก.พ.นี้ นอกจากนายสมัคร ผู้โดยสารจะได้เห็นโฉมหน้าค่าตาของคนบนเรือผู้ที่ต้องมาทำหน้าที่ฝีพาย วางนโยบาย และบริหารเงินงบประมาณล้านล้านบาทของประเทศอย่างเป็นทางการ

ก่อนที่เรือจะล่องไป อย่าเพิ่งถามคนโดยสารว่า มองเห็นอนาคต เห็นฝั่งหรือไม่ เอาแค่เห็นหน้าค่าตากัน บางคนหลับตาปี๋ บางคนร้องยี้ และส่วนใหญ่ได้แต่ยกมือท่วมหัว ภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง

ใครเลยจะคาดคิดว่า รัฐนาวาไทยจะมีคณะรัฐมนตรีที่มีที่มาอัปลักษณ์อดสูใจที่สุด? ทั้งแก่งแย่ง แบ่งโควตากันอย่างไร้ยางอาย

คณะรัฐมนตรีที่เต็มไปด้วยตัวแทนของใครต่อใคร จำนวนรัฐมนตรี 30 กว่าคนเป็นตั้งแต่ตัวแทน เป็นข้าทาสรับใช้ ของอดีตนายกฯ ที่ตกเป็นจำเลยของรัฐ เป็นตัวแทนของผัวที่ลงเล่นการเมืองไม่ได้ เป็นเบ้ เป็นลูกน้องของลูกพี่ที่ถูกศาลสั่งเว้นวรรคทางการเมือง ฯลฯ

เอ่ยชื่อคนไหน ยกตัวอย่างใครมา แม้แต่เด็กอนุบาลทางการเมืองก็ตอบได้หมดว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร

แรกเห็นก็ไม่มีความเชื่อมั่น อย่าเพียงบอกว่า ให้โอกาสได้แสดงฝีมือพิสูจน์กันก่อน เรื่องของชาติ ให้โอกาสลองผิดลองถูกกันได้หรือ บทเรียนในอดีตก็มีให้ศึกษา

กระแสลมแรง พายุรออยู่ตรงหน้า สังคมไม่ได้ปกติราบเรียบเหมือนผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นต้องรอให้เรืออับปางกันก่อนใช่หรือไม่แล้วค่อยว่ากล่าวกัน

เอาแค่เศรษฐกิจเรื่องเดียว ด้วยการเชื่อมโยงกันของเศรษฐกิจโลกทุนนิยม การเคลื่อนย้ายแหล่งทุนที่เข้าเร็วออกเร็ว น้ำมัน -ตลาดหุ้น-ค่าเงินบาทที่ผันผวนโดยเม็ดเงินต่างประเทศ เหล่านี้เป็นปัญหาที่ละเอียดซับซ้อน ประชาชนได้รับผลกระทบเต็มๆ ก็เห็นอยู่

ลูกเล่นการตลาดประชานิยม ซึ่งผิดที่ผิดเวลา นอกจากสวนทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว คนเขาก็ดูออกว่า สุดท้ายชาติไม่ได้อะไรนอกจากภาระหนี้ที่จะโอนมาให้ผู้เสียภาษีทุกคนแบกรับ

เช่นเดียวกันกับการประกาศจะก่อหนี้ 5 แสนล้านเพื่อทำเมกะโปรเจกต์ ในภาวะแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนไม่เอื้ออำนวยเช่นนี้ มันไม่ต่างอะไรกับจับตัวผู้เสียภาษีเรียกค่าไถ่เอาไว้ล่วงหน้า

บรรดาข้าราชการประจำบางหน่วยงานก็ช่างกระไร ประเภท ‘ได้ครับพี่ ดีครับนาย เหมาะสมครับท่าน’ รีบตอบสนองทันทีกันขรม ต่างกับเสียงที่เห็นแย้งของนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์

จริงอยู่หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 38% ของจีดีพี ท่านบอกว่า รัฐบาลยังก่อหนี้ได้อีกเยอะแต่ท่านไม่ได้บอกเลยว่า 38% ที่ว่ามารวมหนี้ประชานิยมที่ก่อไว้ในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาครบถ้วนแล้วหรือไม่

ท่านไม่ได้บอกว่า ในสมัยรัฐบาลทักษิณหนี้สาธารณะเคยพุ่งปริ๊ดไปถึง 51% ในปี2545 แล้วทรงตัวอยู่ในระดับสูงเรื่อยมาในปี 2546 -48 จนเพิ่งจะลดลงมาเพราะค่าเงินบาทแข็งในสมัยรัฐบาลขิงแก่ซึ่งส่งผลให้หนี้ต่างประเทศลดลงอย่างมากในปี 2549

พูดให้หมดซิครับแล้วค่อยบอกว่า เราควรกู้หรือไม่ ในภาวะที่ชาติควรเดินตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำเท่าที่จำเป็นก่อน

น่าเศร้าที่รัฐนาวาลำนี้เริ่มต้นก็อยู่ในกำมือของคนประเภทไม่เกรงกลัวอะไร ไม่กลัวที่จะตอบคำถามลูกหลาน ไม่กลัวที่จะถูกครหาว่ามีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่หรือไม่

พวกเขาได้ทำให้การเมืองในระบบกลายเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงสำหรับคนดีๆ

ขณะที่ชาวบ้านชาวเมือง เบื่อกับความเน่าฟอนเฟะหมดศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยภายใต้อุ้งมือมาร คนแค่มีเงิน คุมอำนาจรัฐ ก็สามารถบันดาลทำได้ทุกสิ่ง

ผมยังนึกไม่ออกว่า ประวัติศาสตร์จะบันทึกเรื่องราวของพวกเขาว่าอย่างไรจะขอรอดูเมื่อวันนั้นมาถึง...วันที่อำนาจวาสนาของคนคุมรัฐนาวาชุดนี้หมดลงเหมือนกับรัฐบาลสุรยุทธ์หรือชุดที่แล้วๆ มา

นายสมัครบอกว่า หากมีแรงจะขอพายเรือไทยไป 8 ปี แต่ผมคิดว่า 8 เดือนบางทีอาจมากไปด้วยซ้ำ.

ท่านผู้อ่านสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ที่ เอ็มบล็อก http://mblog.manager.co.th/suwitcha67 หรือ E-mail suwitcha@manager.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...