ขนส่งไทย 2-3 เจ้าเริ่มร่อแร่ 'รมช.แนน' เร่งดัน พ.ร.บ.ไปรษณีย์สุดตัว ชงบังคับทุกค่ายเก่า-ใหม่ต้องขอใบอนุญาต เล็งส่องโครงสร้างผู้ถือหุ้น-นอมินี วางกติกาคุมศึกทุ่มตลาด อุดช่องแข่งขันไม่เป็นธรรม
น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการไปรษณีย์ พ.ศ. .... ว่า ยืนยันให้ผู้ประกอบธุรกิจขนส่งพัสดุทุกรายต้องขอใบอนุญาต โดยบริษัทที่เปิดให้บริการอยู่แล้วต้องยื่นคำขอเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ แต่จะไม่มีผลย้อนหลัง ส่วนกิจการที่จัดตั้งใหม่ รวมถึงบริษัทลูกที่แยกออกมาดำเนินธุรกิจ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่เช่นกัน
ทั้งนี้ ได้ส่งข้อสังเกตให้ไปรษณีย์ไทยปรับแก้ร่างกฎหมายประมาณ 5-6 ประเด็น แม้ได้รับแจ้งว่าแก้ไขเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้รับร่างฉบับปรับปรุงกลับมาตรวจสอบ หากฝ่ายกฎหมายของกระทรวงพิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้อง จะเดินหน้าเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยยังต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องตามขั้นตอน
น.ส.แนน กล่าวว่า ต้องการเร่งผลักดันกฎหมายโดยเร็วที่สุด หลังได้รับข้อมูลว่าบริษัทขนส่งพัสดุของคนไทยประมาณ 2–3 ราย กำลังประสบปัญหาหนัก เนื่องจากปริมาณการจัดส่งสินค้าส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น TikTok Shop แม้ร้านค้าจะเลือกบริษัทขนส่งได้ แต่ราคายังเป็นปัจจัยหลัก ทำให้ผู้เล่นไทยที่มีเงินทุนจำกัดแข่งขันกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้ยาก
ไปรษณีย์ไทยเองก็เผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุน แม้มีฐานลูกค้าประจำจำนวนมาก แต่หากไม่ได้เป็นตัวเลือกจัดส่งสินค้าบนแพลตฟอร์ม ก็เสียโอกาสเพิ่มปริมาณงานและรายได้ ขณะที่การส่งพัสดุผ่านช่องทางทั่วไปมีปริมาณน้อยกว่าคำสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มอย่างมาก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
◉ กฎหมายไปรษณีย์ฝุ่นจับ สั่งรื้อใหม่ไม่จบ ขีดเส้นด่วนสุด แต่ไม่มีเดดไลน์
◉ กม.ใหม่ไปรษณีย์ล็อกคอ 'ขนส่งเอกชน' เข้าระบบ
◉ 90 ปีที่รอคอย รื้อ กม.ไปรษณีย์ จะเฟี้ยวหรือเฟล?
อีกปัญหาคือรูปแบบการจัดสรรงานขนส่ง โดย น.ส.แนน ยกตัวอย่างกรณีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซตั้งบริษัทลูกเป็นตัวกลางรับงาน ก่อนส่งต่อให้บริษัทขนส่งรายอื่นและคิดส่วนต่างเพิ่มเติม ขณะที่บริษัทในเครืออาจได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่า จึงต้องพิจารณากติกาป้องกันการเอาเปรียบคู่แข่ง
"การที่เอาตัวเองไปกระโจนแข่งเรื่องราคา สุดท้ายวันหนึ่งมันฆ่าตัวเอง" น.ส.แนน กล่าว
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ต้องการบังคับให้ทุกบริษัทคิดค่าขนส่งเท่ากัน เพราะต้นทุนและรูปแบบบริการแตกต่างกัน ทั้งการจัดส่งทั่วไป บริการพรีเมียม และบริการส่งภายในหนึ่งวัน แต่ควรมีมาตรฐานพื้นฐานร่วมกัน หากพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายแข่งขันไม่เป็นธรรม สามารถส่งให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) พิจารณาได้
อีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือโครงสร้างผู้ถือหุ้นและแหล่งเงินลงทุน โดยเฉพาะบริษัทที่มีทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้ที่นำเงิน 3,000-4,000 ล้านบาทเข้ามาลงทุน ทั้งนี้ ไม่ได้ต้องการสงวนธุรกิจขนส่งไว้เฉพาะคนไทย แต่ควรใช้หลักเกณฑ์การถือหุ้นเช่นเดียวกับธุรกิจอื่น เช่น สัดส่วนคนไทย 51% และต่างชาติ 49% ซึ่งยังไม่ใช่ข้อสรุปของร่างกฎหมาย พร้อมตรวจสอบว่าผู้ถือหุ้นไทยเป็นเจ้าของที่แท้จริงหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหานอมินีที่กระทรวงมหาดไทยกำลังตรวจสอบอยู่
ขณะเดียวกัน ยังต้องทบทวนโครงสร้างคณะกรรมการกำกับดูแลและหน่วยงานออกใบอนุญาต โดย น.ส.แนน ได้ท้วงติงร่างแรกที่ไปรษณีย์ไทยเสนอให้กรรมการทั้งหมดมาจากการสรรหา คล้ายรูปแบบคณะกรรมการ กสทช. รวมถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และความแตกต่างด้านบทลงโทษ เนื่องจากไปรษณีย์ไทยมีโทษทางปกครองรองรับอยู่แล้ว ขณะที่บริษัทขนส่งรายอื่นไม่มีบทลงโทษในลักษณะเดียวกัน


