'TDPA' สวนข้อกล่าวหาผูกขาด ยันขึ้นค่า GP ไม่ใช่ขูดรีดผู้ค้า ชี้โปรโมชันคือการสร้างตลาด รายได้ค่าธรรมเนียมใช้พัฒนาระบบ-ความปลอดภัย ผู้ขายยังมีทางเลือกบนแพลตฟอร์ม
เมื่อวันที่ 14 พ.ค.69 สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะแพลตฟอร์มตลาดสินค้าออนไลน์ (Marketplace) หลังสังคมมีการถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงประเด็นค่าธรรมเนียม การแข่งขัน การผูกขาด ระบบขนส่ง การชำระเงิน การใช้ข้อมูลร้านค้า รวมถึงผลกระทบจากสินค้านำเข้า โดยสมาคมฯ ยืนยันว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และจำเป็นต้องสื่อสารข้อเท็จจริงให้สาธารณชนเข้าใจอย่างรอบด้านมากขึ้น
ทั้งนี้ สมาคมเกิดจากการรวมตัวของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำ โดยมีเป้าหมายสนับสนุนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มของไทยให้สามารถแข่งขันได้ ผ่านการกำกับดูแลที่มีเป้าหมายและการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงผู้ให้บริการ ผู้บริโภค และแพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
◉ 4 แพลตฟอร์มยักษ์ ตั้ง 'TDPA' ดันเศรษฐกิจดิจิทัลแตะ 30% GDP ปี 73
◉ สมาคมอีคอมเมิร์ซจ่อยื่นหนังสือรัฐสภา จี้เบรกอำนาจแพลตฟอร์ม-ผูกขาดขนส่ง บีบ SME
◉ 'ภาวุธ' เปิดแผลแพลตฟอร์มต่างชาติ บีบ SME ไทยไร้ทางสู้
◉ 'สมาคมอีคอมเมิร์ซ' ร้องค่า GP กด SME 8,000 รายกำไรเหลือ 2.3%
สมาคมชี้แจงว่า การจัดโปรโมชันในช่วงเริ่มต้นของแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นการแจกโค้ดส่วนลด การให้บริการจัดส่งฟรี หรือการงดเก็บค่าธรรมเนียม ไม่ควรถูกมองเพียงด้านเดียวว่าเป็นการยอมขาดทุนเพื่อทำลายคู่แข่ง แต่ควรมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างตลาดซื้อขายออนไลน์ในประเทศไทย เนื่องจากในอดีตผู้บริโภคไทยยังมีความกังวลต่อการซื้อสินค้าออนไลน์ ทั้งเรื่องคุณภาพสินค้า ความปลอดภัยในการชำระเงิน ระยะเวลาจัดส่ง และความน่าเชื่อถือของระบบขนส่ง ดังนั้น การลงทุนจำนวนมากในช่วงต้นจึงมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้เข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สมาคมระบุว่า ผลจากการลงทุนดังกล่าวทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีฐานผู้ใช้งานดิจิทัลราว 40-50 ล้านคน อีกทั้งยังช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กและผู้ประกอบการในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศได้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด การขาดทุนในช่วงเริ่มต้นจึงเป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างตลาดขนาดใหญ่ ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจเพื่อกำจัดคู่แข่งตามที่มีการตั้งข้อสังเกต
นอกจากนี้ TDPA ยืนยันว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยยังไม่ได้อยู่ในภาวะผูกขาด แต่เป็นตลาดที่เปิดกว้างและมีการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีบางแพลตฟอร์มยุติการให้บริการไปแล้ว แต่ยังมีผู้ให้บริการทั้งในและต่างประเทศดำเนินธุรกิจอยู่ เช่น Kaidee, Line Shopping และ LnwShop รวมถึงผู้เล่นรายใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาด เช่น TikTok Shop, Robinhood, PantipMall และ Nex Gen Commerce ซึ่งแต่ละรายมีรูปแบบธุรกิจและนโยบายแตกต่างกัน ส่งผลให้ผู้ขายยังสามารถเลือกใช้บริการได้หลากหลาย
สำหรับประเด็นการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม หรือ ค่า GP สมาคมระบุว่า การเก็บค่าธรรมเนียมเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์มสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เนื่องจากเมื่อระบบเติบโตขึ้นจากแอปพลิเคชันตัวกลางไปสู่โครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจการซื้อขายออนไลน์ ต้นทุนในการดูแลระบบ ความปลอดภัย และการพัฒนาเทคโนโลยีย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน รายได้จากค่าธรรมเนียมยังถูกนำไปลงทุนในระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA และการพัฒนาระบบ AI เพื่อปกป้องผู้ใช้งานหลักสิบล้านคนจากภัยคุกคามและมิจฉาชีพที่มีรูปแบบซับซ้อนขึ้นทุกวัน สมาคมฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ขายมีเวลาเตรียมตัวและบริหารจัดการต้นทุนธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
ในส่วนของบริการขนส่งและระบบชำระเงินที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม สมาคมชี้แจงว่า บริการแบบบูรณาการไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อผูกมัดผู้ขาย แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์ของผู้ซื้อและผู้ขายให้มีมาตรฐานมากขึ้น โดยช่วยให้แพลตฟอร์มควบคุมคุณภาพการจัดส่ง มีระบบเก็บเงินปลายทางที่น่าเชื่อถือ และสามารถติดตามพัสดุได้แบบเรียลไทม์ภายในแอปเดียว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือแคมเปญขนาดใหญ่ เช่น 11.11 ที่มีคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาล
ขณะเดียวกัน ระบบดังกล่าวยังช่วยลดภาระของผู้ขายและเพิ่มการคุ้มครองผู้บริโภค หากเกิดกรณีพัสดุสูญหายหรือเสียหาย แพลตฟอร์มสามารถตรวจสอบ จัดการประกัน และชดเชยได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การรวมปริมาณพัสดุจำนวนมากยังช่วยให้แพลตฟอร์มต่อรองค่าขนส่งในอัตราพิเศษได้ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ร้านค้ารายย่อยอาจไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยตนเอง
อย่างไรก็ดี สมาคมย้ำว่า บริการลักษณะนี้เป็นเพียงทางเลือกเพื่อความสะดวก ไม่ใช่การบังคับใช้แต่เพียงผู้เดียว โดยผู้ซื้อและผู้ขายยังคงสามารถใช้บริการภายนอกได้ตามปกติ อีกทั้งบริการเสริมด้านขนส่ง การชำระเงิน และสินเชื่อ ยังถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ลดความยุ่งยากในการทำธุรกรรม และเปิดโอกาสให้ผู้ค้ารายย่อยหรือประชาชนที่เข้าไม่ถึงบริการธนาคารดั้งเดิมสามารถเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนได้มากขึ้น
สำหรับข้อกังวลว่าแพลตฟอร์มนำข้อมูลยอดขายของร้านค้าไปผลิตสินค้าแข่งกับผู้ขาย สมาคมฯ ระบุว่า แพลตฟอร์มยึดแนวทาง Marketplace-first หรือการให้ความสำคัญกับร้านค้าบนแพลตฟอร์มเป็นหลัก โดยแพลตฟอร์มทำหน้าที่บริหารจัดการภาพรวมของตลาดให้มีอุปทานสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ไม่ใช่การเข้าไปเป็นคู่แข่งโดยตรงกับร้านค้า เพราะธุรกิจแพลตฟอร์มจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อร้านค้าบนระบบประสบความสำเร็จเช่นกัน
ส่วนประเด็นสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ สมาคมระบุว่า การค้าดิจิทัลแบบไร้พรมแดนเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยในมุมของผู้บริโภค สินค้านำเข้าช่วยเพิ่มความหลากหลายและทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย เข้าถึงสินค้าในราคาที่ประหยัดมากขึ้น อีกทั้งสินค้านำเข้าข้ามพรมแดนยังต้องผ่านการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรศุลกากรอย่างถูกต้องตั้งแต่บาทแรกที่เข้ามาในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม สมาคมยอมรับว่า ผู้ค้าไทยอาจเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง หากต้องแข่งขันด้านราคากับโรงงานต่างชาติที่ผลิตสินค้าได้ครั้งละจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรปรับสนามแข่งขันจากการสู้ด้วยราคา ไปสู่การสู้ด้วยคุณภาพ บริการ การสร้างแบรนด์ และการใช้เอกลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น สินค้า OTOP หรือแบรนด์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ของสินค้า มากกว่าการเลือกซื้อจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ TDPA ยังชี้แจงประเด็นภาษี โดยระบุว่า ความเข้าใจที่ว่าร้านค้าต่างชาติไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่ผู้ค้าไทยถูกตรวจสอบเข้มงวดนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะสินค้านำเข้าข้ามพรมแดนต้องเสีย VAT และอากรศุลกากรตั้งแต่บาทแรก ในขณะที่ผู้ค้าไทยยังได้รับสิทธิยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หากมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี
ส่วนการที่กฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องจัดส่งข้อมูลรายได้ของร้านค้าให้กรมสรรพากรผ่านบัญชีอิเล็กทรอนิกส์พิเศษ โดยเริ่มบันทึกข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 และส่งข้อมูลรอบแรกในเดือนพฤษภาคม 2568 สมาคมระบุว่า ไม่ใช่การเพ่งเล็งจับผิดผู้ค้าไทย แต่เป็นการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานสากลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อสร้างความโปร่งใสทางภาษีในธุรกิจดิจิทัลข้ามพรมแดน และยกระดับความเท่าเทียมในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ค้าต่างชาติในระยะยาว


