'ภาวุธ' ยกเคส 'แพรี่ ไพรวัลย์' เปิดแผลแพลตฟอร์มต่างชาติ เก็บค่าธรรมเนียมโหด-ล็อกขนส่ง จี้รัฐใช้กฎหมายจริง ก่อน SME ไทยถูกบีบออกจากห่วงโซ่แบบไร้ทางสู้
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้บุกเบิกวงการค้าอีคอมเมิร์ซไทย และผู้ก่อตั้ง TARAD.com ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เมื่อวันที่ 12 พ.ค.69 ว่า ปัญหาค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุนของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์รายใดรายหนึ่ง แต่สะท้อนโครงสร้างตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่ถูกแพลตฟอร์มต่างชาติครอบคลุมเกือบทั้งระบบ ตั้งแต่หน้าร้านออนไลน์ ระบบชำระเงิน คลังสินค้า การขนส่ง ไปจนถึงบริการทางการเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย ร้านค้าท้องถิ่น ธุรกิจขนส่ง และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในประเทศเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กรณีที่ ' เปิดเผยยอดขายทุเรียนออนไลน์ประมาณ 2,859,148 บาท ภายในราว 1 สัปดาห์ แต่ถูกหักค่าธรรมเนียมกว่า 729,300.9 บาท หรือราว 25% นั้น นายภาวุธมองว่าเป็นอัตราที่พบได้ในตลาดปัจจุบัน และบางกรณีอาจสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ เนื่องจากค่าธรรมเนียมไม่ได้มีเพียงค่าใช้แพลตฟอร์มโดยตรง แต่ยังรวมถึงค่าชำระเงิน ค่าบริการเสริม ค่าโปรโมตสินค้า ค่าแอฟฟิลิเอต หรือค่านายหน้าจากผู้ช่วยขาย ซึ่งบางรายการอาจเพิ่มขึ้นอีก 7-10% ตามรูปแบบการขายและประเภทสินค้า
◉ ทุนต่างชาติยึดตลาดไทย
นายภาวุธอธิบายว่า จุดเริ่มต้นของปัญหานี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่แพลตฟอร์มต่างชาติเริ่มเข้ามาในประเทศไทย โดยใช้กลยุทธ์ไม่เก็บค่าธรรมเนียม แจกคูปอง และส่งฟรี เพื่อดึงทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเข้าสู่ระบบ ขณะที่แพลตฟอร์มไทยในขณะนั้น เช่น TARAD.com และผู้ประกอบการรายอื่น ไม่สามารถแข่งขันด้านเงินทุนและการขาดทุนระยะยาวได้
ในระยะแรก แพลตฟอร์มต่างชาติยอมขาดทุนปีละระดับพันล้านบาท เพื่อสร้างฐานผู้ใช้และเร่งเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทยให้เข้าสู่การซื้อขายออนไลน์ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ประกอบการไทยทยอยออกจากตลาด และคู่แข่งในประเทศลดบทบาทลง แพลตฟอร์มเหล่านี้จึงเริ่มทยอยปรับขึ้นค่าธรรมเนียม จาก 0% เป็น 1% จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2-3% และปรับขึ้นต่อเนื่องจนถึงระดับกว่า 20% ในปัจจุบัน
นายภาวุธระบุว่า ทั้ง Lazada และ Shopee เคยมีขาดทุนสะสมระดับหมื่นล้านบาทจากการทำตลาดในช่วงแรก แต่ปัจจุบันเริ่มกลับมาทำกำไรแล้ว โดยยกตัวอย่างว่า Lazada ในปี 2568 มีรายได้ประมาณ 30,000 ล้านบาท และมีกำไรประมาณ 1,400 ล้านบาท ส่วน Shopee ในปี 2567 มีรายได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท และมีกำไรประมาณ 4,600 ล้านบาท สะท้อนว่าแพลตฟอร์มที่เคยใช้เงินจำนวนมากเพื่อยึดตลาด กำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลตอบแทนอย่างจริงจัง
◉ แพลตฟอร์มคุมทั้งห่วงโซ่
ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าค่าธรรมเนียม คือแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายสินค้าอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวเป็นระบบธุรกิจครบวงจร โดยเฉพาะ Shopee ที่มีทั้ง Shopee Express หรือ SPX ในธุรกิจขนส่ง, Shopee Pay ในระบบชำระเงิน, บริการคลังสินค้าและฟูลฟิลเมนต์, บริการปล่อยกู้, นายหน้าขายประกัน และบริการอาหาร
ดังนั้น เมื่อแพลตฟอร์มมีทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย ข้อมูลคำสั่งซื้อ ระบบขนส่ง และระบบชำระเงินอยู่ในมือ จึงสามารถควบคุมห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้มากกว่าธุรกิจเฉพาะทางของไทย เช่น ไปรษณีย์ไทย หรือบริษัทขนส่งเอกชน ที่มีบทบาทหลักเพียงด้านขนส่งเท่านั้น
นายภาวุธชี้ว่า ความได้เปรียบเช่นนี้ทำให้แพลตฟอร์มสามารถเลือกได้ว่าออเดอร์ใดควรใช้บริการขนส่งของตนเอง และออเดอร์ใดควรถูกส่งต่อให้ผู้ให้บริการรายอื่น เช่น หากเป็นพื้นที่ใกล้หรือเส้นทางที่มีกำไร แพลตฟอร์มอาจใช้เครือข่ายขนส่งของตนเอง แต่หากเป็นพื้นที่ไกล ต้นทุนสูง หรือส่งแล้วไม่คุ้ม ก็อาจผลักภาระไปยังผู้ให้บริการขนส่งภายนอก
ผลลัพธ์คือธุรกิจโลจิสติกส์ไทยอาจเหลือเพียงงานที่มีต้นทุนสูงหรือมีกำไรต่ำ ขณะที่แพลตฟอร์มเก็บส่วนที่ทำกำไรได้ดีไว้กับตนเอง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อโครงสร้างการแข่งขันของธุรกิจขนส่งในระยะยาว
◉ ขนส่งถูกล็อกทางเลือก
ในด้านการขนส่ง นายภาวุธระบุว่า มีสัญญาณของการใช้อำนาจเหนือทางตลาดในหลายรูปแบบ เช่น กรณี TikTok Shop ที่ผู้ขายจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าไม่สามารถเลือกผู้ให้บริการขนส่งได้อย่างเสรี และถูกผูกกับผู้ให้บริการบางราย โดยยกตัวอย่าง J&T ซึ่งอาจมีข้อตกลงระดับโลกกับแพลตฟอร์ม ทำให้แพลตฟอร์มได้รับต้นทุนขนส่งที่ถูกลงจากปริมาณออเดอร์จำนวนมหาศาล
ขณะเดียวกัน Shopee ก็มีบริการคลังสินค้าของตนเอง โดยหากผู้ขายส่งสินค้าเองแล้วล่าช้า อาจถูกตัดคะแนนหรือถูกประเมินคุณภาพบริการต่ำ แต่หากนำสินค้าไปฝากไว้ในคลังสินค้าของ Shopee และเกิดการจัดส่งล่าช้า กลับไม่ถูกหักคะแนนในลักษณะเดียวกัน อีกทั้งยังมีการลดราคาค่าบริการคลังสินค้า เพื่อดึงผู้ขายเข้าสู่ระบบของแพลตฟอร์ม
นายภาวุธมองว่า กลไกนี้อาจทำให้ผู้ประกอบการคลังสินค้าไทยเสียเปรียบ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มที่มีทั้งหน้าร้านออนไลน์ ฐานลูกค้า ข้อมูลคำสั่งซื้อ ระบบขนส่ง และคลังสินค้าในระบบเดียวกันได้
◉ รัฐมีกฎหมายแต่ไม่ใช้
นายภาวุธกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของไทยไม่ใช่การไม่มีกฎหมาย แต่เป็นการขาดการบังคับใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยผ่านช่องทางชิปปิ้งและด่านพรมแดนจำนวนมาก
ปัจจุบันมีผู้ให้บริการชิปปิ้งจำนวนมากที่รับนำเข้าสินค้าจากจีนแบบเคลียร์ให้หมด แม้สินค้าบางประเภทควรต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐ เช่น อย., มอก. หรือ กสทช. สำหรับสินค้าเฉพาะประเภท แต่ในทางปฏิบัติกลับมีสินค้าจำนวนหนึ่งเล็ดลอดเข้ามาได้โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบตามปกติ
นายภาวุธมองว่า ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะสินค้าออนไลน์ แต่ยังรวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ผัก ผลไม้ และสินค้าราคาถูกที่เข้ามาวางขายในตลาดไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าการบังคับใช้กฎหมายบริเวณพรมแดนยังหละหลวม ขณะที่สินค้าของไทยเมื่อจะส่งออกไปจีนกลับต้องเผชิญกฎระเบียบและขั้นตอนการตรวจสอบจำนวนมาก
"หากรัฐไม่เร่งแก้ปัญหาการนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ธุรกิจไทยจะถูกกดดันสองทางพร้อมกัน ทั้งจากแพลตฟอร์มต่างชาติที่คุมช่องทางขาย และสินค้านำเข้าราคาถูกที่เข้ามาแข่งขันโดยไม่อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกับผู้ประกอบการไทย" นายภาวุธกล่าว
◉ สินค้าจีนบุกถึงบ้าน
นายภาวุธระบุว่า สินค้านำเข้าจากจีนในอดีตต้องผ่านตัวกลาง ดีลเลอร์ หรือผู้ค้าส่งในประเทศ ก่อนกระจายสู่ผู้บริโภค แต่ปัจจุบันสินค้าเหล่านี้สามารถเข้าสู่คลังสินค้าในไทย ยิงโฆษณาผ่านแพลตฟอร์ม และส่งตรงถึงผู้บริโภคภายในเวลาเพียง 3-4 วัน จากเดิมที่อาจใช้เวลาประมาณ 7 วัน
รูปแบบดังกล่าวทำให้สินค้าจากต่างประเทศไม่ได้เข้ามาเพียงแค่แข่งขันกับผู้ผลิตไทย แต่ยังตัดตอนผู้ประกอบการกลาง ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก และร้านค้าท้องถิ่นออกจากห่วงโซ่การค้าโดยตรง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยที่ถูกบังคับให้ต้องเข้าสู่แพลตฟอร์ม ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากเจ้าของแบรนด์โดยตรง เช่น ร้านค้าปลีกที่ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในต่างจังหวัด เมื่อเข้าสู่แพลตฟอร์มก็ต้องแข่งกับ Official Store ของแบรนด์เดียวกัน รวมถึงต้องแข่งกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศอีกชั้นหนึ่ง
◉ ร้านค้าท้องถิ่นถอยร่น
นายภาวุธกล่าวว่า ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะโลกออนไลน์ แต่ลามไปถึงร้านค้าปลีกท้องถิ่นในต่างจังหวัด คนรุ่นใหม่จำนวนมากเปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อของร้านใกล้บ้าน มาเป็นการสั่งซื้อผ่านมือถือ เพราะมีตัวเลือกมากกว่า ราคาถูกกว่า และมีคูปองหรือโปรโมชันส่งฟรี
ในมุมนี้ ร้านค้าปลีกท้องถิ่นจึงเสียเปรียบอย่างหนัก เพราะมีต้นทุนสูงกว่า มีตัวเลือกสินค้าน้อยกว่า และไม่สามารถแข่งขันกับราคาและโปรโมชันของแพลตฟอร์มได้ ขณะเดียวกัน ห้างสรรพสินค้าก็เริ่มเปลี่ยนพื้นที่จากโซนขายสินค้าไปเป็นพื้นที่อาหารมากขึ้น เนื่องจากการขายสินค้าผ่านหน้าร้านเริ่มไม่คุ้มเมื่อผู้บริโภคย้ายไปซื้อออนไลน์
นายภาวุธเตือนว่า แม้ผู้บริโภคจะรู้สึกว่าได้ประโยชน์จากราคาถูกและความสะดวกในระยะสั้น แต่ต้นทุนที่ซ่อนอยู่คือการล่มสลายของธุรกิจไทย การลดลงของการจ้างงาน และเงินจำนวนมากที่ควรหมุนเวียนในเศรษฐกิจไทยกลับไหลออกไปยังผู้ขายหรือแพลตฟอร์มต่างประเทศ
◉ กขค.-ETDA ต้องเร่งขยับ
นายภาวุธกล่าวว่า ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีคือแต่ละหน่วยงานมักระบุว่าไม่มีอำนาจเต็มในการจัดการ ทำให้การแก้ปัญหาถูกโยนไปมาระหว่างหน่วยงาน
อย่างไรก็ตาม กขค. ได้จัดทำแนวปฏิบัติเพื่อควบคุมธุรกิจแพลตฟอร์ม โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการห้ามใช้อำนาจเหนือทางตลาด การผูกขาดบริการขนส่ง การใช้คลังสินค้า และการปิดกั้นข้อมูลลูกค้า แต่ปัญหาคือแนวปฏิบัติดังกล่าวยังไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง
"ผู้ขายบนแพลตฟอร์มจำนวนมากไม่สามารถมองเห็นชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าได้ โดยแพลตฟอร์มอ้างเหตุผลด้าน PDPA แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ขายมองว่าเป็นการปิดกั้นไม่ให้ร้านค้าสร้างฐานลูกค้าของตนเอง และทำให้ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่อไป" นายภาวุธกล่าว
◉ ต้องเพิ่มอำนาจกำกับ
นายภาวุธเสนอว่า รัฐต้องเร่งปรับกฎหมายและเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะ กขค. และ ETDA ให้สามารถดำเนินการกับแพลตฟอร์มที่ใช้อำนาจเหนือตลาดได้จริง ไม่ใช่มีอำนาจเพียงให้แพลตฟอร์มมาขึ้นทะเบียน แต่ไม่สามารถลงโทษหรือกำกับเชิงพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"พรรคประชาชนได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายการแข่งขันทางการค้า เพื่อเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าสามารถเข้าไปจัดการปัญหาโครงสร้างตลาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่อาจกระทบต่อการแข่งขัน ผู้ประกอบการไทย และผู้บริโภคในระยะยาว" นายภาวุธกล่าว
นายภาวุธยังระบุว่า สมาคมอีคอมเมิร์ซจะรวบรวมปัญหาจากผู้ประกอบการไทย ซึ่งมีผู้ยื่นปัญหาแล้วหลายร้อยราย เพื่อนำไปยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะติดตามการทำงานร่วมกับ กขค., ETDA และกรมการค้าภายใน เพื่อผลักดันให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม
◉ อินโดนีเซียคือบทเรียน
นายภาวุธยกตัวอย่างอินโดนีเซียว่า ภาครัฐมีบทบาทชัดเจนในการออกกฎเพื่อปกป้องผู้ประกอบการท้องถิ่นและ SME จากสินค้าราคาถูกที่ไหลเข้ามาผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ ขณะที่ไทยยังมีปัญหาทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย การประสานงานของหน่วยงานรัฐ และความไม่ชัดเจนว่าใครคือเจ้าภาพหลักของการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล
"หากประเทศไทยยังปล่อยให้โครงสร้างตลาดเป็นไปในลักษณะนี้ ผู้ประกอบการไทยจะยิ่งแข่งขันลำบาก เพราะไม่สามารถสู้ต้นทุนการผลิตของจีนที่ผลิตทีละจำนวนมหาศาลได้ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยผลิตในสเกลเล็กกว่า ต้นทุนสูงกว่า และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แพลตฟอร์มเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค" นายภาวุธกล่าว


