รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ขึ้นเวที Techsauce Healthspan Festival 2026 เล่าถึงเทรนด์พฤติกรรมคนไข้ยุคใหม่ที่พัฒนาจากการเสิร์ชหาอาการป่วยบน Google ไปเป็นการส่งรูปหรือบอกเล่าอาการให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง ChatGPT, Grok หรือ AI สุขภาพอื่น ๆ ช่วยวินิจฉัยโรคเบื้องต้น
หมอฉันชายยอมรับว่า AI เป็นช่องทางหนึ่งที่ใช้ได้ ใครที่ป่วยหรือมีอาการไม่สบายสามารถถาม AI เพื่อหาข้อมูลเบื้องต้น วิเคราะห์อาการโดยคร่าว หรือหาความรู้เพิ่มเติมได้ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และช่วยให้เข้าใจสถานการณ์เบื้องต้น แต่ไม่ควรเชื่อทั้งหมดหรือใช้แทนการพบแพทย์
“AI ช่วยเป็นเพื่อนปรึกษาเบื้องต้น ได้ดีในยุคนี้ แต่การป่วยจริง ๆ ยังควรไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่แม่นยำและปลอดภัยที่สุด AI ควรเป็นเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่แทนที่บุคลากรทางการแพทย์”
หมอฉันชายเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคระบบหายใจและภาวะวิกฤต ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยเป็นฝาแฝดของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ล่าสุดคุณหมอได้รับเชิญไปให้ความเห็นในงานสัมมนาเกี่ยวกับการแพทย์ นวัตกรรม และ AI ในวงการสุขภาพ ซึ่งเป็นเวทีที่มีการพูดถึงเทรนด์นวัตกรรมเปลี่ยนโลกสุขภาพที่น่าสนใจมาก
***ถาม AI ก่อนหมอ
หมอฉันชายโชว์ข้อมูลล่าสุดที่มีการสำรวจพบว่า พฤติกรรมของชาวโลกเมื่อเผชิญกับอาการเจ็บป่วยกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยยกตัวอย่างปัจจุบันเมื่อผู้ป่วยตื่นมาแล้วพบความผิดปกติ เช่น มีผื่นขึ้นตามร่างกาย หลายคนเลือกที่จะถ่ายรูปอาการดังกล่าวแล้วนำไปปรึกษาแชตบอต AI อย่าง ChatGPT เป็นอันดับแรก
“แนวโน้มนี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่มีข้อมูลทางสถิติที่น่าสนใจมารองรับ การสำรวจในสหรัฐอเมริกาที่เก็บข้อมูลจากผู้ป่วย 1,000 คน และแพทย์อีก 1,000 คน ชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยถึง 26-27% เลือกที่จะตั้งคำถามและปรึกษา AI ก่อนที่จะเดินทางไปพบแพทย์”
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขที่น่าสนใจคือกว่า 85% ของผู้ป่วยที่ตัดสินใจเดินทางมาพบแพทย์ มักจะมาพร้อมกับข้อมูลหรือคำแนะนำเบื้องต้นที่ได้รับจาก AI ติดตัวมาด้วย
แม้การที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้ง่ายขึ้นจะเป็นเรื่องดี แต่เทรนด์นี้กลับสร้างความท้าทายใหม่ให้กับบุคลากรทางการแพทย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลระบุว่า แพทย์กว่า 60% รู้สึกว่าต้องเสียเวลาไปกับการพูดคุยเพื่อ "แก้ไขความเข้าใจผิด" ของผู้ป่วย ที่ได้รับข้อมูลทางการแพทย์ที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องมาจาก AI
สถานการณ์นี้ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อผนวกรวมกับปัญหา "ข่าวปลอม" (Fake News) ด้านสุขภาพบนโซเชียลมีเดีย ในปัจจุบันข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกแชร์ต่อๆ กันผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Line มักจะมีทั้งข้อมูลจริงและข้อมูลที่เป็นเท็จผสมกัน โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หากเป็นคอนเทนต์ไวรัลด้านสุขภาพ ส่วนใหญ่มักจะเป็นข้อมูลเท็จที่เน้นการนำเสนอวิธีที่ดูง่ายและได้ผลดีเกินจริง ซึ่งทำให้ประชาชนที่มีความเสี่ยงด้านความรู้เท่าทันสุขภาพ (Health Literacy) ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
***วงการสาธารณสุขปรับตัว
ทางออกสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคุยในงานนี้คือการสร้างและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้และอิงตามบริบทของคนไทยเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องแทนการพึ่งพา AI ทั่วไปเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มด้านสุขภาพอย่าง "MDCU MedUMORE" ที่ให้บริการข้อมูลทางการแพทย์ในรูปแบบวิดีโอและสื่อแบบอินเทอร์แอกทีฟ ซึ่งเพิ่งมียอดผู้เข้าชมสูงถึง 5.5 ล้านครั้ง การมีแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เช่นนี้ จะเป็นเกราะป้องกันข่าวปลอมและเสริมสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
ในภาพรวมระดับมหภาค AI ไม่ได้เป็นเพียงบอตตอบคำถาม แต่ยังถูกนำไปใช้ในระดับวิทยาศาสตร์การแพทย์ขั้นสูง ทั้งการวิเคราะห์ภาพถ่าย CT Scan เพื่อคัดกรองโรคมะเร็ง หรือนวัตกรรมอย่าง AlphaFold ของ Google ที่ใช้ AI ทำนายรูปแบบโครงสร้างโปรตีน (Protein Pattern) เพื่อนำไปสู่การพัฒนายารักษาโรคแบบเฉพาะเจาะจง (Precision Medicine)
Precision Medicine เป็นอีกหนึ่งในเทรนด์นวัตกรรมเปลี่ยนโลกสุขภาพที่ถูกพูดถึงในงานนี้ โดย AI กำลังเข้ามาช่วยไขความลับระดับเซลล์ ช่วยร่นระยะเวลาให้นักวิจัยผลิตยาแบบจำเพาะเจาะจงได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน และนอกจากแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลสุขภาพเรียลไทม์เพื่อให้ AI วิเคราะห์และแนะนำการใช้ชีวิต เทคโนโลยีการรักษาโรคระดับสูงก็กำลังมาแรงในหลายพื้นที่ ทั้ง Stem Cell ฟื้นฟูร่างกาย, Gene Therapy รักษายีน และ CAR-T Cell รักษามะเร็ง นอกจากนี้ยังมีการผลักดันการตรวจรหัสพันธุกรรมเพื่อคัดกรองโรค NCDs ในกลุ่มคนทำงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวด้วย
หากย้อนกลับมาตอบคำถามตั้งต้น ต้องบอกว่าการที่ใครจะปรึกษา AI เมื่อเริ่มรู้สึกป่วยนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเรื่องนี้กำลังจะกลายเป็น New Normal ของผู้ป่วยยุคดิจิทัล แต่ผู้ใช้งานต้องตระหนักเสมอว่า AI ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และ AI ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดทั้งความสามารถตรวจร่างกายจริง โดย AI ไม่สามารถฟังเสียงปอด ดูแลแผล หรือสั่งตรวจแล็บ/เอกซเรย์/CT/MRI ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถสั่งยา หรือวินิจฉัยและรักษาที่ซับซ้อนได้ ต้องใช้ทีมแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์โดยเฉพาะ อาจให้ข้อมูลผิดพลาด โดยเฉพาะอาการที่ซับซ้อนหรือโรคหายาก ซึ่งบางครั้งอาจทำให้คนไข้ฟุ้งซ่านมากขึ้นได้ เช่นในกรณีที่ AI บอกว่า “อาจเป็นมะเร็ง” จากอาการทั่วไป ทำให้กังวลเกินจริง
ในฝั่งบุคลากรทางการแพทย์เองก็ต้องพร้อมรับมือกับ "ผู้ป่วยที่ทำการบ้านมา (จาก AI)" เพราะแม้ภาวะนี้จะเกิดขึ้นเสมอในยุคที่เสิร์ชเอนจิ้น Google ครองความนิยม ซึ่งมีหลายครั้งที่การเสิร์ชจบลงด้วยความตื่นตระหนกอยู่แล้ว แต่สถานการณ์วันนี้กำลังหนักขึ้นจากการที่เทคโนโลยีล้ำสมัยได้พาชาวโลกก้าวข้ามไปอีกขั้น สู่ยุคที่ AI กำลังเข้ามารับบทเป็น "ผู้ช่วยวินิจฉัยโรคเบื้องต้น" ให้กับผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเมื่อการปฏิเสธ AI ไม่ใช่ทางออก สิ่งที่วงการแพทย์ทั่วโลกกำลังทำคือการเรียนรู้ที่จะยอมรับ ปรับตัว และนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด


