คึกคักงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ผู้จัดrเผยยอดลงทะเบียนร่วมงาน 2 วันเกิน 3,000 คน เชื่อ 1 ใน 3 เทรนด์แรงด้านเทคโนโลยีสุขภาพปี 2569 คือการบรรจบกันของโลกปัญญาประดิษฐ์ (AI) และชีววิทยา ที่ช่วยให้นักวิจัยผลิตยาและการรักษาแบบเฉพาะที่เข้าถึงระดับเซลล์ ชี้บทบาทของ AI วันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำธุรกิจ แต่ก้าวไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ที่จะพลิกโฉมคุณภาพชีวิตของมวลมนุษยชาติในอนาคต
นางสาวอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด กล่าวว่าผลตอบรับของงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ครั้งนี้ดีมาก โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน และเป้าหมายหลักของการจัดงานไม่ใช่แค่การให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการถอดบทเรียนและประเด็นจากการพูดคุยตลอด 2 วัน เพื่อการต่อยอดนำไปสร้างเป็นโครงการหรือเป็นแนวทางส่งต่อให้กับผู้ออกนโยบาย (Policy Maker) และหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านสุขภาพในประเทศไทย นอกจากนี้ ไอเดียที่โดดเด่นจากงานนี้จะถูกนำไปเชื่อมโยงและต่อยอดในงาน Techsauce Global Summit ต่อไป
"ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัดสินใจจัดงานแยกออกมา คือมุมมองต่อการดูแลสุขภาพที่แต่เดิมคนมักให้ความสำคัญกับการรักษาที่ปลายเหตุ แต่ในปัจจุบันควรเน้นไปที่การดูแลตั้งแต่ต้นทางหรือการดูแลเชิงป้องกัน (Preventive Care) ทิศทางนี้มีการพูดถึงมาตั้งแต่การจัดงาน Techsauce Summit ในปี 2017 ว่ามนุษย์จะอายุยืนยาวขึ้นได้อย่างไร แต่ความยืนยาวต้องมาพร้อมกับ "Healthspan" หรือการมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย เราจึงต้องการนำความรู้ที่ถูกต้องกระจายสู่คนไทยในวงกว้างให้มากขึ้น จึงได้ Spin-off งานออกมาเป็นงาน Healthspan Festival โดยเฉพาะ"
Techsauce Global Summit นั้นเป็นงานสัมมนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมขนาดใหญ่ระดับนานาชาติซึ่งครอบคลุมนวัตกรรมในหลากหลายภาคธุรกิจ โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมสูงถึงประมาณ 18,000 คน ซึ่งมาจาก 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งการจัดงานรอบปีนี้ จะจัดขึ้นที่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569
อรนุชกล่าวว่าไม่ได้มีแค่งานด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เทคซอสได้มีการขยายการจัดงานไปยังต่างจังหวัดและต่างประเทศ ล่าสุดเพิ่งมีการจัดงาน Techsauce ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่และ SME ขนาดกลางในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและอินโดนีเซียอีกด้วย
*** 3 เทรนด์แรงไทย AI ทางการแพทย์
อรนุชมองว่า 1 ใน 3 เทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ที่กำลังมาแรงในไทย คือการวิเคราะห์ข้อมูลและการวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะการนำ AI มาช่วยประมวลผลข้อมูลมหาศาลจากเซ็นเซอร์หรือภาพถ่าย CT Scan เพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึก ให้แพทย์ใช้ประกอบการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม AI ต้องทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์เสมอเพื่อความน่าเชื่อถือสูงสุด ซึ่งปัจจุบันในไทยเริ่มมีการใช้ AI วิเคราะห์ภาพ CT Scan เพื่อหาโอกาสการป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้ว
เทรนด์ที่ 2 คืออุปกรณ์สวมใส่และการวิเคราะห์พฤติกรรม โดยอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ จะทำการเก็บข้อมูลประวัติสุขภาพของผู้ใช้งาน จากนั้น AI จะทำหน้าที่ประมวลผลเพื่อวิเคราะห์และให้คำแนะนำว่าผู้ใช้งานควรพักผ่อน ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไร
เทรนด์ที่ 3 คือการผสานรวมระหว่าง AI และชีววิทยา (AI meets Biology) ซึ่งเป็นการนำศาสตร์ฝั่งวิศวกรรมศาสตร์และชีววิทยาที่อดีตเคยแยกกัน มาทำงานร่วมกัน โดยใช้ AI ช่วยวิเคราะห์และทำนายรูปแบบของโปรตีน (Protein Pattern) เซลล์ และยีน ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการทำงานของนักวิจัยลงได้อย่างมหาศาล
"ตัวอย่างที่สำคัญคือ AlphaFold ของ Google ที่ใช้คาดการณ์โครงสร้างโปรตีน ทำให้แพทย์เข้าใจพื้นฐานของร่างกายและนำไปสู่การคิดค้นยารักษาแบบจำเพาะเจาะจง (Precision Medicine) ซึ่งถือเป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Discovery) ที่จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดีขึ้นในอนาคต"
***ไทยดึง Deep Tech บูรณาการระบบสาธารณสุข
นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงเข้ามาบูรณาการในระบบสาธารณสุขของไทย ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนระบบสุขภาพอย่างสิ้นเชิง เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการยึดโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง ไปสู่การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยมีการนำ AI เข้ามาช่วยในการวินิจฉัยโรคให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
"กระทรวงสาธารณสุขได้ให้การสนับสนุนการใช้ AI ทางการแพทย์อย่างเต็มที่ผ่านการร่วมมือกับภาคเอกชน" นพ.เอกชัย กล่าว
การนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการในระบบสาธารณสุขของไทย นั้นมีหลายส่วน เช่น อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ และการใช้สมาร์ทวอทช์ ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถติดตามและรับรู้ข้อมูลสุขภาพของตนเองได้แบบเรียลไทม์ และปัจจุบันมีการเปลี่ยนซอฟต์แวร์ให้เป็นรูปแบบหนึ่งของการรักษาแล้ว
นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมการแพทย์ชั้นสูง (Advance Therapy Medicinal Products: ATMP) เช่น การใช้สเต็มเซลล์ (Stem Cell) ทั้งจากเซลล์ของตนเองและผู้อื่นมาช่วยรักษาฟื้นฟูสุขภาพ, การใช้ยีนบำบัด (Gene Therapy) สำหรับรักษาโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย และ T Cell Therapy ที่นำมาใช้รักษามะเร็ง (โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาว) ซึ่งมีแนวโน้มผลลัพธ์ที่ดีขึ้นต่อเนื่อง
ที่สำคัญคือการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เทคโนโลยีนั้นทำให้การรักษาแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคลเป็นความจริงได้ โดยสามารถทำนายความเสี่ยงล่วงหน้าได้ว่าในอนาคตบุคคลนั้นจะมีความเสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง (เช่น โรคมะเร็ง) เพื่อให้เกิดการดูแลและป้องกันตนเองได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ในอีกด้าน กระทรวงสาธารณสุขได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ยกระดับแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" จากช่วงโควิด-19 ให้กลายเป็น Super App เพื่อจัดเก็บข้อมูลสุขภาพระดับประเทศ ระบบนี้ถูกเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกระทรวงมหาดไทย ทำให้สามารถติดตามประวัติสุขภาพและโรคประจำตัวของประชาชนได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุ รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถนัดคิวโรงพยาบาลล่วงหน้าจากที่บ้านได้
*** จุดประกายจีโนมิกส์ (Genomics) โอกาสประเทศไทย
ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอาจเกิดขึ้นได้หากไทยผลักดันการตรวจจีโนมิกส์ (Genomics)ในวงกว้าง ซึ่งจะทำให้เกิดฐานข้อมูลระดับชาติที่มีมูลค่ามหาศาล และ National Genomic Data Asset นี้ย่อมสามารถนำไปทำ R&D ต่อยอดเพื่อหาวิธีการวินิจฉัยและยารักษาโรคใหม่ๆ รวมถึงสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
"ต้นทุนต่อหัวอยู่เพียงไม่กี่พันบาท แต่มูลค่าของสินทรัพย์ข้อมูลที่ได้จะมหาศาล"
ศ.ดร.นพ.ยงยุทธมองว่าจีโนมิกส์คือตัวปลดล็อกโอกาสในการแข่งขันด้าน Precision Medicine โดยมาเลเซียและสิงคโปร์มีฐานข้อมูลจีโนมิกส์มากกว่าประเทศไทย ซึ่งแต่เดิมการตรวจพันธุกรรมมักถูกนึกถึงเฉพาะในการรักษาโรคมะเร็ง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีจีโนมิกส์กำลังถูกขยายผลเพื่อนำมาใช้คัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งหากมีการตรวจเพิ่มในกลุ่มประชากรวัยทำงานและกลุ่มเสี่ยง ก็จะให้แพทย์สามารถให้การดูแลเชิงป้องกันแบบเจาะจงได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลระยะยาว
ประเด็นการตรวจจีโนมิกส์นี้เป็นส่วนหนึ่งของพิมพ์เขียวที่เป็นผลลัพธ์จากการระดมสมองของบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 10 แห่ง ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 36
***ย่านนวัตกรรมการแพทย์ไทย
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่าประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาย่านนวัตกรรมการแพทย์ เช่น YMID หรือย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data Sharing) ทดสอบเทคโนโลยี (Sandbox) และผลักดันศักยภาพของสตาร์ทอัพกลุ่มเฮลท์เทคไทย ให้สามารถขยายสเกลสู่การใช้งานจริงในโรงพยาบาล
"ย่านโยธีเป็นบริเวณที่มีการกระจุกตัวของโรงพยาบาลและสถาบันทางการแพทย์มากที่สุดแห่งหนึ่ง ประกอบไปด้วย มหาวิทยาลัยมหิดล, โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลสงฆ์, คณะเวชศาสตร์เขตร้อน, โรงพยาบาลราชวิถี, โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลศิริราช เป้าหมายหลักของการสร้างย่านนวัตกรรมนี้คือ การแชร์ข้อมูลและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสถาบันทางการแพทย์ หากข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกันได้ ระบบจะทราบได้ทันทีว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านใด หรืออุปกรณ์การแพทย์ชิ้นใดอยู่ที่ไหนและพร้อมให้บริการเมื่อใด ซึ่งจะช่วยยกระดับการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด"
ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์โยธีนั้นถือเป็นพื้นที่ศูนย์รวมนวัตกรรมและการให้บริการทางการแพทย์ขนาดใหญ่ ซึ่งได้เริ่มต้นโครงการมาประมาณ 5 ปี ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยย่านโยธีถูกใช้เป็นพื้นที่นำร่องให้สตาร์ทอัพได้นำผลิตภัณฑ์และโซลูชันทางการแพทย์ เข้ามาทดสอบและใช้งานจริงในโรงพยาบาล ซึ่งเทคโนโลยีเป้าหมายที่เน้นย้ำในย่านนี้คือ นวัตกรรมการรักษาขั้นสูง (ATMP) และ AI ทางการแพทย์ (Medical AI)
ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้คือ สตาร์ทอัพที่นำเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ผลเลือดตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนจนสามารถขยายผลไปใช้งานในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนอย่าง BDMS และต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศได้สำเร็จ และเพื่อสร้างระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ภาครัฐได้ผลักดันให้มีการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุน เช่น สิทธิประโยชน์จาก BOI สำหรับผู้ที่เข้ามาลงทุนพัฒนานวัตกรรมการแพทย์หรือ Enterprise Development ในบริเวณย่านโยธีด้วย
นวัตกรรมที่ถูกทดสอบและใช้งานจริงในย่านนวัตกรรมทางการแพทย์โยธี จะถูกนำไปขยายผลต่อยอดเข้าสู่โรงเรียนแพทย์อื่นๆ รวมถึงระบบประกันสุขภาพแห่งชาติและ สปสช. นอกจากนี้ จากความสำเร็จของโมเดลย่านโยธี (YMID) ทำให้เกิดการนำคอนเซปต์นี้ไปขยายผลสร้างย่านนวัตกรรมการแพทย์ในพื้นที่อื่นด้วย เช่น ย่านนวัตกรรมการแพทย์ศิริราช, ย่านนวัตกรรมการแพทย์สวนดอก (SMID) ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และโรงพยาบาลสวนดอก และล่าสุดในปีนี้กำลังขยายไปสู่ ย่านนวัตกรรมการแพทย์ที่จังหวัดขอนแก่น (KMID)
***เทรนด์ผู้ป่วยปรึกษา AI ก่อนมาพบแพทย์
รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ที่ปรึกษาคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้คนในปัจจุบันว่าเมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ เช่น มีผื่นขึ้น ผู้ป่วยกว่า 26-27% เลือกที่จะถ่ายรูปและปรึกษา AI อย่าง ChatGPT ก่อน และกว่า 85% ของผู้ป่วยที่เดินทางมาหาแพทย์ มักจะมาพร้อมกับคำแนะนำเบื้องต้นที่ได้จาก AI แล้ว
"เทรนด์นี้บังคับให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องปรับตัวและเรียนรู้ที่จะนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด"
รศ.นพ.ฉันชาย ยังมองว่าเทคโนโลยีชะลอวัย (Longevity) อาจทำให้ผู้คนตื่นเต้นกับการทำให้อายุยืนยาวขึ้น แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการนำเทคโนโลยีมายืดช่วงเวลาที่สุขภาพดีให้ยาวนาน และลดช่วงเวลาแห่งความเสื่อมถอยและความทุกข์ทรมานในบั้นปลายชีวิตให้สั้น
รศ.นพ.ฉันชาย ยังจุดประกายเรื่องการทำหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษา ซึ่งให้สิทธิ์ผู้ป่วยในการวางแผนล่วงหน้า เพื่อปฏิเสธการรักษาที่เพียงแค่ยื้อชีวิตโดยปราศจากคุณภาพชีวิต เช่น การนอนติดเตียงไม่รู้ตัว หรือใส่สายยางให้อาหาร เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ.


