xs
xsm
sm
md
lg

รพ.รามาฯ เข้าเก็บศพหนุ่มจีนโดดตึก จนท.ป้องกันเต็มที่หวั่นติดโควิด-19

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



โรงพยาบาลรามาฯ เข้าเก็บศพหนุ่มจีนโดดตึกย่านซอยเพชรบุรี 47 ต้องสงสัยติดโควิด-19 หลังพบหน้ากากอนามัยเกลื่อนห้อง จนท.ป้องกันเต็มที่ นำไปศพชันสูตรต่อไป

วันนี้ (13 มี.ค. 63) เวลาประมาณ 12.30 น. เกิดเหตุ นายซินฟาซู อายุ 39 ปี สัญชาติจีน พลัดตกจากโรงแรมแห่งหนึ่งย่านซอยเพชรบุรี 47 (ซ.ศูนย์วิจัย) แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. จากการตรวจสอบภายในห้องพักชั้น 6 ของโรงแรมดังกล่าว พบภายในห้องมีหน้ากากอนามัยจำนวนมาก และยังพบโทรศัพท์มือถือสภาพแตกกระจายอยู่ที่พื้นห้อง เจ้าหน้าที่จึงประสานเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เนื่องจากเป็นผู้ที่เดินทางมาจากเมืองฝูเจี้ยน ประเทศจีนซึ่งถือว่าเป็นประเทศกลุ่มสุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นผู้ดำเนินการ

ล่าสุด เวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ นพ.เมธิพจน์ ชาตะเมธีกุล ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เบื้องต้นจากการสอบถามพฤติกรรมของผู้เสียชีวิตแล้วไม่น่าจะเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อ แต่ในเมื่อทางผู้เกี่ยวข้องเกรงว่าจะเข้าข่ายต้องสงสัย ทางสำนักอนามัยกรุงเทพมหานครจึงต้องมาแนะนำแนวทางการปฏิบัติและแก่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่จะเข้าไปดำเนินการนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุ ซึ่งผู้ที่เข้าไปจะต้องใส่ชุดป้องกัน 2 ชั้น สวมมาสก์ ถุงมือ ถุงเท้า และอื่นๆ ตามมาตรฐาน จากนั้นจะนำศพผู้เสียชีวิตใส่ถุงซิปห่อศพอีก 2 ชั้น ก่อนนำร่างขึ้นรถโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่มีการซีลพลาสติกภายในทั้งคันไปยังห้องกักเชื้อของโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อชันสูตร และเมื่อนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาแล้วก็จะนำน้ำยา Virulex ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส โดยผสมกับน้ำในอัตตราส่วน 1 ซอง ต่อน้ำ 1 ลิตร ทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็จะให้ผู้ปฏิบัติงานถอดชุดทิ้งในถุงแดง ก่อนนำไปทำลายตามขั้นตอนการทำลายขยะติดเชื้อต่อไป

ด้าน พ.ต.อ.ชนะวรศิณธุ์ กล่าวว่า ในส่วนของคดีเบื้องต้นจากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และจากการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการเชื่อว่า ผู้ตายจงใจที่จะฆ่าตัวตาย เนื่องจากอยู่ห้องพักคนเดียว และในห้องพักไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ทั้งนี้ในส่วนของการดำเนินการล่าช้าต้องนำเรียนว่าเรื่องนี้อาจาจเป็นกรณีศึกษาที่ต้องนำไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งในเคสนี้ผู้ตายมีเหตุต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หากมีการดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้วปรากฏว่าผู้เสียชีวิตมีการติดเชื้อก็อาจจะทำให้ผู้อยู่รอบข้างติดไปด้วย ทางเราก็ทำเต็มเพื่อป้องกันไว้ก่อน ในส่วนของศพผู้เสียชีวิตจากนี้ก็จะนำไปชันสูตรที่โรงพยาบาลรามาธิบดีต่อไป








กำลังโหลดความคิดเห็น...