xs
xsm
sm
md
lg

สุดยอด 10 ข่าวอาชญากรรมแห่งปี(ตอนที่ 1-5 ) “ 2 พี่น้องแสบนรกสั่ง” หญิงไก่ –กิมเอ็ง ครองแชมป์

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR Online -ทีมข่าวอาชญากรรม MGR ออนไลน์ได้รวบรวมคดีอุกอาจสะเทือนขวัญในรอบปี 2559 ที่ผ่านมา และจัด 10 อันดับสุดยอดอาชญากรรมที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดดังนี้

อันดับที่ 1 “คุณนายไก่ -กิมเอ็ง” 2 พี่น้องแสบนรกสั่ง!!?? เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนมิ.ย.2559 โดยนายจาตุรงค์ สุขเอียด นักข่าวอาชญากรรมโทรทัศน์ ได้รับการร้องเรียนว่าเกิดคดีไม่ชอบมาพากลขึ้นที่ สน.ประชาชื่น โดยนางวันทนีย์ หรือไก่ หยกรัตนกาญ แจ้งตำรวจให้ดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์มูลค่านับ 10 ล้านกับน.ส.ประภาวรรณ ใจกล้า หรือน้องก้อย นักเรียนเรียนดีที่มาหารายได้พิเศษเป็นลูกจ้าง ข้อมูลนี้ถูกนำไปขยายจากทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งต่อมาได้ทำหน้าที่ทนายให้กับน้องกล้า และเหยื่ออีกหลายคนที่เคยถูกนางไก่ แจ้งเท็จเอาเข้าคุก

จุดเริ่มดังกล่าวเมื่อสื่อหลายสำนักรวมทั้ง MGR ออนไลน์ เข้าไปตรวจสอบอย่างจริงจังนางไก่ เริ่มออกอาการไปไม่เป็นมีการเปิดแถลงข่าวตอบโต้ฝ่ายทนายสงกานต์ แต่กลับใช้ผ้าคลุมศรีษะอำพรางตัวเองทำให้สังคมยิ่งเกิดความสงสัย การขุดคุ้ยตีแผ่ประวัติเบื้องหลังความเป็นมาตั้งแต่อดีตซึ่งเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แม้แต่การเป็นพี่น้องต่างมารดากับนางกิมเอ็ง แซ่เตียว อดีตผู้ต้องหาคดีทุจริตเครื่องราชฯสื่อได้นำมาเสนอฉายภาพด้านมืดให้สังคมรับทราบจนที่สุดนางวันทนีย์ หยกรัตนกาญ จนมุมด้วยพยานหลักฐาน ไม่ว่าในเรื่องแจ้งความเท็จทองคำแท่งมูลค่าหลายล้านบาท ถูกขโมยหรือการแอบอ้างเบื้องสูงจึงถูกตำรวจดำเนินคดีข้อหาแจ้งเท็จ และความผิดตามมาตรา 112

หลังจากกระแสคดีนางไก่ เริ่มซาลงวันที่ 27 ส.ค.2559 ถัดมาไม่นานนักตำรวจสอบสวนกลางนำโดยพล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.เปิดแถลงข่าวจับกุม ดร.กมนทรรศน์ ธนธรณ์โฆษิตจิร หรือแม่ตุ่ม คนเดียวกับนางกิมเอ็ง แซ่เตียว ที่ทำตัวเป็นขอมดำดินหายเงียบไปจากวงสังคมนานกว่า 20 ปี

ปฏิบัติการครั้งนั้นสร้างความประหลาดใจให้กับเหยี่ยวข่าวสายอาชญากรรมอยู่พอสมควร เนื่องจากหลังเกิดเรื่องนางไก่ มีความพยายามจากสื่อที่จะติดตาม-สืบค้นหาตัวนางกิมเอ็ง แต่ไม่มีเบาะแสใดๆ บ้างก็ว่าหลังออกจากคุกได้พบทางสว่างของชีวิตเดินหันหลังให้กับพฤติการณ์เก่าๆดำเนินชีวิตอย่างคนธรรมดาในบั้นปลายแล้วแต่จู่ๆเมื่อตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกง และความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากพบว่าระหว่างทำความผิดนางกิมเอ็ง ได้แอบอ้างเบื้องสูงว่ามีความสนิทถึงขนาดเป็นคนปรุงอาหารถวายให้กับราชสำนัก แต่ตอนหลังเมื่อเกิดคดีนางไก่ มีข่าวพัวพันไปถึงตัวนางกิมเอ็ง ประกอบกับเหยื่อหลายรายที่หลงเชื่อบริจาคเงินรวมกันเกือบ 3 ล้านเกิดแอะใจจึงสะกิดตำรวจกองปราบปราม ดำเนินการสืบสวนเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายจับได้แล้วเจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปจับกุมนางกิมเอ็ง ได้ที่ ต.เกยชัย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เป็นอันว่าชะตากรรมของ 2 พี่น้อง “แสบนรกสั่ง”เมื่อไม่ยอมหลาบจำยังคงวนเวียนทำความชั่วอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ฉากสุดท้ายจึงจบลงที่ได้ใช้ชีวิตในบั้นปลายภายใต้กำแพงคุกนั่นเอง

อันดับที่ 2 คดี 7 โจ๋ลูกตำรวจรุมฆ่าชายพิการ... 1 พ.ค.2559 สังคมไทยต้องตื่นตะลึงกับคลิปภาพเหตุการณ์สุดสยองภายในซอยโชคชัย 69 ย่านลาดพร้าว กทม.นั่นคือปฏิบัติการอำมหิตของกลุ่มวัยรุ่นถืออาวุธมีดโอบล้อมชายขาพิการ และมีเสียงยั่วยุจากหญิงสาวคนหนึ่งตะโกนว่า...”เอามันให้ตาย” ก่อนช่วยกันรุมฟัน-แทงจนเสียชีวิต ซึ่งคงไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวจะได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากแม้จะยังไม่ทราบรายละเอียดต่างๆแต่ทุกคนรุมประนามว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนและไม่สามารถยอมรับได้

สำหรับรายละเอียดในคดีดังกล่าวสรุปพอสังเขปว่าช่วงเที่ยงของวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมาขณะที่กลุ่มคนร้ายประกอบด้วยนายพีรพล ยศพงศ์อนันต์ นายอัครเดช ทัศนะ นายมนต์มนัส แสงโพธิ์ นายจตุพร จันทร์โสภา นายเมฆ พลไกรษร นายอรินทร์ ยศพงศ์อนันต์ และน.ส.ณัฐณิชา ฤทธิ์ล้ำเลิศ ได้ขับ จยย.ผ่านมาที่ร้านปังหอม ภายในซอยโชคชัย 69 เพื่อเอาเรื่องกับนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ ชายขาพิการคนงานทำขนมปังในร้านดังกล่าวเนื่องจากก่อนหน้าเคยขับรถผ่านแล้วพูดจาแขวะกันไปมา

เหตุการณ์รุมทำร้ายจนเสียชีวิตตามคลิปภาพที่ปรากฏหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โชคชัย จับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ทั้งหมดและแจ้งข้อหาร่วมกันทะเลาะวิวาทจนมีผู้เสียชีวิตสร้างความไม่พอใจแก่กระแสสังคมเป็นอย่างยิ่งรวมทั้งกลุ่มญาติของคนตายประกอบด้วยนายเมธัส ผลประเสริฐ หลานชายเจ้าของร้านนางทองคำ ศรีจันทร์ มารดาวัยชราของนายสมเกียรติ จึงเป็นหน้าที่ของทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ซึ่งมีสำนักงานติดกับร้านปังหอม และอยู่ในเหตุการณ์โดยตลอด และคัดค้านการตั้งข้อหาดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่ากลุ่มคนร้ายตั้งใจจะมาก่อเหตุโดยมีการตระเตรียมอาวุธมีด อีกทั้งมีการวางแผนระดมสมัครพรรคพวกมาประทุษร้าย

กระแสความไม่พอใจลุกลามไปถึงพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น.ซึ่งแสดงความคิดเห็นทำนองว่าความผิดยังไม่เข้าข่ายเจตนาฆ่าแต่กระนั้นก็ยังขัดต่อความรูสึกของประชาชนที่มีโอกาสเห็นภาพเหตุการณ์รวมทั้ง 4 ในกลุ่มผู้ต้องหาเป็นลูกตำรวจ สน.โชคชัย จึงมีคำถามตามมาว่าคดีนี้ตำรวจจะสามารถให้ความยุติธรรมแก่ครอบครัวนายสมเกียรติ ชายขาพิการซึ่งมีทั้งมารดาแก่เฒ่าและบุตรชายวัย 9 และ 12 ขวบอีกสองคนที่จะต้องดูแล ในที่สุดจึงเกิดปรากฏการณ์อารยะขัดขืนไม่เห็นด้วยกับวิธีดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยมีการแสดงออกในโลกโซเชียลฯติดแฮชแทก “คนพิการถูกทำร้าย คนดีๆทำอะไรอยู่-เป็นลูกตำรวจแล้วไง!!?? นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่เขย่าความเชื่อมั่นวงการตำรวจส่งผลมาถึงปัจจุบัน

อันดับที่ 3 คดี ดร.มือปืนถ่ายทอดสดฆ่าตัวตายหลังยิงเพื่อน 2 ศพ...อีกคดีหนึ่งที่สั่นสะเทือนวงการศึกษาไทย และสร้างความตื่นตะลึงไปทั้งประเทศเมื่อโทรทัศน์ดิจิตจอล ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ทุกขั้นตอนตั้งแต่ปิดล้อมจับกระทั่งวินาทีลั่นกระสุนปลิดชีพตนเอง...เช้าวันที่ 18 พ.ค.2559 ขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร เขตบางเขน กทม.รวมทั้งอีกหลากหลายชีวิตกำลังสาละวนทำภารกิจกันตามปกติ เกิดเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดภายในห้องประชุมชั้น 5 อาคารพุทธวิชชาลัย ต่อจากนั้นเพียงเล็กน้อยมีพยานเห็น ดร.วันชัย ดนัยตโมนุท อาจารย์ประจำวิทยาลัยการฝึกหัดครูฯ เดินกึ่งวิ่งลงมานจากอาคารและรีบขับรถเก๋งส่วนตัวบึ่งไปจากลานจอด

ทั้งเสียงและภาพการเคลื่อนไหวที่ปรากฏเดาไม่ยากเลยว่าจะต้องเกิดเหตุร้ายขึ้นแน่ รปภ.ประจำอาคารรีบรุดขึ้นไปดูบนอาคารพบศพ ดร.พิชัย ไชยสงคราม ประธานสาขาวิชาการศึกษา กับดร.ณัฐพล ชุมวรฐายี ประธานสภาภาคคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร นอนตายเลือดอาบ มีรอยกระสุนเข้าที่ศรีษะและลำตัวหลายนัด สภาพศพทั้งสองมีทั้งนั่งอยู่บนเก้าอี้กับใต้โต๊ะคล้ายกับกำลังหลบหาที่กำบังเพื่อความอยู่รอดซึ่งจากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า ดร.วันชัย มือปืนมีความไม่พอใจคนตายทั้งสองเพราะเชื่อว่าเป็นสาเหตุกีดกันไม่ให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำให้กระทบกระเทือนถึงรายได้ซึ่งก่อนหน้าเคยประกาศไว้กับเพื่อนร่วมงานว่าจะจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งหากขีดความอดทนถึงที่สุด

หลังข่าวแพร่สะพัดออกไป ตำรวจได้ประกาศตำหนิรูปพรรณของอาจารย์วันชัย รวมทั้งยี่ห้อ-สี เลขทะเบียนของพาหนะต่อมาเช้าตรู่วันที่ 19 พ.ค.2559 กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดยพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น.และพล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.และหน่วยอรินทราช 26 ได้ปิดล้อมโรงแรมสุภาพ ย่านสะพานควาย กทม.เพราะจับสัญญาณการใช้โทรศัพท์มือถือของ ดร.วันชัย ได้แต่เนื่องจากผู้ต้องหาไหวตัวและใช้อสวุธปืนพกประจำกายขนาด 9 มม.ที่ก่อคดีจ่อศรีษะระหว่างจะแหวกวงล้อมเข้าหน้าที่ การเจรจาต่อรองจึงเปิดฉากขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนที่นักข่าวจะได้กลิ่นต่างพากันยกกองถ่ายไปตั้งจุดถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมกันอย่างเอิกเกริกถึงขนาดยกผังรายการปกติออกไป

การเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่กับมือปืนระดับด็อกเตอร์ ผ่านไปด้วยความเคร่งเครียดแม้ฝ่ายตำรวจพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ ดร.วิชัย วางอาวุธยอมเข้ามอบตัวเช่นการให้ญาติพี่น้องหรือคนที่รักมาช่วยเจรจาแต่ดูเหมือนว่าผู้ต้องหาจะมีความตั้งใจอย่างอื่นไว้ก่อนแล้ว การต่อรองผ่านไปนานถึง 6 ชั่วโมงเต็มๆกระทั่งเวลา 18.43 น.สิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ปิดฉากลงด้วยความสลดใจเมื่อ ดร.วิชัย ตัดสินใจลั่นกระสุนปลิดชีพตนเองตายตกตามไป หลังนาทีวิกฤติหลายฝ่ายเริ่มมองเห็นสิ่งผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการเจรจาที่มี 2 ผู้บัญชาการหลักเป็นคนทำหน้าที่หลักว่าถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่ แต่ที่ตกเป็นจำเลยตัวจริงคือสื่อโทรทัศน์อย่างน้อย 5 ช่องที่ยกเลิกผังรายการแล้วหันมาถ่ายทอดสดแบบนาทีต่อนาทีนั่นคือไทยรัฐทีวี. สปริงนิวส์ เนชั่นฯ ทีเอ็นเอ็น และทีนิวส์ ถึงขนาดที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องเรียกผู้บริหารมาคาดโทษเนื่องจากเป็นการเสนอความรุนแรง และเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 37

อันดับที่ 4 คดี “เผานั่งยาง -สุสานคนเป็นแห่งบ้านผือ”...นับเป็นคดีสะเทือนขวัญสร้างบรรยากาศแห่งความน่าสะพรึงกลัวโดยเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง....เดือนเมษายน 2559 นายดารา พาไสย์ ราษฎร อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชนระบุว่าถูกดาบตำรวจนายหนึ่งอุ้มไปเรียกค่าไถ่จำนวน 5 แสนบาทตั้งแต่ปี 2558 ขณะขับรถจะไปทำกิจธุระโดยตำรวจนายนั้นอ้างว่าตนมีหมายจับคดียาเสพติด และมีการเจรจาต่อรองกระทั่งไม่สามารถตกลงกันได้นายดารา จึงติดต่อเข้ามอบตัวเพื่อทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว....ต่อมาปี 2559 ดาบตำรวจคนเดียวกันยังติดต่อเข้ามาเป็นระยะๆพร้อมกับข่มขู่ซึ่งนายดารา เห็นว่าชีวิตกำลังอยู่ในอันตรายเนื่องจากดาบตำรวจผู้นี้มีประวัติพัวพันกับการฆาตกรรม “อุ้มฆ่า”และทำผิดกฎหมายเสียเองในหลายๆเรื่องจึงเข้าร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว และเป็นที่มาของการเปิดโปงสุสานคนเป็น หรือเผานั่งยางแห่ง อ.บ้านผือ ซึ่งพบว่ามีเหยื่อถูกลักพาตัวไปเผาทำลายซากเป็นจำนวนมาก

นางบังอร ทองอ่อน ชาวบ้านซึ่งปล่อยเงินกู้เล็กๆน้อยๆเพื่อเป็นค่ากับข้าวแต่เมื่อตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมเผานั่งยางกลับถูกมองว่าเป็นนายกทุนเงินกู้นอกระบบ นางกุหลาบ อินทร์ศรี นายคำปุ่น ถิ่นแก้ว และนายกมล เหล่าโสภา คือเหยื่อถูกลักพาตัวแลหายสาปสูญไปอย่างร่องรอยโดยญาติๆเชื่อว่าขบวนการอุ้มจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือตำรวจในพื้นที่คนใดคนหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ปัจจุบันแม้ดาบตำรวจคนดัง หรือดาบปราโมทย์ บุพศรี อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนประจำ สภ.บ้านผือ จ.อุดรธานี จะถูกดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรม นางวารุณ ชัยริน หัวหน้าส่วนการคลัง อบต.จำปาโมง อ.บ้านผือ และอยู่ในเรือนจำไปแล้วก็ตามแต่การข่มขู่ญาติผู้เสียหาย รวมทั้งอาณาจักรแห่งความน่าหวาดหวั่นก็ยังไม่หมดไปจากดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้ กระทั่งคำสั่งย้ายนายตำรวจที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่งอาทิ ร.ต.ท.วิเชียร ศรีคราม รองสว.สส.สภ.น้ำโสม ร.ต.ต.ธวัช บุตรแสนดี และด.ต.พิทยา มหาชาติ ตำรวจประจำโรงพักเดียวกันมีพยานหลักฐานเชื่อมไปถึงกรณีพัวพันกับการอุ้มฆ่าเผานั่งยางสุสานบ้านผือ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 31 รายแต่ดูเหมือนว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนตำรวจภาค 4 หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่างไม่มีอะไรคืบหน้าจนกลุ่มญาติผู้สูญหายหมดความหวัง บรรยากาศความน่าสะพรึงกลัวยังคงครอบงำอยู่ต่อไป

อันดับที่ 5 คดี “แก๊งปืนควายยอดชั่ว-ข่มขืนเมียต่อหน้าก่อนฆ่าผัว” ....คดีสุดสะเทือนขวัญรายนี้เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 28 ม.ค.2559 โดยพ.ต.ต.อธิคม ขุนรอง พนักงานสอบสวน สภ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง รับแจ้งว่ามีเหตุหญิงสาวถูกข่มขืน และใช้อาวุธมีดแทงบาดเจ็บสาหัสมีพลเมืองดีนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลตรัง จึงไปสอบสวนทราบว่าคนเจ็บชื่อ น.ส.บี นามสมมุติตรวจพบว่ากำลังตั้งครรภือ่อนๆแต่เนื่องจากพบว่าอาการยังสาหัสมาก มีบาดแผลถูกแทงที่ลำตัว 4 แห่ง ใบหน้าถูกทุบด้วยของแข็งมีร่องรอยฝกช้ำไปทั่วกอปรกับยังมีอาการตื่นตกใจจึงให้การอย่างกระท่อนกระแท่น เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานถึง 3 วันจึงทราบว่ากลุ่มคนร้ายมีนายคิว นายเจมส์ นายผา และอื่นๆประมาณ 5 คนซึ่งรู้จักกับคนเจ็บเป็นอย่างดีโทรศัพท์ลวงให้เดินทางมากับนายภาสกร คงสวัสดิ์ อายุ 19 ปีแฟนใหม่เพื่อปรับคามเข้าใจกันในเรื่องความรัก

น.ส.บี ให้การว่าจุดนัดพบคือบริเวณกลางป่าเชิงเขาบรรทัด ห่างจากถนนสายเขาคราม – บ้านคงหรา ประมาณ 7 กม.แต่พอมาถึงนายคิว กับนายเจมส์ ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นขู่ก่อนมัดนายภาสกร ไว้และช่วยกันจับตนผลัดกันขืนใจต่อหน้าต่อตานายภาสกร จากนั้นยังได้ขุดหลุมศพให้คนตายได้ดูโดยแสดงอาการสะใจไปตลอดเวลา เมื่อขืนใจเสร็จเรียบร้อยจึงช่วยกันใช้ผ้าปิดตาแล้วเอาก้อนหินทุบศรีษะก้อนใช้ปืนลูกซองยิงซ้ำที่หน้าอกจนขาดใจตาย และลากศพไปฝัง ส่วน น.ส.บี ซึ่งเห็นเหตุการณ์โดยตลอดถูกกลุ่มคนร้ายช่วยกันทุบตี และใช้มีดจ้วงแทงหวังฆ่าปิดปาก เมื่อเห็นเหยื่อหมดสติจึงขับรถไปโยนทิ้งเหวลึกถนนเขาพับผ้า อยู่เขตติดต่อระหว่าง จ.พัทลุง กับจ.ตรัง ก่อนหลบหนีไปแต่โชคดีที่บาดแผลไม่ถูกที่สำคัญ และเหวลึกมีต้นไม้หนาทึบรองรับจึงรอดตายอย่างหวุดหวิด เมื่อได้สติกลับมาอีกครั้งจึงปีนขึ้นจากเหวมาขอความช่วยเหลือจากพลเมืองดีที่ขับรถผ่านไปมา

คดีนี้จบลงที่ตำรวจสามารถติดตามตัวผู้ต้องหาซึ่งยังเป็นเยาวชนมาได้ครบทุกคน เฉพาะนายคิว ปืนควายหัวหน้าแก๊งเวลาให้สัมภาษณ์ยังคงยิ้มแย้ม ไม่สะทกสะท้านกับความผิดที่ได้ก่อขึ้นโดยรับสารภาพว่าทำไปเพราะแค้นใจนายภาสกร คนตายที่ได้ญาติของตนเป็นเมียแต่กลับทิ้งขว้างไปรับ น.ส.บี มาเป็นภรรยาใหม่จึงเกิดความแค้นและวางแผนก่อเหตุร้ายขึ้น คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2559 ลงโทษผู้ต้องหาที่ 1-2 จำคุกคนละ 25 ปี 36 เดือนโดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึก และไม่เกรงกลัวต่อกฏหมายบ้านเมือง (โปรดติดตามลำดับที่ 6 -10 วันพรุ่งนี้)


กำลังโหลดความคิดเห็น...