xs
xsm
sm
md
lg

ตำรวจเจอแล้วจอมโหดทำร้ายเด็กจากคลิปว่อนเน็ต เผยเป็นพ่อ-ลูกชาวปากีสถานลี้ภัย

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

ภาพจากคลิปเผยให้เห็นชายคนหนึ่งกำลังทำร้ายเด็กต่อหน้าต่อตาผู้คนที่ป้ายรถเมล์ใจกลางกรุง
ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ตำรวจตามเจอตัวขาโหดทำร้ายเด็กชายต่อหน้าคนที่ยืนรอรถเมล์ย่านรัชดาซอย 19 ในคลิปที่แชร์ว่อนเน็ต เผยเป็นพ่อลูกชาวปากีสถานลี้ภัยเข้ามาไทยก่อนไปประเทศที่ 3สอบไม่เกี่ยวกับค้ามนุษย์ เกิดเหตุเพราะลูกชายดื้อไม่ยอมกลับบ้าน



จากกรณีที่มีการแชร์คลิปวิดีโอลงในเพจเฟซบุ๊กชื่อดังเมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 18 พ.ย. โดยในคลิปเป็นภาพเหตุการณ์ขณะชายคนหนึ่งนั่งบนรถจักรยาน ใช้มือตบหน้าและทำร้ายร่างกายเด็กชายอีกคนที่นั่งอยู่บริเวณป้ายรถเมล์ซึ่งทั้งสองคนพูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย เจ้าของคลิประบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณป้ายรถเมล์ ซ.รัชดา 19 เจ้าของคลิประบุข้อความไว้ว่า “น่าสงสารสารมากเลยค่ะ พ่อไม่น่าทำกับลูกอย่างนี้เลยอะ ถึงไม่ใช่คนไทยก็เถอะ”

ต่อมาวานนี้ 20 พ.ย. ทางฝ่ายสืบสวน สน.สุทธิสาร สามารถติดตามตัวชายที่ปรากฏในคลิปวิดีโอได้บริเวณบ้านเช่าไม่มีเลขที่ภายในซอยวิภาวดี 16 แยก 14 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. ก่อนจะนำตัวมาสอบสวนต่อที่ สน.สุทธิสาร โดยมี พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว ผกก.สน.สุทธิสาร เจ้าหน้าที่จาก UN (สหประชาชาติ) UNHCR (สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคม.เข้าร่วมสอบปากคำโดยใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง

พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว ผกก.สน.สุทธิสาร กล่าวว่า จากการตรวจสอบคลิปวิดีโอที่มีการแชร์ในโลกออนไลน์จนเป็นกระแสสังคมนั้น เหตุเกิดใกล้เคียงซอยรัชดา 19 ถนนรัชดาขาออก บริเวณป้ายรถเมล์ด้านหน้าทางลงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง ขณะนี้ได้ติดตามตัวชายในคลิปได้แล้วไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เป็นชาวปากีสถานและพักอาศัยอยู่ภายในซอยวิภาวดี 16 แยก 14 โดยพักอาศัยอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 คน ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูกชาย 2 คนอายุ 6 และ 9 ปี ลูกสาว 1 คน อายุ 3 ปี

ส่วนเด็กที่ปรากฏในคลิปเป็นบุตรชายคนโตอายุ 9 ปี จากการตรวจสอบเอกสารปรากฏว่าทั้งหมดได้เดินทางจากประเทศปากีสถานเข้ามาประเทศไทยเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2557 ในฐานะผู้ขอลี้ภัยไปประเทศที่ 3 และวีซ่าได้หมดลงตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของ UNHCR และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารเพื่อรอการส่งตัวไปประเทศที่ 3

ส่วนสาเหตุจากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุแม่เด็กจะออกมาซื้อของ ลูกชายคนโตที่ปรากฏในคลิปร้องจะตามแม่ไปด้วย ทำให้ผู้เป็นพ่อเป็นห่วงลูกจึงต้องออกมาตามแต่ลูกชายไม่ยอมกลับ จนปรากฏภาพในคลิปเกิดขึ้นซึ่งวิธีการลงโทษอาจจะดูรุนแรงแต่ยืนยันว่าไม่ใช่ในลักษณะการค้ามนุษย์ ขู่เข็ญทารุณโหดร้ายเพื่อหากำไรหรือค้าอนาจารแต่อย่างใด เป็นเพียงลักษณะเรื่องของครอบครัวมากกว่า

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พูดคุยกับทาง UNHCR ให้ดูแลไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ และไม่ทำผิดกฎหมาย จากนี้จะยกให้ทาง UNHCR เป็นผู้ดำเนินการต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น