xs
xsm
sm
md
lg

อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง “สุวรรณ กู้สุจริต” ทุจริตสร้างสนามกีฬา ชี้ปฏิบัติตามหน้าที่!

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง “สุวรรณ กู้สุจริต” อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา และอดีต ส.ส.ปชป.กับพวก 11 คน ทุจริตก่อสร้างสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ คลอง 6 ปทุมธานี ชี้กระทำตามหน้าที่ ใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว

วันนี้ (26 ส.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดง ที่ อ.3669/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุวรรณ กู้สุจริต อายุ 73 ปี อดีตอธิบดีกรมพลศึกษาและอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยที่ 1 นายสมเกียรติ ตงศิริ อายุ 62 ปี เจ้าหน้าที่บริหารงานออกแบบก่อสร้าง สำนักการกีฬา เป็นจำเลยที่ 2 นายบัณฑิต ปลีหจินดา อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่พัสดุ 7 กองคลัง เป็นจำเลยที่ 3 นายวิทยา วงษ์สมาน อายุ 66 ปี อดีตเจ้าหน้าที่บริหารงาน 7 สำนักกีฬา เป็นจำเลยที่ 4 นายประพัน ไพรอังกูร อายุ 54 ปี นายช่างไฟฟ้า 5 สำนักกีฬา เป็นจำเลยที่ 5 นายปกรณ์ ปั้นจั่น อายุ 42 ปี นายช่างเขียนแบบ 4 สำนักกีฬา เป็นจำเลยที่ 6 นายสมศักดิ์ อยู่คง อายุ 69 ปี ผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษา กรุงเทพฯ เป็นจำเลยที่ 7 นายสมพงษ์ ผาสุข อายุ 55 ปี นายช่างโยธา 5 เป็นจำเลยที่ 8 นายพีชเรข พิริยหะพันธุ์ อายุ 69 ปี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการกีฬา เป็นจำเลยที่ 9 นายพีระพงศ์ สุวรรณราช อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่พลศึกษา 6 เป็นจำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นข้าราชการและอดีตข้าราชการกรมพลศึกษา และนายบุญชู วงศ์กิจรุ่งเรือง อายุ 59 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามอินเตอร์ แอร์ ซัพพลาย จำกัด เป็นจำเลยที่ 11 ในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ

คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2552 ว่า ขณะเกิดเหตุ กรมพลศึกษามีโครงการก่อสร้าง 2 โครงการ คือ โครงการที่ 1 โครงการก่อสร้างและปรับปรุงสนามกีฬา สำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 และเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ 7 ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ (คลอง 6 ต.ธัญบุรี อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จำนวน 4 หมวดงานด้วยวิธีพิเศษ โดยมีบริษัท สยามอินเตอร์แอร์ จำกัด โดยนายบุญชู จำเลยที่ 11 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ ประมูล ก่อสร้างหมวดงานที่ 4 อาคารบริการกลาง กรมพลศึกษา ราคา 97,187,446 บาท สำหรับโครงการที่ 2ก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งกรมพลศึกษาได้ทำสัญญาจ้างบริษัท แปซิฟิก แอสโซซิเอท กรุ๊ป จำกัด ก่อสร้างในวงเงิน 1,623 ล้านบาท ภายในสนามกีฬาแห่งชาติ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานการตรวจรับงาน และจำเลยที่ 2-10 เป็นกรรมการตรวจรับงาน

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 14 ม.ค. 2541-29 ก.ย. 2543 พวกจำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกรรม โดยได้รับรองเป็นหนังสือว่างานตามสัญญาจ้างที่บริษัท สยามอินเตอร์ฯ ส่งมอบให้กรมพลศึกษาเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์นั้นไม่ถูกต้องตามสัญญาจ้าง ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 รวมทั้งพวกจำเลยยังได้ร่วมกันมีความเห็นเพื่ออนุมัติงดค่าปรับบริษัท สยามอินเตอร์ฯ ที่ก่อสร้างงานเสร็จล่าช้า โดยอ้างว่าเกิดจากความผิดหรือความล่าช้าของกรมพลศึกษาเอง ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ความผิดของกรมพลศึกษาแต่อย่างใด

ต่อมาวันที่ 6 พ.ค. 2542 จำเลยที่ 1 ได้ทำการตรวจการจ้างและรายงานผลการปฏิบัติงานของบริษัท แปซิฟิกฯ ผู้รับจ้างว่า ได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยและอนุมัติเงินค่าก่อสร้างจำนวน 50 ล้านบาทให้ ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะการก่อสร้างกำแพงกันดินดังกล่าวไม่ถูกต้องตามแบบในสัญญาจ้าง

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ฐานะอธิบดีกรมพลศึกษาผู้ว่าจ้างได้อนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่บริษัท แปซิฟิกฯ ผู้รับจ้าง จำนวน 142,824,000 บาท และสั่งให้บริษัทฯ หยุดงานเพื่อแก้รูปแบบรายการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญาจ้าง ทำให้บริษัท แปซิฟิกฯ มิได้นำเงินล่วงหน้าไปก่อสร้างตามวัตถุประสงค์ของคณะรัฐมนตรี ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การแก้ไขรูปแบบรายการก่อสร้างอาคารเรียนไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายจากการจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับบริษัท แปซิฟิกฯ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในคดีนี้คณะกรรมการป้องกันละปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียงว่า จำเลยทั้ง 11 คนกระทำความผิด

จำเลยที่ 1-10 กระทำผิดต่อกฎหมาย เป็นเจ้าพนักงานผู้ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ ซื้อ ทำจัดการ รักษาทรัพย์กรมพละศึกษาที่เป็นหน่วยงานรัฐ กระทำใช้อำนาจโดยทุจริต แสวงหาประโยชน์มิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่าได้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อหน้าตนอันเป็นเท็จ ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย จำเลยที่11 ให้การช่วยสะดวกแก่จำเลยที่1-10 เหตุเกิดที่แขวงวังใหม่ ปทุมวัน ต.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เกี่ยวพันกันจึงขอให้ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 151, 157, 162

โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 11 คน เนื่องจากเห็นว่างานทั้ง 6 รายการดังกล่าวเป็นงานติดตั้งผนังบานเลื่อนเป็นงานนอกสัญญาจ้าง ส่วนงานอีก 5รายการแม้เป็นงานที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา แต่มีเหตุผลความจำเป็นในการแก้ไม่ทำให้ราชการเสียผลประโยชน์ เมื่อรับฟังได้ว่างานทั้ง 6 ไม่ผิดสัญญา จึงไม่มีเหตุผู้ควบคุมงานจะสั่งให้ผู้รับจ้างแก้ไขซึ่งผู้ควบคุมงานมีหน้าที่ต้องรับมอบงานงวดที่ 6-8 โดยเร็ว การที่จำเลยที่ 1-10 ทำการตรวจจ้างแล้วมีมติรับงานงวดที่ 6-8 จึงเป็นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 72 และ 136

ส่วนที่จำเลยที่ 1-10 มีมติให้คืนเงินค่าปรับแก่ผู้รับจ้างใน 4 หมวดงาน ศาลเห็นว่าตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ข้อ 139 ให้อำนาจหัวหน้าส่วนราชการที่จะพิจารณาในเรื่องดังกล่าวได้ ดังนั้นจึงเป็นอำนาจของจำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีกรมพลศึกษาที่จะพิจารณาว่าสมควรลดหรืองดค่าปรับให้ผู้รับจ้างรายใดหรือไม่ ขณะที่ในการพิจารณาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่ รวมทั้งขอความเห็นจากผู้ควบคุมงานด้วย ซึ่งหลักจากพิจารณาแล้วได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการตรวจการจ้างที่มีมติให้ลดค่าปรับกับผู้รับจ้าง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นไปอย่างรอบคอบไม่มีเจตนาช่วยเหลือผู้รับจ้าง จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2-10 พิจารณางดค่าปรับเป็นเพราะเหตุที่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของกรมพลศึกษาเอง และการกระทำของจำเลยที่1 ที่แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาย่อมแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบคำนึงถึงผลประโยชน์ราชการและให้ความเป็นธรรมต่อผู้รับจ้างด้วย ส่วนที่มีการอนุมัติให้แก้ไขรูปแบบรายการก่อสร้างบางรายการนั้นเห็นว่าปัญหาเกิดจากความเข้าใจแบบก่อสร้างที่ไม่ตรงกันระหว่างผู้รับจ้างกับผู้ควบคุมงานตั้งแต่เดือน ก.พ. 2542 จึงถือได้ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา โดยมีวิศวกรผู้ออกแบบเบิกความรับรอง ว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบบางรายการไม่มีผลต่อโครงสร้างจึงไม่ถือว่าทำให้ราชการเสียประโยชน์ ต่อมาอัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การคำนวณเงินที่ผู้รับเหมาคืนให้กับกรมพละศึกษาและการปรับลงจำนวนวงเงินนั้น จำเลยที่ 1-10 ได้ขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเกี่ยวกับการกำหนดราคาตามแบบก่อสร้าง โดยมีความเห็นให้ผู้รับเหมาจะต้องคืนเงินจำนวน 14 ล้านบาทเศษ การที่จำเลยที่ 1-10 ซึ่งไม่ได้มีความรู้ทางด้านวิศวกรโดยตรง แต่ก็ได้ปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่มีความรู้เพื่อให้ความเห็น การกระทำของจำเลย จึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ส่วนประเด็นที่จำเลยที่ 1 มีการอนุมัติเงินค่าก่อสร้างล่วงหน้าเป็นจำนวนเงินกว่า 142 ล้านบาทเศษ แต่ผู้รับเหมาไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญานั้น โจทก์มีหัวหน้าฝ่ายบัญชีกรมพละศึกษาเบิกความว่า ในโครงการที่ 2 ที่เป็นปัญหานั้นผู้รับเหมาก่อสร้างขอใช้สิทธิเบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าตั้งแต่งวดที่ 5-17 นั้น เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีที่พิจารณาแล้วเห็นควรช่วยเหลือผู้ประกอบการในการก่อสร้างกรมพละศึกษาจึงอนุมัติให้จ่ายเงินล่วงหน้า แต่ภายหลังได้เกิดปัญหาการก่อสร้างก็ได้มีการระงับการก่อสร้างดังกล่าว และกรมพละก็ได้มีการรับเงินคืนจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน เบิกความว่าการจ่ายเงินล่วงหน้า 142 ล้านบาท ถูกต้องตามระเบียบ เนื่องจากทางราชการมีเจตนาที่จะช่วยเหลือผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการของภาครัฐให้มีเงินทุนหมุนเวียนโดยกำหนดวิธีการเงื่อนไขต่างๆไว้ให้ผู้รับเหมาปฏิบัติตาม ส่วนที่ผู้รับเหมาจะทำการก่อสร้างเสร็จตามสัญญาหรือไม่นั้น เห็นว่าเป็นเรื่องในอนาคต ซึ่งผู้อนุมัติเงินล่วงหน้าคงไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ ซึ่งกรณีนี้ทางราชการก็ได้รับเงินล่วงหน้าคืนครบถ้วน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่โดยรอบคอบตามกฎหมายแล้ว ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่ามีเจตนาที่จะทำให้ราชการเสียหายแต่อย่างใดที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

ภายหลังนายสุวรรณ กู้สุจริตกล่าวว่า ขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรมกับตนส่วนตัวแล้วรู้สึกเห็นใจ ป.ป.ช.ที่ได้รับข้อมูลไม่ถูกต้องจากนักการเมือง โดยชี้มูลความผิด แต่พอมาถึงชั้นศาลก็ไม่เห็นมีนักการเมืองมาเบิกความเป็นพยานโจทก์แต่อย่างใด สุดท้ายแล้วศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็เห็นว่าตนไม่ได้กระทำความผิด ส่วนโจทก์จะยื่นฎีกาหรือไม่ตนไม่ทราบ แต่อยากขอความเห็นใจเพื่อให้คดีมันจบลงเพราะทุกทรมานมาเป็นสิบปีแล้ว ส่วนการเมืองจากที่แต่เดิมเคยเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ก็หมดอนาคตเพราะถูกดำเนินคดีนี้ ทั้งนี้ตนก็ไม่คิดจะฟ้องกลับใครอีก










กำลังโหลดความคิดเห็น