xs
xsm
sm
md
lg

เตือนภัยสังคม! แท็กซี่โจรลอบรมยาสลบผู้โดยสารบนทางด่วน

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

(แฟ้มภาพ)
ASTVผู้จัดการออนไลน์ - เตือนภัยสังคม แท็กซี่โจรลอบรมยาสลบผู้โดยสารบนทางด่วน หญิง - ชาย โดนหมด ชี้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหลายครั้งแต่ผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความ ชี้หญิงสาวอันตรายเป็นอย่างมากหากพลาดท่าตกเป็นเหยื่ออาจถูกทำมิดีมิร้าย พร้อมถ่ายคลิปแบล็กเมล์รีดเงินซ้ำจนผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความ ด้าน อย.เตือนแท็กซี่มอมยาชิงทรัพย์ อาจเป็นสาร "อีเทอร์ - คลอโรฟอร์ม" ระบุได้รับสารแล้วในระยะสั้นยังไม่ทำให้ถึงกับสลบ แต่จะเกิดอาการวิงเวียน มึนงง ให้รีบเปิดหน้าต่าง แล้วหาทางลงจากรถโดยเร็วที่สุดก่อนตกเป็นเหยื่อ

วันนี้ (30 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีกระแสเตือนภัยสังคมในโลกโซเชียลเน็ตเวริค์ที่ถือเป็นอันตายอย่างมากจากการโดยสารรถแท็กซี่สาธารณะ โดยข้อความไลน์ดังกล่าวระบุว่า...
"เพื่อนเป็นหมอที่เชียงใหม่ line. มา ฝากเพื่อนๆผู้หญิง และรมว.ชัชชาติ ด้วย เมื่อซัก3ชม.(13.30 น) ที่ผ่านมา (25 ตุลาคม 56) หลานสาวผม โดยมอมยาในรถ Taxi. ระหว่างนั่ง มันเปิดแอร์มาที่นั่งด้านหลัง เริ่มมึน แต่ พอมีสติได้ยินมันโทรศัพท์พูดว่า "ขึ้นรถมาละ" เอามือปิดจมูก มันเพิ่มลมแอร์แรงขึ้น หลานผมรู้ตัวว่าจะไม่ไหวแล้ว รถวิ่งบนทางด่วนเร็วมาก หลานตัดสินใจเปิดประตูรถออกไปสุด มันเลยต้องจอด จึงรีบวิ่งหนีลงมา มันยังตามมากะว่าคงสลบ โชคดีหลานสาวผมได้โบกรถที่ตามมาขอความช่วยเหลือได้ แท็กซี่คันดังกล่าวมันจอดรออยู่อย่างนั้นไม่ยอมไป จนหลานสาวผมต้องตัดสินใจเสี่ยงขึ้นรถที่โบกไป. ขณะนี้นอนมึนแขนขาชาอยู่ที่บ้าน (25/10/56 เวลา 16,20น.) ผมให้หลานสาวผมดื่มน้ำมากๆ เพื่อขับพิษยาออกจากร่างกาย ขอเตือนคนที่มีลูกสาวอยู่กทม. ด้วย
ทะเบียนรถเเท็กซี่คันดังกล่าว. ทล 468 กรุงเทพมหานคร อยากให้ตำรวจจัดการคนขับ แท็กซี่คันนี้จังเลย จะได้ไม่เป็นภัยต่อคนอื่นอีก! ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ เพิ่งเกิดแรกตอนบ่ายวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา"
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามนายภาณุ ทองม่วง อายุ 34 ปี อาชีพกราฟฟิคดีไซน์ ผู้มีประสบการณ์ตรงจากเหตุการณ์ถูกแท็กซี่รมยาสลบเปิดเผยว่า ตนเคยถูกแท็กซี่ก่อเหตุทำนองนี้มาถึง 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมาขณะตนเดินทางกลับจากต่างจังหวัด โดยตนมีกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ 1 ใบ และกระเป๋าโน้ตบุ๊กอีก 1 ใบ ตนนั่งแท็กซี่สีเขียวเหลืองไม่ทราบหมายเลขทะเบียนจากบริเวณบางคูวัด จังหวัดปทุมธานี เพื่อจะกลับที่พักย่านถนนรัชดาภิเษก ช่วงเวลาประมาณ 3 - 4 ทุ่ม โดยโชเฟอร์แท็กซี่มีลักษณะผิวดำแดง รูปร่างสันทัด อายุประมาณ 30 ปี ได้ชักชวนคุยอย่างเป็นกันเอง จากนั้นโชเฟอร์คนดังกล่าวได้บอกว่าขอขึ้นทางด่วนดีกว่า ตนก็ยินยอมเนื่องจากเห็นว่าระยะทางไกลขึ้นทางด่วนน่าจะสะดวกกว่า
เมื่อถึงด่านชำระเงินตนก็หยิบเงินชำระค่าทางด่วนให้ เมื่อคนขับรถแท็กซี่ออกจากด่านทางด่วนไปได้ไม่นานก็จะเปิดกระจกข้างคนขับแง้มออกเพื่อทิ้งสิ่งของบางอย่างออกนอกรถ จากนั้นได้ปรับแอร์เข้่้ามาที่หน้าพร้อมกับเร่งพัดลมแอร์มาที่เบาะด้านหลังฝั่งซ้ายตรงที่ตนนั่งอยู่ ไม่นานตนก็รู้สึกเวียนศรีษะหน้ามืด หัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันทีคล้าย ๆ คนจะเป็นลมมือไม้อ่อนไปหมด แต่ตนยังตั้งสติได้อีกทั้งเป็นคนที่รูปร่างใหญ่และออกกำลังกายเป็นประจำ จึงรีบเปิดหน้าต่างออกเพื่อรับลมจากภายนอกทันทีพร้อมกับสูดหายใจเอาอ๊อกซิเจนเข้าปอดให้มากที่สุด พร้อมกับบอกให้คนขับรถจอด แต่มันไม่ยอมจอด เมื่อตนเห็นท่าไม่ดีรู้ว่าตนเองกำลังจะหมดแรงและเป็นลมในไม่ช้า ตนจึงได้ชูมือพร้อมชะโงกหัวออกไปนอกรถพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือจากรถข้าง ซึ่งรถข้าง ๆ ก็ตกใจ มันเห็นท่าไม่ดีมันจึงจอดรถให้ตนลงบนทางด่วนช่วงบริเวณทางลงถนนงามวงศ์วาน ตนได้ต่อว่าไปว่า "ผมรู้นะว่าพี่ทำอะไรผม พร้อมกับโยนเงินค่าโดยสารให้ไป 100 บาท" พร้อมกับรีบหยิบสัมภาระลงจากรถทันที ส่วนแท็กซี่คันดังกล่าวรีบขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็วโดยมีท่าทีไม่พอใจเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นตนได้โทรศัพท์เรียกให้เพื่อนมารับ ไม่นานนักเพื่อนก็รีบขับรถมารับตนทันที โดยหัวใจตนยังเต้นแรงตลอดเวลาเหมือนจะขาดใจและไม่มีเรี่ยวแรงเลย
ส่วนเหตุการณ์ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากเหตุกาณ์แรกประมาณ 2 เดือน ขณะที่ตนเรียกรถแท็กซี่สีชมพู เมื่อเวลา 4 - 5 ทุ่ม จากย่านดอนเมืองเพื่อจะกลับที่พักย่านถนนรัชดาภิเษก โชเฟอร์แท็กซี่รายนี้มีรูปร่างท้วม ผิวขาว อายุประมาณ 40 ปี ได้ชักชวนพูดคุยอย่างเป็นกันเองเช่นกัน ระหว่างนั้นตนได้เล่นโทรศัพท์มือถือ ไอโฟน 4 อยู่ สังเกตเห็นคนขับรถดังกล่าวมองมาจากกระจกส่องหลัง จากนั้นคนขับเริ่มขับรถเร็วขึ้นโดยวิ่งเข้าช่วงเลนกลางถนนวิภาวดีรังสิต จากนั้นคนขับได้แง้มกระจกฝั่งคนขับลงเช่นกันเหมือนแท็กซี่คันก่อนหน้านี้ จากนั้นได้ทำทีเป็นเปลี่ยนคลื่นวิทยุไปมาอยู่หลายครั้งจนเห็นว่าผิดสังเกต ไม่นานตนก็เริ่มรู้สึกเหมือนครั้งที่แล้วคือเริ่มอึดอัด หายใจไม่ออก หัวใจเต้นแรง มือเท้าไม่มีแรง ตนจึงเปิดกระจกลงทันทีแต่ก็ยังรู้สึกหมดแรงลงเรื่อย ๆ จึงบอกคนขับว่าถ้าพี่บริสุทธิ์ใจกรุณาจอดรถให้ผมลงเดี๋ยวนี้
ตอนนั้นคนขับเริ่มมีสีหน้าแหย ๆ พร้อมกับส่องกระจกหลังดูอาการตนตลอดเวลาก่อนจะยอมจอดรถให้ตนลงบริเวณใกล้เคียงสโมสรตำรวจ คนขับยังหันมาถามผมว่า "พี่ไหวไหม พี่ไม่สบายหรอ" ผมเลยถามสวนกลับไปทันทีแล้ว "คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไม่สบาย ผมรู้นะว่าคุณทำอะไรผม" เมื่อคนขับเห็นผมเริ่มเอาเรื่องมันจึงรีบขับรถหลบหนีไปทันที

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้แจ้งความหรือไม่ นายภาณุ กล่าวว่าแจ้งครับแต่ตำรวจเขาว่ามันไม่มีพยานหลักฐานยังไม่ครบองค์ประกอบการกระทำความผิด "ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันต้องรอให้เกิดเหตุร้ายกับผู้โดยสารก่อนใช่ไหมถึงจะเป็นคดี เรื่องนี้ผมกล้ายืนยันเลยว่ามันเกิดขึ้นจริงเป็นภัยสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะผู้หญิงอันตรายมากครับ อยากให้ตำรวจจับพวกแท็กซี่โจรพวกนี้ให้ได้ก่อนจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับประชาชน"
เมื่อถามว่าจดจำทะเบียนรถไม่ได้หรอ นายภาณุกล่าวว่าตนเป็นคนที่นั่งรถแท็กซี่จะจดจำหมายเลขทะเบียนตลอด แต่หลังจากมีอาการดังกล่าว เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นจะจดจำอะไรไม่ค่อยได้ มันจะเบลอ ๆ งง ๆ

ด้าน ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงกรณีข่าวคนขับรถแท็กซี่มอมยาผู้โดยสาร เพื่อชิงทรัพย์และกระทำมิดีมิร้าย โดยทำทีเป็นเปิดวิทยุหรือเปิดพัดลมแอร์เพื่อพัดให้สารเคมีไปทางผู้โดยสาร ขณะที่ตัวเองลดหน้าต่างลงเล็กน้อย จนเหยื่อมีอาการใจเต้นแรง มึนงง และสับสน ว่า กรณีนี้สารที่ใช้คาดว่าเป็นสารอีเทอร์ และสารคลอโรฟอร์ม ซึ่งเป็นตัวทำละลายที่ใช้ในห้องแล็บ เพื่อสกัดหาสารหรือส่วนประกอบต่างๆ เช่น ยา เป็นต้น โดยสารเคมีตัวนี้จะอยู่ในรูปของน้ำใสๆ มีกลิ่นฉุน หากดมนานๆ จะทำให้เกิดอาการสลบได้ แต่จะใช้ระยะเวลาในการสูดดมค่อนข้างนาน ซึ่งสารตัวนี้ทางการแพทย์ไม่นิยมใช้แล้ว เนื่องจากเป็นอันตรายสูง และควบคุมปริมาณการใช้ได้ยาก ประกอบกับมีสารตัวอื่นที่ดีกว่า

ภก.ประพนธ์ กล่าวอีกว่า หากผู้โดยสารนั่งรถแล้วเห็นแท็กซี่มีการกระทำดังกล่าวคือปล่อยสารระเหย แล้วเกิดอาการวิงเวียน หายใจไม่สะดวก มึน เบลอ ให้รีบเปิดหน้าต่างรถเพื่อระบายสารออกทันที แล้วหาโอกาสลงจากรถให้เร็วที่สุด อย่าตกใจเพราะสารตัวนี้เมื่อได้รับเข้าไปแล้วไม่ทำให้สลบในทันที ยังมีโอกาสในการระบายสารนี้ออกไปนอกรถ เพื่อให้ร่างกายรับสารตัวนี้น้อยที่สุด นอกจากนี้ การใช้สารดังกล่าวยังควบคุมปริมาณการใช้ได้ยาก ปริมาณที่คนขับนำมาใช้ไม่น่าจะทำให้สลบ และต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะมีอาการ เพราะหากนำใช้สารตัวนี้มาครอบจมูกยังต้องใช้เวลากว่าที่จะสลบ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าเหตุการณ์แท็กซี่ก่อเหตุทำนองนี้เกิดขึ้นมานานแล้วแต่ยังไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้ เนื่องจากหลายกรณีผู้เสียหายเป็นผู้หญิงและไม่กล้าเข้าแจ้งความเนื่องจากเกรงจะได้รับความอับอายได้จนเป็นเหตุให้มีภัยอันตรายในสังคมอยู่ในขณะนี้
(แฟ้มภาพ)
กำลังโหลดความคิดเห็น...