xs
xsm
sm
md
lg

"กีร์-ก่อแก้ว"ชะตากรรม(คุก)เดียวกัน

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


หากจำกันได้ “กี้ร์-อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง”เป็นคนที่โรยตัวหลบหนีการจับกุมที่โรงแรมเอสซีปาร์ค และได้เข้ามอบตัวในคดีก่อการร้ายเป็นคนสุดท้าย นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์คนเสื้อแดงก่อจลากลกลางเมือง อาคารพาณิชย์ย่านราชประสงค์หลายแห่ง ถูกไฟไหม้เสียหายวอด มูลค่านับพันล้านบาท เมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค.ปี 2553 ขณะนี้คดีก่อการร้ายยังอยู่ในขั้นตอนสืบพยานของศาล แต่ระหว่างนั้นมีการยื่นคำร้องถอนประกันจำเลยคดีก่อการร้าย ทั้งหมด 24 ราย ภายหลังแกนนำนปช.หลายราย ขึ้นเวทีปราศรัยและให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลไว้วินิจฉัย โดยคำปราศรัยเข้าข่ายลักษณะยุยุง ปลุกปั่น ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง สุดท้ายมีเพียง นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทย และ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก เท่านั้นที่ถูกศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากมีเจตนากระทำผิดเงื่อนไขการให้ประกันตัวอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามกว่าคดีก่อการร้ายจะมีคำพิพากษาออกมานั้น ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย คงต้องงัดหลักฐานออกมาสู้คดีในชั้นศาลกันอีกนาน สุดท้ายยังไม่แน่ว่าจะมีจำเลยที่เป็นแกนนำ นปช.รายใดต้องติดคุกอีกหรือไม่

แต่ก่อนจะถึงคดีดังกล่าว ก็มีคดีหมิ่นประมาทให้นายอริสมันต์ แกนนำม็อบเสื้อแดงได้ลุ้นระทึก! เป็นคดีแรก ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นฟ้องนาย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 11 และ 17 ต.ค. 2552 นายอริศมันต์ ได้กล่าวปราศรัยบนเวที ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและทำเนียบรัฐบาล กับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง รวมทั้งได้ถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์พีเพิล แชนเนล ว่าโจทก์และรัฐบาลของโจทก์ทำให้องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรอมพระทัยและทรงพระประชวร และกล่าวหาว่ารัฐบาลโจทก์เอาประเทศชาติไปกู้เงินมาแล้วโกง อีกทั้งโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีจิตใจอำมหิต ปล้นอำนาจจากประชาชน รวมทั้งสั่งให้ทหารออกมาสร้างสถานการณ์โดยใช้อาวุธสงครามฆ่าประชาชน และกระทำการทุจริตคอร์รัปชันหลายโครงการ เช่น โครงการชุมชนพอเพียง โครงการไทยเข้มแข็ง รถเมล์ NGV 4,000 คัน นอกจากนี้ยังเป็นผู้หน่วงเหนี่ยวคำร้องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เกิดความล่าช้า ซึ่งคำปราศรัยของจำเลยเป็นความเท็จทั้งสิ้น ขณะที่นายอริสมันต์ปากแข็งให้การปฏิเสธ

ต่อมาศาลพิเคราะห์ แล้วเห็นว่า นายอริสมันต์ยอมรับว่าเป็นผู้ปราศรัยและกล่าวข้อความตามที่โจทก์ฟ้องและถอดเทปจริง ซึ่งถ้อยคำนั้นมีความหมายชัดเจนที่วิญญูชนได้ฟังแล้วย่อมเข้าใจว่า ข้อความที่กล่าวนั้นเป็นจริง ขณะที่นายอภิสิทธ์ เบิกความว่า ขณะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบในโครงการต่างๆ และได้มีการยุติในบางโครงการ เช่น รถเมล์ NGV 4,000 คัน ซึ่งแม้ว่าจำเลยจะเป็นนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลและสามารถจะวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ถือเป็นบุคคลสาธารณะได้ แต่การที่จำเลยนำเรื่องการทำงานของโจทก์ มาปราศรัยเชื่อมโยงเข้ากับอาการพระประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยอาศัยช่วงเวลาขณะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระอาการประชวร มากล่าวโจมตีโจทก์ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระทัยห่วงในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านเมือง ไม่ใช่เฉพาะแค่กรณีโจทก์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ โดยจำเลยเองก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น

ส่วนคลิปเสียงที่จำเลยอ้างว่า นายอภิสิทธิ์สั่งฆ่าประชาชนนั้น แม้โจทก์จะยอมรับว่าเป็นเสียงของโจทก์จริง แต่คลิปนั้นมีการตัดต่อเสียงจากรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายอภิสิทธิ์ ซึ่งได้มีการตรวจพิสูจน์ทั้งจากกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจน์สุนันทน์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม แล้วเมื่อเดือน ก.ย. 2552 ก่อนที่จำเลยจะนำมากล่าวอ้างเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2552 ที่เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน ไม่ใช่ทราบเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2553 ตามที่จำเลยอ้าง จึงแสดงให้เห็นว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าอาจจะมีการตัดต่อเสียง ซึ่งจำเลยเป็นถึงนักการเมืองสามารถตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยง่าย จึงควรที่จะกลั่นกรองข้อมูลก่อนที่จะนำคลิปเสียงนั้นมาปราศรัย แต่จำเลยก็ไมได้ตรวจสอบให้ได้ความจริงก่อน จึงเป็นการส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาไม่สุจริต ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลในสมัยนั้น นายอภิสิทธิ์ก็เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยถูกต้อง ตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยและหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ เหมือนกับการดำรงตำแหน่งของนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดังนั้นการกล่าวปราศรัยของจำเลย จึงเป็นการใช้ถ้อยคำ และข้อความอันเป็นเท็จ

นอกจากนี้นายอริสมันต์ ยังยอมรับว่า เคยนำประชาชนเอาเลือดไปเทที่หน้าบ้านนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นการกระทำในลักษณะปลุกปั่น ยุยงให้ประชาชนเกิดความเกลียดชัง ไม่ยอมรับการเป็นนายกรัฐมนตรี มีการชุมนุมเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งหรือยุบสภา กระทั่งเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเป็นการมุ่งหวังให้เกิดผลในทางการเมือง ที่เป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองของจำเลย

จึงพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดจริง ให้จำคุกจำเลย 2 กระทงๆ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน อีกทั้งพฤติการณ์ของจำเลยมีการปราศรัยพาดพิง ถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของประชาชนไทย จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงได้ควบคุมตัวนายอริสมันต์ ไปยังห้องรับรอง สำหรับจำเลยที่มีตำแหน่งทางการเมือง หรือ บุคคลที่มีสถานะทางสังคม ชั้น 2 ของศาลอาญา เพื่อรอทนายความยื่นคำร้องและหลักทรัพย์เป็นเงินสด จำนวน 100,000 บาท ขอประกันตัว ระหว่างอุทธรณ์สู้คดี โดยภายหลังเพื่อความมั่นใจว่าศาลจะให้ประกันแน่นอน ทางทนายความจึงได้เพิ่มหลักทรัพย์เงินสด เป็นจำนวน 200,000 บาท กระทั่งช่วงบ่ายเวลา 15.00 น. ศาลอาญาได้พิจารณาและอนุญาตให้ประกัน โดยตีราคาหลักทรัพย์ในจำนวนดังกล่าว แม้ว่าในที่สุดนายอริสมันต์ จะได้ประกันตัวและได้รับอิสรภาพกลับคืนมาชั่วคราว แต่ก็ถือเป็นการชิมลางคำพิพากษา สำหรับแกนนำนปช.ที่จัดอยู่ในกลุ่มฮาร์ดคอร์ของคนเสื้อแดง เพราะนายอริสมันตร์เป็นคนที่ปราศรัยโดยใช้คำพูดดุดัน ก้าวร้าว รุนแรง ถึงขนาดเคยพาคนเสื้อแดงไปล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่โรงแรมรอยัล คลิฟฟ์ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยามาแล้ว ซึ่งมีดูพฤติการณ์ของแกนนำเสื้อแดงทั้งหมด แล้วถือว่านายอริสมันต์เป็นอีกคนหนึ่งที่มีโอกาสที่จะติดคุกมากกว่าใคร ขณะที่ทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็ให้ความสำคัญกับคดีของนายอริสมันต์และออกมาประโคมข่าวให้ประชาชนรับรู้ โดยคู่กรณีอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีศาลอาญามีคำสั่งพิพากษาจำคุกนายอริสมันต์ เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีหมิ่นประมาท ว่า เป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งนายอริสมันต์มีสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกาได้

ด้านนายแทนคุณ จิตต์อิสระ โฆษกประจำตัว นายอภิสิทธิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากฝากไปถึงผู้ที่ชอบใช้วาทกรรมโจมตีฝ่ายตรงข้ามให้ดูคดีของนายอริสมันต์เป็นตัวอย่าง เพราะสะท้อนถึงความไม่มีมูลในการกล่าวหา ซึ่งเราก็ยืนยันมาตลอดว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา และอยากตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมานายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ก็พยายามให้ข่าวเชิงเข้าใจผิดว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งฆ่าประชาชน

นอกจาก ”กี้ร์-นายอริสมันต์” แล้ว นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย จำเลยที่ 5 คดีก่อการร้าย และแกนนำฮาร์คคอร์อีกราย ก็ประสบชะตากรรม ไม่ต่างกัน ในเวลาไล่เลี่ยห่างกันเพียง 3 วัน เมื่อศาลอาญาได้มีคำสั่งเพิกถอนประกันนายก่อแก้ว ตามที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และสำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาว่านายก่อแก้วกระทำผิดเงื่อนไขของศาลหรือไม่ กรณีนายก่อแก้ว ได้แถลงข่าวที่รัฐสภาว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยระงับร่างแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เท่ากับเป็นการล้มล้างการปกครอง ขอให้คนเสื้อแดงร่ำลาครอบครัวได้เลย จะเป็นการต่อสู้แบบแตกหัก เพราะคนเสื้อแดงจะไม่ยอมรับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ และหากกลุ่มอำมาตย์ จะจัดคนมาต่อสู้เพื่อปกป้องศาลรัฐธรรมนูญแล้วทหารออกมายึดอำนาจ ขอให้ประชาชนต่อสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน และคนเสื้อแดงจะจับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

โดยศาลอ่านคำสั่งว่า คำกล่าวของจำเลยที่ 5 คือ นายก่อแก้วต่อหน้าสื่อมวลชน โดยเฉพาะถ้อยคำที่ หากศาลมีคำวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการดำเนินการเพื่อล้มล้างการปกครอง ประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสนับสนุนรัฐบาลก็จะไม่ยอมรับคำสั่งศาลและจะมีการตอบโต้อย่างรุนแรง คือแจ้งความดำเนินคดีต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้อหากบฏ และขอให้ตำรวจจับกุม ถ้าไม่จับกุมประชาชนจะจับเอง เป็นถ้อยคำที่มุ่งเน้นไปยังผลร้ายที่จะเกิดขึ้นต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไปในทางที่ตนเองไม่เห็นชอบด้วย เป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 5 ได้อย่างชัดเจนที่ต้องการข่มขู่คุกคามและกดดันการปฏิบัติหน้าที่ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวอ้าง

ทั้งนี้ภายหลังศาลอ่านคำสั่งเพิกถอนประกันนายก่อแก้วเสร็จสิ้น จ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวนายก่อแก้วออกจากห้องพิจารณาคดี พาขึ้นรถตู้ของกรมราชทัณฑ์ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และไปควบคุมต่อยังเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ทันที โดยทนายความก็ไม่ทันได้ยื่นประกัน เนื่องจากคาดการณ์ได้ว่า ถึงอย่างไรก็คงไม่ได้ปล่อยตัวชั่วคราวในวันเดียวกันแน่นอน

นายสรสิทธิ์ จงเจริญ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนนายก่อแก้วมาถึงเรือนจำพิเศษฯ ก็ได้ตรวจสุขภาพแล้ว ไม่พบว่ามีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายหรือจิตใจ จึงส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่ ที่มีความเหมาะสมมากกว่า โดยให้อยู่รวมกับผู้ต้องขังรายอื่นไม่ได้แยกขังเดี่ยว เนื่องจากนายก่อแก้วเคยถูกคุมขังมาแล้ว ตอนที่เข้ามอบตัวคดีก่อการร้าย จึงสามารถปรับตัวได้ดีกว่าผู้ต้องขังรายใหม่ ขณะนี้ที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่มีผู้ต้องขังอยู ทั้งหมด 24 คน เป็นชาย 23 คน หญิง 1 คน

สำหรับบรรยากาศภายหลังนายก่อแก้ว ถูกคุมขังและนอนคุกเป็นคืนแรก รุ่งเช้านายก่อแก้วเจอผู้สื่อข่าวที่ไปเกาะติดรายงานข่าว ก็ได้โบกมือทักทายพร้อมตะโกนผ่านช่องหน้าต่าง จากชั้น 3 ของเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ว่า นอนหลับสบายดี ไม่รู้สึกเครียดหรือกังวล อยู่ในเรือนจำก็ไม่ได้ลำบาก นักโทษที่คุมขังอยู่ที่นี่ คอยช่วยเหลือดูแล และยืนยันว่า จะไม่ขอโทษตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความจำเป็น เพราะเชื่อว่า ตนเองบริสุทธิ์ พร้อมขอฝากไปยังกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ไม่ต้องเสียใจที่ตนเองถูกจำคุก และขอให้อดทนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายก่อแก้วยังไม่ได้รู้สำนึกกับสิ่งที่ทำลงไปแต่อย่างใด

ทั้งนี้แม้นายก่อแก้ว พิกุลทองจำเลยก่อการร้าย จะยังไม่รู้สำนึกและเข็ดหลาบกับสิ่งที่ได้ทำลงไป โดยยืนกระต่ายขาเดียวว่าจะไม่ขอโทษตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (4 ธ.ค.) นายก่อแก้วก็ได้ให้นายเจษฎา จันดี ทนายความไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมหลักทรัพย์เงินสด 6 แสนบาท โดยยกสถานภาพการเป็น ส.ส. ขึ้นมากล่าวอ้างในคำร้องว่า ประสงค์จะเข้าร่วมอวยพรถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา 5 ธันวาคม และยังต้องเข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาตที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย นอกจากนี้ ยังระบุในคำร้องอีกว่า เป็นกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ต้องพิจารณาและร่วมประชุมในเรื่องสำคัญในต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ นอกจากนี้ก็ไม่มีเจตนาข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญ คุกคาม หรือละเมิดสิทธิตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากความไม่เชี่ยวชาญกฎหมาย จึงเข้าใจผิด และจะต้องทบทวนระมัดระวังการปราศรัยให้มากขึ้น ซึ่งการขังตนเองไว้ระหว่างการพิจารณาก็ไม่มีประโยชน์อะไร และพร้อมจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลอย่างเคร่งครัด แต่สุดท้ายแล้วศาลก็มีคำสั่งให้ยกคำร้อง และไม่ให้ประกันตัวนายก่อแก้วแต่อย่างใด โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเรื่องที่ปวงชนชวาไทยสมควรจะต้องกระทำ ซึ่งสามารถกระทำได้ในหลายรูปแบบและสถานที่ต่างๆ ตามสมควรและตามความเหมาะสม ซึ่งการจะได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และการเข้าร่วมงานพระราชพิธี หรือเข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาต เป็นเพียงโอกาสเท่านั้น อีกทั้งจำเลยที่ 5 ก็เป็นคนที่กระทำผิดและฝ่าฝืนเงื่อนไข ที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ทำให้ศาลต้องมีคำสั่งเพิกถอนประกัน และจำเลยที่ 5 จึงไม่ได้รับโอกาสต่างๆ นั่นเอง

ส่วนที่อ้างว่าเป็นกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎร ต้องไปศึกษาดูงานที่ประเทศอิตาลี รวมทั้งมีภารกิจต้องดูแลกิจการ ภรรยาและบุตร 2 คนนั้น ก็ยังไม่มีเหตุให้ควรเชื่อได้ว่า หากปล่อยชั่วคราวแล้ว จำเลยที่ 5 จะไม่ไปก่ออันตรายประการอื่นอีก จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย ให้ยกคำร้อง ทั้งนี้คาดว่า นายก่อแก้วคงจะต้องอยู่ในเรือนจำไปอีกหลายวัน และต้องติดตามว่าศาลจะพิจารณาอนุญาตให้นายก่อแก้ว ออกมาปฎิบัติหน้าที่ ส.ส.ปลายเดือนนี้หรือไม่ เนื่องจากจะมีการเปิดประชุมสภานิติบัญญัติ ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นข้อสงสัย เกี่ยวกับสถานภาพความ เป็นส.ส.ของนายก่อแก้ว ว่าหมดสิ้นไปหรือยัง ไปภายถูกศาลสั่งจำคุก

โดยนายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้ออกมาชี้แจงว่า กำลังมีประเด็นถกเถียงถึงสถานะความเป็น ส.ส. ของนายก่อแก้ว ว่าขาดสมาชิกภาพแล้วหรือไม่จากการถูกศาลถอนประกันและต้องคุมขังโดยหมายของศาล ว่าเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยคุณสมบัติของนายก่อแก้ว ส่วนศาลอาญาไม่มีหน้าที่วินิจฉัยและทางศาลอาญาคงไม่ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญสอบถามสถานะของนายก่อแก้ว เพราะจะทำให้ดูไม่งาม อาจทำให้คนมองว่าเข้าข้างฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ได้และในประวัติของศาลก็ไม่เคยถามเรื่องแบบนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ จะมีก็แต่ถามศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องตัวบทกฎหมายว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น

"หากถึงวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นวันเปิดสมัยประชุมสภาแล้วยังไม่มีข้อยุติว่านายก่อแก้ว พ้นจากการเป็นส.ส. แล้วหรือไม่ และมีหนังสือจากประธานสภาผู้แทนราษฎรมายังศาลอาญาให้ปล่อยตัวนายก่อแก้ว ทางศาลอาญาก็ต้องปล่อยตัวชั่วคราวนายก่อแก้วไปก่อน ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 131 ที่ระบุว่า ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุมเมื่อถึงสมัยประชุม ศาลต้องสั่งปล่อยทันทีถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ " อธิบดีศาลอาญา กล่าว

ดังนั้นหากคนเสื้อแดงหรือ ใครอดใจรอไม่ไหว ยังไม่หายคิดถึงหรือ อยากเจอนายก่อแก้ว ก็สามารถไปเยี่ยมได้ ที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่ ในวันราชการ จันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 09.00 น.เป็นต้นไป โดยงดเยี่ยมในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่ขอให้เคารพและปฏิบัติตามขั้นตาม ระเบียบของเรือนจำด้วย

ชะตากรรมของสองแกนนำเสื้อแดงเป็นการกู้ศักดิ์ศรีของระบบ "ตุลาการ" ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดีในช่วงที่มีสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่ระบบศาลสถิตย์ยุติธรรมถูกทำลายความน่าเชื่อถือเช่นนี้ "พวกชอบเผาบ้านเผาเมือง" จะได้ไม่กล้าบังอาจกำแหงคุกคามองค์คณะตุลาการ และซ่าส์แบบไม่กลัวเกรงกฎหมายเพื่อเป็นทาสรับใช้ "นช.ทักษิณ ชินวัตร" ที่หลบหนีอาญาแผ่นดินไปอยู่ต่างแดนอีก

สอนของพ่อ สถิตในดวงใจ เรียบเรียง






กำลังโหลดความคิดเห็น...