xs
xsm
sm
md
lg

"วงจรปิด"แกะรอยล่าแก๊งปล้นพระเครื่อง 16 ล้าน

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

โฉมหน้าแก๊งคนร้าย
ภาพจากกล้องวงจรปิด เมื่อก่อนเวลา 06.00 น. ของวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมาบริเวณปากซอย 13 ถนนพระราม 2 แขวงและเขตจอมทอง กทม. ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คนร้าย 4 คน มาดักรอเหยื่อเพื่อลงมือปฏิบัติการณ์"ปล้น"โดยเฉพาะ

ก่อนรุ่งสางของทุกวัน นายวิวัฒน์ จันทร์ม่วง คหบดีย่านบางมด-บางปะกองวัย 62 ปี เจ้าของตลาดโอ๋เอ๋ ขับรถเบนซ์ออกจากบ้านเลขที่ 24 หมู่ 2 ถนนพระราม 2 ซอย 11 แขวงและเขตจอมทอง กทม. ไปยังปากซอย 13 ริมถนนพระราม 2 เพื่อหาซื้อกับข้าว สำหรับตักบาตรพระ ถือเป็นกิจวัตรของคหบดีวัยไม้ใกล้ฝั่ง สั่งสมบุญไว้บั้นปลายชีวิต ตามแบบวิถีของชาวพุทธไม่มีใครคาดคิดว่า วันนั้น จะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับนายวิวัฒน์ !

ด้านหน้ารถเบนซ์ที่นายวิวัฒน์ จอดอยู่ริมถนน ไม่มีใครสังเหตเห็นชายฉกรรจ์ 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าสีขาว และจักรยานยนต์ยามาฮ่า สีชมพู ดักรออยู่ 2 คนร้ายติดเคื่องรถรอ ขณะที่อีก 2 คน เดินตรงรี่เข้าไปหาเขา ทันใดนั้น หนึ่งในคนร้ายเข้าล็อกคอเขาไว้ พร้อมทั้งพูดข่มขู่ต่างๆนานาว่า หากขัดขืน จะทำร้ายให้หนัก

ส่วนคนร้ายอีกคน ตรงเข้าไปกระชากสร้อยคอทองคำ หนัก 16 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง 5 องค์ ประกอบด้วย พระเลี่ยมทองของสมเด็จพระพุฒาจารย์ รุ่นขรัวโตสร้างถวาย ร.5 พ.ศ.2311 ,พระซุ้มกอรุ่นแรกพิมพ์, พระผงสุพรรณรุ่นแรก, พระผงของขวัญวัดปากน้ำรุ่นสอง และเหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังรุ่นแรก พ.ศ.2467 มูลค่ากว่า 16 ล้านบาท ออกไปจากคอ แล้วก็วิ่งไปขึ้นรถคนละคันที่เพื่อนติดเครื่องรออยู่ หลบหนีหายไปอย่างรวดเร็ว

ถัดมาไม่ถึง 5 นาที พ.ต.ท.สมศักดิ์ แหลมภู่ พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.บางมดก็ได้รับแจ้งเหตุ เมื่อไปถึง พบนายวิวัฒน์ ในสภาพที่ยังตกตะลึง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ แต่เนื่องจากเป็นผู้สูงวัย ถูกคนร้ายทำร้ายร่างกายก่อนจะชิงเอาทรัพย์สินไป ตำรวจจึงต้องรีบนำสงโรงพยาบาลบางกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล แต่โชคดีที่บาดเจ็บฟกช้ำที่บริเวณคอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ภายในห้องสอบสวนสน.บางมด นายวิวัฒน์ เข้าให้การกับตำรวจ พร้อมระบุจะนำภาพถ่ายพระเครื่องมูลค่ามหาศาลที่ถูกคนร้ายชิงไปพร้อมสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท มาให้ไว้เป็นแนวทางการสืบสวนและติดตามทรัพย์สิน

หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.จีรศักดิ์ ขำคง รอง ผบก.น.8 พ.ต.อ.เศรษฐศักดิ์ ยิ้มเจริญ ผกก..ต.ท.ธวัชชัย ศรีสุรางค์ รอง ผกก.ปป. พ.ต.ต.ปรเมศว์ เมฆสั้น สว.สส. และสายสืบสน.บางมด เรียกประชุมทีมงานเข้าคลี่คลายคดีนี้ทันที

เบื้องต้น พ.ต.อ.เศรษฐศักดิ์ ระบุว่า คนร้ายน่าจะมาดูลาดเลาก่อนลงมือ เพราะรู้ว่าผู้เสียหายมีทรัพย์สินจำนวนมาก จึงมาดักรอแล้วก่อเหตุ ขณะนี้ได้สั่งให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบหาภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว รวมทั้งจะสอบปากคำพยานเกี่ยวกับรูปพรรณคนร้ายว่าพักอาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียงที่เกิดเหตุหรือไม่อย่างไรต่อไป

วันรุ่งขึ้น นายวิวัฒน์ เดินทางเข้าให้ปากคำกับตำรวจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง โดยนำภาพถ่ายพระเครื่องที่ถูกคนร้ายปล้นไปทั้งหมด 5 องค์มาให้ตำรวจใช้ประกอบในการติดตามจับกุมตัวคนร้าย

นายวิวัฒน์บอกถ้อยคำสำคัญกับตำรวจไว้ว่า "พระเครื่องที่หวงแหนที่สุด คือ เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังรุ่นแรก เพราะเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เคยถูกคนร้ายกระหน่ำยิงใส่ 5 นัดซ้อน ที่หน้าตลาดโอ๋เอ๋ แต่เหมือนปาฏิหาริย์ กระสุนด้านทั้งหมด"

"ปกติทุกวันกว่า 20 ปีแล้ว ที่ผมจะออกมาใส่บาตรทุกเช้า บริเวณที่เกิดเหตุ ชาวบ้านย่านตลาดแถวนี้ ทราบดี ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายเช่นนี้ได้"นายวิวัฒน์บอก

ขณะที่แนวทางการสืบสวน ตำรวจลงหาข้อมูลจากพยานที่เห็นเหตุการณ์ ทำให้พอได้เบาะแสว่า นอกจากคนร้าย 4 คน ที่ขับขี่จักรยานยนต์ 2 คันมาลงมือแล้ว เชื่อว่าน่าจะมีคนลงมือชี้เป้าอีก 1 คน ซึ่งจะต้องตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกลาวอีกที

ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวนอีกชุด ออกปฏิบัติการลงพื้นที่ ตรวจสอบตามโรงรับจำนำ และตลาดพระ เนื่องจากเชื่อว่าคนร้ายกระทำการตามใบสั่ง เพราะตำรวจทราบจากคำให้การของนยวิวัฒน์ว่า หลังจากที่คนร้ายได้สร้อยไปแล้ว ได้ชูพระขึ้น พร้อมตะโกนบอกพรรคพวกว่า "ได้ของมาแล้ว"

ชุดสืบสวนของสน.บางมด ตามแกะรอยแก๊งปล้นพระเครื่องแก๊งนี้ ซึ่งทุกคนในทีมค่อนข้างมั่นใจว่า งานนี้ คนร้ายทำตาม"ใบสั่ง" ที่มีเป้าหมายเป็นพระเครื่องของผู้เสียหาย โดยเฉพาะ เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง มากกว่าที่จะจ้อง"ชิงทรัพย์" เพราะไม่เช่นนั้น คหบดีเจ้าของตลาดคงเจ็บตัวมากกว่านี้

เบาะแสสำคัญที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ในครั้งนี้ คือกล้องวงจรปิด ที่สามารถจับภาพคนร้ายไว้ได้ทุกระยะค่อนข้างชัดเจน คือ ตั้งแต่ก่อนก่อเหตุ ขณะก่อเหตุ และหลังก่อเหตุ ซึ่งไม่รอช้า ชุดสืบสวนตัดสินใจขอนุมัติจากศษลออกหมายจับคนร้าย เป็นหมายจับอาญาธนบุรีที่ 88/53 และ 89/53 ลงวันที่ 26 ม.ค.53 เพื่อจับกุมนายอำพล หรือหนุ่ย ศรีคล้าม อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 441/137 หมู่ 2 ต.คลองสวน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ และนายสุรจิตร หรือโจ เพียรสมผล อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 307 ซอยประชาธิปก 2 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กทม. 2 ใน 4 คนร้ายที่ร่วมก่อเหตุปล้นในครั้งนี้ ในข้อหา ร่วมปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม

ถัดมาอีกราว 7-8 วัน ชุดสืบสวนก็สามารถจับกุมคนร้ายได้ โดยจับกุมได้ที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 47/596 หมู่บ้านร่มเงาไม้ ต.บางคูรัด บางบัวทอง จ.นนทบุรี พร้อมของกลางสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท พระเลี่ยมทองสมเด็จพระพุฒาจารย์ รุ่นขรัวโตสร้างถวาย ร.5 พ.ศ.2311, พระซุ้มกอรุ่นแรกพิมพ์, พระผงสุพรรณรุ่นแรก, พระผงของขวัญวัดปากน้ำรุ่นสอง และเหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังรุ่นแรก พ.ศ.2467

พ.ต.อ.จีรศักดิ์ บอกว่า การจับกุมครั้งนี้ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบวงจรปิดบริเวณจุดเกิดเหตุ พบว่ารูปพรรณใบหน้าคนร้าย 2 ใน4 คน คล้ายกับนายสุรจิตรกับนายอำพล จึงรวบรวมพยานหลักฐานไปขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาธนบุรี ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว จึงนำกำลังเข้าจับกุมได้ที่บริเณหน้าบ้าน จากนั้นเข้าตรวจค้นภายในบ้านหลังดังกล่าว พบสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องทั้ง 5 องค์ ซุกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องนอน จึงยึดไว้เป็นของกลางก่อนควบคุมตัวมาสอบปากคำ

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองคนให้การรับสารภาพว่า โดยนายสุรจิตรกล่าวว่า มีคนจ้างพวกตนให้ปล้นพระเลี่ยมทองของนายวิวัฒน์ วันเกิดเหตุพวกตนทั้งสองคนพร้อมเพื่อนอีก 2 คน คือนายปริญญา หรือเต่า นิลอทิ อายุ 30 ปี นายธวัชชัย หรือนิว อนุสาสนะนันท์ นิว 30 ปี ที่ยังหลบหนีอยู่ จึงขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปประกบแล้วปล้นเอาสร้อยทองพร้อมพระเลี่ยมทองมาก่อนจะแยกย้ายกันหนีไป โดยตนได้ค่าจ้างเป็นทองคำหนัก 5 บาท ส่วนนายอำพลได้ค่าจ้าง 20,000 บาท ได้เงินมาก็เอาไปใช้เที่ยวเตร่ และเล่นการพนัน จนกระทั่งมาถูกตำรวจจับ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เชิญนายวิวัฒน์ จันทร์ม่วง อายุ 62 ปี ผู้เสียหายมาชี้ตัวยืนยันผู้ต้องหาทั้งสองคนที่ สน.บางมด พร้อมกับบอกว่า "ปกติจะตื่นไปตักบาตรที่บริเวณดังกล่าวเป็นประจำทุกวันมานานกว่า 20 ปี แล้ว ส่วนพระเครื่องทั้งหมดนี้มีคุณค่าทางจิตใจของผมมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยถูกยิงมาแล้ว 1 ครั้ง ถูกแทงอีก 2 ครั้ง แต่ก็ไม่เป็นอะไรมาก ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเพราะพระคุ้มครอง แม้จะเคยมีเซียนพระหลายคนมาติดต่อขอซื้อ แต่ผมไม่ขาย"

พ.ต.อ.จีรศักดิ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบประวัติของนายสุรจิตร พบว่าเคยมีถูกจับดำเนินคดีในข้อหาเสพ ครอบครอง และค้ายาเสพติด และคดีชิงทรัพย์อีกหลายคดี ส่วนนายอำพลนั้นอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับคดีร่วมกันพยายามฆ่า ท้องที่ สน.ราษฎร์บูรณะ ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่อีก 2 คนมาดำเนินคดีตาามกฎหมายต่อไป

ขณะที่"รองต่อย" พ.ต.ท.ธวัชชัย ศรีสุรางค์ รองผกก.ปป.สน.บางมด บอกกับเราว่า หลังเกิดเหตุคนร้ายได้ย้ายบ้านหนี เนื่องจากอ่านข่าวที่สื่อนำเสนอทั้งเรื่องการติดตามจับกุมตัวและภาพจากวงจรปิด เพราะขณะที่ก่อเหตุคนร้ายไม่รู้ว่าบริเวณดังกล่าวมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด ซึ่งภายหลังจากที่ตำรวจได้ภาพจากกล้องวงจรปิดมาแล้ว ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใครและกลุ่มใด ต้องแกะจากรูปพรรณสัณฐาน จากนั้นก็ให้สายลับนำภาพลงพื้นที่ออกหาข่าวตามสถานที่ต่างๆในย่านนั้น เข้าไปสอบถามชาวบ้านรวมถึงกลุ่มวัยรุ่น จนมีผู้ให้เบาะแสว่าเคยพบเห็นกลุ่มผู้ต้องหาและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

"เราจึงไปเปิดแฟ้มคดีเก่าตรวจสอบประวัติ ซึ่งก็พบว่าเคยก่อคดีมาโชกโชน และถึงแม้รูปในแฟ้มประวัติจะเป็นรูปเก่า แต่รูปพรรณสัณฐานก็ไม่ต่างกันมากนัก เมื่อเราคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มดังกล่าวก็ได้ส่งสายสืบเฝ้าติดตามพฤติกรรมนานอยู่ 5 วัน เราพบรถจยย.ที่ใช้ก่อเหตุ ประกอบกับรูปพรรณสัณฐานตรงตามหลักฐานทีมีทุกอย่าง จึงสั่งการให้พนักงานสอบสวนทำการออกหมายจับและเข้าจับกุมตัวทันที"พ.ต.ท.ธวัชชัย กล่าว

งานนี้ ต้องยอมรับว่า ตำรวจใช้เวลาอยู่หลายวัน เพื่อสืบเสาะเบาะแสคนร้าย แต่สุดท้ายก็ประสบผลสำเร็จ ซึ่งต้องยกผลประโยชน์ให้"กล้องวงจรปิด" รวมทั้งนักสืบโรงพักบางมดทุกนาย ที่แม้ไม่รู้กระทั่งชื่อและหน้าตาคนร้าย แต่ก็สามารถพิชิตคดีนี้ลงได้อย่างงดงาม เหลือเพียง 2 วายร้ายที่ยังหลบหนีอยู่ รวมทั้งผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสั่งการปล้นพระเครื่อง 16 ล้านในครั้งนี้ ซึ่งเชื่อว่า ไม่เกินความสามารถของตำรวจไทยแน่นอน
ภาพจากกล้องวงจรปิด



กำลังโหลดความคิดเห็น