xs
xsm
sm
md
lg

เกมวัฒนา

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง

ชื่อของนายวัฒนา เมืองสุข ในทางการเมืองแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ

คือไม่ถึงกับบอกไปไม่มีใครรู้จัก แต่ก็แค่ระดับ “คุ้นชื่อ” คือพอรู้ๆ ว่าเป็นนักการเมืองพรรคเพื่อไทย เคยเป็นรัฐมนตรี แต่ถ้าถามลึกกว่านั้นว่าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหนอะไรอย่างไร ก็น้อยคนนักที่จะตอบได้ นอกจากเป็นแฟนการเมืองประมาณหนึ่ง

ใครรู้ลึกหน่อยหรือติดตามบ้าง ก็อาจจะมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า เขาเป็น “เขย” ซีพี แต่งงานกับคนนามสกุลเจียรวนนท์ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีและโทจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เคยเป็นทนายความ ชื่อเรียกในวงการว่า “ทนายไก่”

ยิ่งในหมู่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสื้อแดงเต็มตัว หรือแนวร่วมแค่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่เอาระบอบ คสช.ชื่อของวัฒนา เมืองสุข ก็เป็นแค่นักการเมืองที่สงบเงียบ หุบปากเป็นเด็กดีมาตลอดนับแต่มีการยึดอำนาจ จนกระทั่งเมื่อเดือนสองเดือนนี่เอง

เดือนสองเดือนที่นายวัฒนา ได้สร้าง “ราคา” ของตัวเองขึ้นมาจนสูงลิ่ว จากการวิพากษ์วิจารณ์ คสช.และร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

ถูก คสช.เชิญไปปรับทัศนคติมาแล้วสองสามครั้ง แต่ทุกครั้งก็ไม่สามารถทำให้เขา “เข็ด” หรือยอมเลิกราสงบอยู่เฉยๆ เหมือนนักการเมืองคนอื่นๆ ได้ เรียกว่า คสช. จับวันนู้น ปล่อยวันนี้ พรุ่งนี้ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คสช.ใหม่

แม้กระทั่งว่าทาง คสช.ประกาศเปิด “หลักสูตร คสช.” เพื่ออบรมนักการเมืองหรือบุคคลที่กระทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อ คสช.หรือไม่ให้ความร่วมมือในการสร้างความสงบเรียบร้อยแก่บ้านเมืองตามแนวทางของ คสช.

ก็คิดว่า จะเป็นการขู่ให้นักการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายเพื่อไทย ลดความห้าวที่จะอาศัยแฝงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญมากระทบชิ่งกับ คสช.หรือแนวทางปฏิรูป

ก็มีการกะเก็งกันว่า ใครจะโดนเป็นคนแรกที่จะถูกเชิญไปเข้า “หลักสูตร” ซึ่งก็ปรากฏว่า บรรดาแกนนำและนักการเมืองฝ่ายเพื่อไทยเงียบจ้อยหายลงรูไปหมด

ยกเว้น วัฒนา เมืองสุข นี้เอง ที่ยังคงไม่ยอมเลิกรา และก็เป็นคนแรกที่ได้รับ “เชิญ” เข้ารับการอบรมในหลักสูตร คสช.เป็นคนแรกจริงๆ

ด้วยเหตุนี้ ชื่อของวัฒนา เมืองสุข จากนักการเมืองชื่อเกือบดังอย่างที่ว่ามาตอนต้น ทำไปทำมาเลยกลายเป็น “สัญลักษณ์” ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไปได้เสียอย่างนั้น

มีการทำแคมเปญ “Free วัฒนา” สำหรับเครือข่ายนักเคลื่อนไหวฝั่งประชาธิปไตย ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการจัดแคมเปญ “Free” เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักการเมือง เพราะจากเดิมจะเป็นนักกิจกรรมเท่านั้นที่ถ้าโดนจับจะมีแคมเปญแบบนี้ออกมา

นอกจากนั้น นายวัฒนาเองก็ “เล่นเป็น” ในการเล่นกับสื่อ กระแส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติ ที่จ้องจะรองับอะไรแบบนี้อยู่แล้ว

ด้วยอดข้าว เพื่อเป็นนัยแห่งการประท้วงอันเป็นวิธีการประท้วงแบบอหิงสาคลาสสิกที่รู้กันทั่วโลก (แต่ที่ตลกคือ นี่เป็นการ “อดข้าว” ไม่ใช่ “อดอาหาร” เพราะคุณวัฒนาแกกินมะพร้าวเพื่อยังชีพครับ)

นอกจากนั้น ลูกสาวของคุณวัฒนา ซึ่งเป็นเด็กสาวอายุเพียง 17 ปี แต่ก็ “เล่นเป็น” พอที่จะไปยื่นหนังสือต่อองค์กรต่างชาติต่างๆ ทั้งสถานทูตสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เพื่อ “ฟ้อง” โลก ว่าทางการไทยคุกคามสิทธิมนุษยชนของพ่อเธอ

ภาพของเด็กสาววัยมัธยม ไปเรียกร้องสิทธิให้พ่อของเธอที่อ้างว่าถูกเรียกไปควบคุมตัวโดยมิชอบ เรียกว่าเป็นการโจมตีด้วยภาพลักษณ์ที่สร้างความได้เปรียบในเชิงอารมณ์และความรู้สึกจริงๆ

ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า ฝ่ายคุณวัฒนา “เล่นเป็น” คนที่เล่นไม่เป็นคือ คสช. หรือก็อาจกล่าวได้ว่า ทาง คสช.ก็เหมือนเล่นในเกมที่เล่นลำบาก ถ้าเป็นหมากรุกก็เหมือนอยู่ในตาบังคับเดิน ทั้งๆ ที่รู้ว่าเดินไปจะเจอตาอับ แต่ก็ต้องเดิน

คิดว่าฝ่ายกลยุทธ์เองก็คงรู้กันแหละว่า การจับนายวัฒนาไปเข้า “หลักสูตรพิเศษ” นี้จะเข้าเกมของวัฒนา ที่จะชูดันตัวเขาเองจากนักการเมืองธรรมดา ไปสู่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มีราคาขึ้นมาอีกในหมู่นักต่อสู้เรียกร้องทางการเมือง และยังเป็นเป้าให้ถูกต่างชาติจับตามองในช่วงระหว่างรอการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญด้วย

รวมถึงถ้าจะกล่าวกันตามตรง การออกมาเคลื่อนไหวของนายวัฒนาเอง ก็ไม่ใช่การออกมาปลุกระดม หรือพาคนมาประท้วงเคลื่อนไหวเชิงรูปธรรม แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญและกระบวนการประชามติของ คสช.เท่านั้น

การควบคุมตัวนายวัฒนาไป ยิ่งทำให้เกิดภาพทางลบต่อสื่อและต่างชาติว่า กระบวนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นไปโดยไม่ถูกหลักการมีส่วนร่วมเท่าไร คือวิพากษ์วิจารณ์อะไรไม่ได้เลย

แต่จะให้ปล่อยไป ก็ทำไม่ได้ด้วยเหตุที่ว่า จะทำให้สังคมและบรรดานักการเมือง “เสื่อม” ในความศักดิ์สิทธิ์ของระบอบ คสช.เอง ว่าประกาศหลักสูตรพิเศษขึ้นมาเพื่อจะเอาผิดเอาโทษกับนักการเมืองที่ “ทำตัวไม่เรียบร้อย” ขึงขัง แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะเกรงกระแสและอาจจะเป็นเยี่ยงอย่างแก่นักการเมืองคนอื่นๆ ด้วยว่า วัฒนาทำได้ แล้วทำไมตัวเองจะทำไม่ได้ หรือไม่ทำล่ะ?

ทางแก้เกมของ คสช.ก็อาจจะต้องรีบนำตัวนายวัฒนากลับเข้าสู่ “ระบบปกติ” คือกระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด

หรือถ้ากลัว “เสียฟอร์ม” เรื่องหลักสูตรอบรมนักการเมือง ก็อาจจะกักตัวไว้แค่พอให้เป็นไปตามระยะเวลาอย่างสั้นที่ประกาศไว้ก็ได้

การนำมาขึ้นศาล หรือกระบวนยุติธรรม โดยอาศัยฐานความผิดที่นายวัฒนาทำนั้น จะเป็นการลดแรงกดดันไม่ว่าจากฝ่ายใดที่มีต่อ คสช.ไปได้ เพราะเท่ากับ คสช. “ปล่อย” แล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องของศาลและกระบวนการยุติธรรม

และการเข้าสู่ “ศาล” และกระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นข้อป้องกันอันหนึ่ง เพราะเป็นที่ยอมรับกันโดยสากลว่า เรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วไม่ควรก้าวล่วง เพราะเป็นระบบที่ให้โอกาสฝ่ายที่ถูกกล่าวหาได้แก้ต่างหรือมีสิทธิต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมตามครรลอง

ผิดจากกระบวนการ “ควบคุม” โดยฝ่ายความมั่นคง ซึ่งฐานความชอบธรรมต่ำกว่า

ควรจะแก้เกมกันแบบนี้ ก่อนที่นายวัฒนาจะสถาปนาตัวเองเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ไป

อย่าคิดแต่จะเล่นเกมดุ ใช้ไม้กระบองฟาดๆ จนเข้าเกมเขาและเผลอฟาดกระบองใส่หัวแม่เท้าตัวเอง.
กำลังโหลดความคิดเห็น