xs
xsm
sm
md
lg

ท่องมาเลย์ ๒ : โอ้ ลังกาวี...

เผยแพร่:   โดย: ดรงค์ ฤทธิปัญญา

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

ผมยังอยู่ที่ท่าเรือตำมะลัง จ.สตูล เพื่อขึ้นเรือที่มาจอดเทียบก่อนจะนำทางสู่ “เกาะลังกาวี” เป้าหมายแรกของผมในมาเลเซีย สภาพที่เห็นเป็นเรือเฟอร์รี่ขนาดกลางดูไม่ใหม่เท่าไหร่ ตรงรั้วทางเข้าโป๊ะจะมีคนยืนเก็บตั๋วอยู่ พอเดินไปถึงบันไดลงเรือ ก็มีป้าหาบตะกร้ามานั่งขายของกินเล่นให้ผู้โดยสารอยู่ด้วย มีข้าวหลาม ถั่วต้ม เออแปลกดี

ภายในเรือโดยสารลำนี้ สภาพเก้าอี้ ห้องโดยสารดูไม่น่าภิรมย์นัก (เมื่อเปรียบเทียบจากตอนนั่งเรือจากมาเก๊าเข้าฮ่องกง) บนตั๋วมีระบุเลขที่นั่งไว้แต่เอาเข้าจริงกลับนั่งกันไม่ตรงตามเลข ไม่มีคนตรวจใดๆ ใครใคร่นั่งเป็นกรุ๊ป เป็นครอบครัวก็จัดเต็มกันสไตล์ไทยๆ ผู้ร่วมชะตากรรมของเรามีชาวมุสลิมเพียบ ทั้งสยามและมาเลย์ มีต่างชาติไม่ถึง ๑๐ คนได้ ด้านท้ายเรือมีประตูทะลุไปชมวิวได้ เหม็นควันเรือ บุหรี่ และน้ำกระเซ็นบ้าง แต่ห้ามขึ้นไปชั้นดาดฟ้า ได้อารมณ์ดีกว่านั่งในเรือที่กระจกไม่สามารถชมวิวได้เลย จากฟิล์มกันรอยที่มัวนัก

ทางไปลังกาวี ถ้าจากไทยก็จะมีทางเรือคือท่าที่นี่ กับที่เกาะหลีเป๊ะ ทางเครื่องบิน แค่บางสายการบินเท่านั้น ถ้ามาจากมาเลย์ ก็ได้ทั้งจากท่าเรือกัวลาเปอร์ลิส รัฐปะลิส หรืออดีต จ.ปะลิส ท่าเรือกัวลา เคดะห์ รัฐเคดะห์ และท่าเรือเกาะปีนัง รัฐปีนัง ตามแผนแรกที่วางไว้คือจะเข้าไปเที่ยวปาดังเบซาร์ พักที่กัวลาเปอร์ลิส แล้วข้ามไปลังกาวี
แต่พอสอบถามผู้รู้พบว่า ปาดังเบซาร์ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ และที่สำคัญรถสาธารณะที่ไปก็น้อย แถมหากเราจะนั่งรถต่อไปยังท่าเรือก็ไม่มีข้อมูล จึงต้องพับเก็บไว้เรือนำพาเราข้ามท้องทะเลไปเรื่อยๆ มีช่วงตื่นตาตื่นใจตรงช่องแคบระหว่างเกาะเล็กๆ น้อยๆ ดูสวยงามดี ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดหมายในเวลาท้องถิ่นราวๆ หกโมงเย็นได้ ที่ดูสภาวะตอนนี้คงยังไม่ถึงหกโมงเลย พอเรือค่อยๆ เทียบท่าจะเห็นรูปปั้นนกอินทรีขนาดใหญ่ตั้งเด่น ก็รู้เลยว่ามาถึงแล้ว เดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาจนถึงภายในก็ได้เวลาสำรวจโลกกันล่ะ

“เกาะลังกาวี” หรือที่เรียกกันว่า อัญมนีแห่งไทรบุรี อยู่ในทะเลอันดามัน ประกอบด้วยเกาะเล็กน้อยรวมกัน ๑๐๔ เกาะ ห่างจากบนภาคพื้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซียราว ๓๐ กิโลเมตร มี “ปูเลา ลังกาวี” (Pulau Langkawi) เป็นเกาะที่ใหญ่สุด ซึ่งวัดระยะความยาวจากเหนือจรดใต้ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร มีป่าค่อนข้างสมบูรณ์ในหลายๆ เกาะ จนถูกประกาศให้เป็น “อุทยานธรณีแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยยูเนสโก เมื่อปี ๒๕๕๐ โดยรวม ๓ พื้นที่อย่าง มัต ชินแคง แคมแบรียน (Mat Chincang Cambrian) พื้นที่ธรณีวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย

หรือที่ กิลิม คาร์สท์ (Kilim Karst) ที่มีแนวผาตั้งสูงเป็นปราการของเกาะ ภายในมีน้ำตก สัตว์ป่า ทั้งลิงกัง และอิกัวน่า ส่วน ดายัง บันติง (Dayang Bunting) ก็ขึ้นชื่อเรื่องชั้นหินอ่อน รวมทั้งทะเลสาปน้ำจืดอย่าง เพรกแนนท์ ไมเดน (Pregnant Maiden) สาวๆ มักจะมาอาบน้ำขอพรให้ได้ตั้งครรภ์ตามปราถนา ที่เล่ามานี้คนไทยไม่ค่อยได้ไปเที่ยวเท่าไหร่ สถานที่เหล่านี้มีทัวร์พาไป แต่ไม่มั่นใจว่าติดต่อที่ไหน ให้ลองไปถามที่การท่องเที่ยวมาเลเซียในไทยดูได้ เพราะผมเองก็ไม่ได้ไปเหมือนกัน

แต่คนไทยส่วนใหญ่มักจะรู้จักเกาะนี้มาจากเรื่องตำนานเมื่อ ๒๐๐ ปีที่แล้วของหญิงสาวที่ชื่อ “มะห์สุหรี” นั่นเองครับ สาวชาวนาผู้ต่อมาได้เป็นพระชายาของโอรสแห่งสุลต่านที่ชื่อ วันดารุส ซึ่งภายหลังถูกใส่ร้ายว่ามีชู้กับองครักษ์ จึงถูกพระมารดาของพระโอรสสั่งประหารชีวิตด้วยกริช ระหว่างที่ตัวพระโอรสไปทำสงครามกับสยาม ตัวพระนางระหว่างจะถูกสังหารก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานหากตนไม่ผิดให้โลหิตมีสีขาว และได้สาปแช่งผู้คนบนเกาะให้ทุกข์เข็ญไป ๗ ชั่วโคตร ส่วนพระโอรสเมื่อกลับมาถึงพบว่า พระนางมะห์สุหรีถูกสังหาร ก็สละสิทธิ์การเป็นรัชทายาททิ้งเมืองไปอยู่ที่ จ.ภูเก็ต บ้านเกิดภรรยาพร้อมลูกน้อยและพ่อแม่ภรรยา

จนถึงเมื่อราว ๓๐ ปีที่แล้วเริ่มมีการตามหาตัวทายาทลำดับที่ ๗ ของพระนางเพื่อแก้คำสาปบนเกาะ จนในที่สุดก็ได้พบกับคุณศิรินทรา ยายี ซึ่งพบว่าสืบเชื้อสายมาจากวันกาเฮ็ม บุตรของพระนางมะห์สุหรี เจเนเรชั่นที่ ๗ พอดี โดยมีรายงานว่า เมื่อปี ๒๕๔๓ “นายแพทย์มหาเธร์ มูฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย” สมัยนั้น ซึ่งเป็นชาวเคดะห์ ก็ได้เชิญตัวครอบครัวยายี ให้เข้าพบและร่วมทำพิธีล้างคำสาป ก่อนที่จะเข้าเฝ้าสุลต่านแห่งเคดะห์ และมีการสถาปนาให้เป็นเจ้าหญิงแห่งรัฐเลยทีเดียว

ซึ่งอันที่จริงแล้ว นายกฯ มาเลย์คนนี้ถือเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ลังกาวีมากเลยทีเดียวด้วยการอนุมัติให้สร้างรีสอร์ทเพื่อการท่องเที่ยวเมื่อปี ๒๕๒๙ และก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของชาวมาเลย์ ด้วยการใช้ตำนานเรื่องพระนางมะห์สุหรี มาเพิ่มมูลค่าของเกาะ ทั้งสุสานของพระนาง ที่มีหลุมฝังพระศพ บ้านจำลอง ,หาดทรายดำ ซึ่งถูกสาป และ สถานที่ที่พระนางถูกประหารชีวิต

แต่ในส่วนที่โปรโมตนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเป็นเรื่องของพื้นที่ธรรมชาติทางธรณีวิทยามากกว่าแหะ

ผมเดินผ่าน ด่านตรวจคนเข้าเมืองของมาเลย์ได้ไม่ยาก ทางมันจะบังคับให้ทะลุห้างเจตตี้ พ้อยท์ (Jetty Point) พอเดินออกมาจะเจอท่าแท็กซี่ ศูนย์เช่ารถ ช่องขายตั๋วเรือ ช่องขายทัวร์ การท่องเที่ยวมาเลย์ และร้านค้าอื่นๆ ราคาแท็กซี่ที่นี่ก็แล้วแต่ระยะ ถ้าเหมาสี่ชั่วโมงคิด ๑,๒๐๐ บาท หรือไปตามจุดอื่นๆ ก็จะมีใบราคากำหนดไว้ว่าไปตรงไหนจ่ายเท่าไหร่ คล้ายๆ ป้ายวินมอเตอร์ไซค์บ้านเรา ถูกสุดคือจากท่าเรือไปเมืองกัวฮ์ เมืองที่ใหญ่สุดในเกาะ จ่าย ๖ ริงกิต ก็ ๖๐ บาทนั่นล่ะ ผมเหลือบดูเวลา ดูฟ้า ยังไม่มืด เดินดีกว่าพี่น้อง

เลี้ยวไปทางซ้ายตามทางเรื่อยๆ จะเจอจุดท่องเที่ยวแห่งแรก “จัตุรัสนกอินทรี” ที่เรียกว่า “ดาตารัน ฮีแลง” (Dataran Helang) เป็นรูปปั้่นสัญลักษณ์ของเกาะขนาดใหญ่มาก เนื่องจากชื่อของลังกาวี มีความหมายถึงนกอินทรีสีน้ำตาลแดง ผมเห็นนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปรอพระอาทิตย์ตกดินกันพอสมควร ถัดมาอีกจุดเป็นสวน “ตามัน ลาเกนด้า” (Taman Lagenda) ซึ่งมีการประดับประดาต้นไม้ ไม้ดอก จัดสวนตามตำนานของเกาะ ตอนแรกว่าจะเดินเข้าไปแต่มองดูฟ้าแล้วต้องรีบเดินไปหาที่พักดีกว่า

ในแผนที่ที่ผมพิมพ์ดูระยะทางจากท่าเรือมาที่พักบนถนน Jalan Padang Matsirat ไม่น่าจะไกลมากนัก แต่เอาเข้าจริงแม่งโคตรไกลเลย ใช้เวลาเดินเท้าราว ๔๕ นาที ผ่านบ้านเรือนที่ปิดเงียบแล้วในเวลาประมาณทุ่มกว่าๆ ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าตะวันยังไม่ลับขอบ ราวกับเป็นเมืองร้าง ที่พักผมอยู่กลางเมืองกัวฮ์ เลยแต่เงียบสงัด คนที่นี่ดูใจดี ถามใครก็พูดอังกฤษได้ แต่พาไปถูกหรือไม่อีกเรื่องนึง ใช้เวลาหาที่พักสักพักใหญ่ก็เจอ

โรงแรมที่ผมพักชื่อ Altis Hotel Langkawi เป็นเหมือนตึกแถว มีห้องพักเดี่ยว ผมจองผ่านเว็บบุ๊กกิ้ง พอถึงปุ๊บเช็กอิน พนักงานพาเข้าห้อง ภายในดูใหม่และสะอาดมาก มีทีวี แอร์ ห้องน้ำในตัว ในราคาประมาณ ๖๐๐ บาท ผมขอเอนกายสักพักแล้วออกเดินทางต่อหาอะไรกิน แถวที่พักผมมีร้านอาหารทั้งไทย จีน และอินเดียพอควร แต่ที่ถูกๆ ก็ต้องอาหารอินเดียล่ะครับ

มื้อนี้ผมฝากท้องที่ Restoran Haji Ali Nasi Kandar Asli ที่เมนูเขียนว่าเป็นอาหารมุสลิมอินเดียใต้ ของที่ขึ้นชื่อของร้านก็คือพวกข้าวราดแกง ที่เรียกว่า นาสิ กานดาร์ แต่ผมไม่ได้ทานครับ เขาบอกว่ามามาเลย์ต้องกิน “หมี่โกเร็ง” ผมก็สั่งมาลักษณะของร้านนี้คือ ผัดบะหมี่เส้นใหญ่คล้ายยากิโซบะ ใส่เต้าหู้ และผัก แลดูคล้ายผัดซีอิ๊วมาก สีดำๆ เหมือนใส่ซีอิ๊วดำด้วย รสเค็มๆ ราคา ๔ ริงกิต ตามด้วยชานม ที่กลิ่นชาแรงดีไม่หวานมาก ราคา ๑.๕ ริงกิต และน้ำ “อะสัม” (Asam) ลักษณะมันเหมือนชามะนาวแต่ มันมีรสเปรี้ยวไม่เหมือนมะนาว และมีกลิ่นคล้ายบ๊วย แปลกๆ ดี ถามเขาว่ามันคืออะไรก็อธิบายกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ (ที่ไม่รู้เรื่องน่ะ ผมเอง ฮ่าๆ) ราคา ๑.๕ ริงกิตเหมือนกัน

พอถ่ายรูปโพสต์ลงเฟซบุ๊กปั๊บ ได้เรื่องเลยครับ พี่ๆ ที่เคยไปมาเลย์มาตั้งข้อสังเกตุว่า ไอ้หมี่โกเร็งนี่มันดูไม่เหมือนที่เขาเคยกินกันเลยว่ะ ... เอาแล้วไง? สงสัยจะโดนหลอก?
แล้วมันต้องเป็นไง?

ผมเดินสำรวจแถวๆ นั้นร้านค้าต่างปิดเงียบ พลเมืองหายหมด เหลือเพียงร้านอาหารเล็กๆ ที่เปิดอยู่ เดินไปจนถึงลังกาวีมอลล์ ห้างใต้โรงแรม ในเวลาเกือบสี่ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาใกล้ปิดห้าง มีบู๊ทขายช๊อกโกแลตอยู่ด้วยครับ จริงๆ แล้วเกาะนี้ขึ้นชื่อเรื่องสินค้าปลอดภาษี โดยเฉพาะช็อกโกแลตมาก ยี่ห้อดังๆ ราคาถูกกว่าบ้านเราราว ๓๐ % ผมเลยได้ขนกลับมาเป็นของฝากหลายแท่ง เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรกลับไปฝากดี

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าที่นี่มีขายเยอะคือ “เบอร์เกอร์” ครับ มีร้านข้างทางทั้งแบบแฟรนไชส์ และกิจการส่วนตัวตั้งกันพอสมควร ราคาก็ราว ๓ - ๔ ริงกิต มีทั้งไก่ เนื้อ กุ้ง เผอิญผมไปซื้อร้านที่เป็นแฟรนไชส์ สั่ง ๑ ชิ้น เขาเอาเนื้อที่ปรุงแล้วไปแนบกระทะแบนให้สุก แล้วเอาขนมปังมาแนบเช่นกัน ใส่ผัก เช่น กะหล่ำปลี มะเขือเทศ แครอท โปะ รสชาติก็.. ครั้งเดียวพอ เนื้อมีแต่แป้ง ไม่อร่อยเท่าไหร่

กลับถึงที่พักเจอพนักงานต้อนรับอีกคนหนึ่ง เลยลองถามเรื่องการท่องเที่ยวในเมืองดู ผมแกล้งถามว่า ถ้าจ้างแท็กซี่มีราคาเท่าไหร่ เขาบอกถ้า ๔ ชั่วโมง ๑,๔๐๐ ผมตกใจเล็กน้อย เพราะราคาจริงมัน ๑,๒๐๐ มึงบวกค่าอะไรกู ๒๐๐ วะ แต่ก็เงียบไว้ แล้วแจ้งความประสงค์ว่า ผมจะไป พิพิธภัณฑ์ดร.มหาธีร์ ,หาดทรายดำ ,สุสานพระนางมะห์สุหรี ,หาดตันหยง หรู (Tanjung Rhu) และกระเช้าลอยฟ้าลังกาวี เขาบอกโอ้ยมันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกที่จะเที่ยวทั้งหมดภายใน ๔ ชั่วโมง ระยะทางมันไกลกันมาก และคุณใช้เวลาท่องเที่ยวแต่ละที่ก็น่าจะมากอยู่ ... ตอนนั้นผมเริ่มคิดหนักแล้ว

เขาถามว่า คุณขับรถยนต์เป็นไหม ผมบอกไม่เป็น แล้วขับมอเตอร์ไซด์ล่ะ ผมบอกโอ้ อันนั้นสบายมาก งั้นดีเลยคุณก็ไปเช่ามอเตอร์ไซด์ขับเที่ยวเล่นในเกาะได้ ราคาไม่แพงมาก ราวๆ ๕๐๐ บาทอันนี้ถูกสุด ว่าแต่คุณมีใบขับขี่ไหม ... ผมบอกไม่มี ... โอ้! แย่เลยล่ะถ้าไม่มีใบขับขี่คุณก็เช่ามันไม่ได้หรอก คงต้องนั่งแท็กซี่อย่างเดียว ผมเลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวผมขอไปนอนคิดก่อนพรุ่งนี้เช้าจะบอกว่าไปหรือไม่

มันก็จริงอย่างที่เขาว่าครับ คือการโดยสารด้วยรถเมล์สาธารณะในลังกาวี มันไม่มีครับ ถ้าไม่พึ่งแท็กซี่ ก็ต้องเช่ารถเอาล้วนๆ ซึ่งราคาก็แล้วแต่รุ่นของรถ มีตั้งแต่ วันละ๘๐๐ บาทขึ้นไป ส่วนแท็กซี่ก็มีหลายขนาด ราคาก็ต่างกันไป ถ้าเหมาก็จะคิดสตาร์ทที่ ๔ ชั่วโมง ถ้าเกินเวลาอย่างรถนั่ง ๔ คนก็จะคิดชั่วโมงละ ๒๕๐ บาท ถ้าคันที่จุได้เยอะก็จะแพงขึ้นไปอีก สำหรับคนที่มาเที่ยวกันหลายคนก็คุ้มอยู่ ... แต่ตัวคนเดียวแบบผมนี่สิ ก็หนักเอาการเหมือนกันนะ

๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นพร้อมกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ ผมอาบน้ำ แต่งตัว เก็บสัมภาระทุกอย่างใส่เป้แล้วลงมาเช็กเอาท์ เจอพนักงานคนเดิมทักทาย ผมยิ้มและบอกว่า ขอเช็กเอาท์ครับ เขาดูตกใจพร้อมถามว่า คุณไม่เช่าแท็กซี่แล้วเหรอ ...

อ่อไม่ครับ พอดีผมต้องรีบเดินทางต่อ ...

ที่พูดมาก็มีส่วนจริงครับ เพราะผมต้องไปยังเมืองอื่นในช่วงบ่าย เมื่อคืนคำนวนทั้งเงิน ทั้งเวลาแล้ว ถ้าต้องเสียเงินเป็นพันแลกกับการไปเที่ยวได้ไม่กี่ที่ สำหรับผมก็ดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ อีกทั้งยังต้องรีบร้อนกลับมาขึ้นเรือในช่วงบ่ายอีกคงจะไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ จึงตัดสินใจจำจากจร ทั้งๆ ที่โคตรจะเสียดาย มาแล้วไม่ได้ไปไหน แต่ก็ถือว่ามาสำรวจเมือง และวิธีท่องเที่ยวแล้วกัน ไว้คราวหน้าค่อยชวนเพื่อนมาใหม่

แบกเป้ออกจากโรงแรมเดินผ่านถนนเก่าไปสู่ท่าเรือในระยะทางที่ไกล๊ไกล ในเวลาที่รู้สึกว่าเช้า มองดูนาฬิการาวๆ ๘ โมงครึ่งได้ เดินทอดน่องไปดูทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ เกาะนี้ช่างเงียบสงบดีนัก นี่อาจจะเป็นข้อดีที่เราไม่ไปเที่ยว ก็ได้เดินพักผ่อนสูดบรรยากาศชิวๆ ไปเรื่อย ค่าเวลาให้ที่เรือออกตอน ๑๐ โมง จนถึงท่าเรือแล้วก็พบว่า ... นาฬิกามือถือผมมันมั่ว!! เวลาจริงตอนนี้คือ ๙ โมงเช้า โอ้... ชิวเกิ๊นนนนนนน เลยได้เดินแบกเป้เล่นไปมาแถวๆ นั้นจนเบื่อเลยล่ะ ฮ่าๆๆ

๑๐ นาฬิกา ได้เวลาเรือออกแล้ว ... นั่น คือสิ่งที่บอกผมว่า การเดินทางได้เริ่มต้นอีกแล้วสินะ

กำลังโหลดความคิดเห็น