xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 325 “อวสาน บังสนธิ!” (อีกบทหนึ่งของ...ยามบุญหล่น คนเป็นหมา น่าอัศจรรย์)

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้... มานั่งจิบกาแฟขมและรับประทานทานอาหารเช้า ที่โรงแรมใกล้ๆบ้านพร้อมกับพรรคพวก ที่อุตส่าห์ขึ้นไปเยี่ยมเยียนกันถึงบ้านเมืองเหนือ และระหว่างที่เพลิดเพลินกับการสนทนาและอร่อยกับอาหาร ได้สังเกตเห็นผู้หลักผู้ใหญ่ ที่เคยมีตำแหน่งใหญ่โตในบ้านเมืองในอดีตหลายคน เดินเข้ามาในโรงแรม ส่วนใหญ่ก็รู้จักแทบทั้งนั้น

แม้จะล่วงปีใหม่มา ๒ เดือนแล้ว แต่ดูเหมือนชาวกรุงเทพโหยหาอากาศเย็นๆ พอวันหยุดแห่มาเยือนถิ่นไทยงามกัน

นึกถึงเมื่อ ๓๕ ปีก่อน ผมเป็นผู้บังคับบัญชาสถานีตำรวจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเมืองเดียวกับที่อยู่ปัจจุบัน วันหนึ่งไปรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเปิดใหม่ ใหญ่ที่สุดของเมืองยุคนั้น ได้พบชายสูงอายุร่างอ้วนใหญ่ สวมเสื้อฮาวายแขนสั้น นั่งอยู่คนเดียว สายตาจับอยู่ที่ถ้วยเครื่องดื่มที่วางอยู่ตรงหน้า ท่าทางและสีหน้าท่านดูมึนเฉย เหมือนไม่มีความรู้สึก

จำได้ทันทีว่า เป็นอดีตผู้ที่มีอำนาจมากในประเทศ และก่อนเกษียณ ได้มีความพยายามที่จะให้มีการต่ออายุราชการให้ท่าน แต่ไม่สำเร็จ จนต้องพ้นจากตำแหน่งใหญ่โตและทรงพลังอำนาจไป

เมื่อมีความเคลื่อนไหวทางการเมือง ก่อนเหตุการณ์ ๑๔ ต.ค. ๒๕๑๖ ท่านผู้นี้เป็นบุคคลสำคัญยิ่ง ที่ให้การสนับสนุนทางการเงิน กับอดีต ส.ส.อีสานคนหนึ่งกับพรรคพวก เป็นหัวหอก...

ใช้นักศึกษาและประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เป็นเบี้ยบนกระดาน!

เคลื่อนไหวไล่รัฐบาลถนอม-ประภาส จนต้องกระเด็น ออกจากอำนาจไป!!

ผมเข้าไปกราบทักทายท่าน และบอกว่า เป็นนายตำรวจผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบพื้นที่นี้ หากท่านต้องการความสะดวกประการใด ขออย่าได้เกรงใจ ที่จะเรียกใช้ผม

ท่านตอบขอบคุณ และบอกว่าไม่ต้องการสิ่งใด เพราะมากับลูกหลาน ผมจึงขออนุญาตแยกไปนั่งรับประทานอาหาร

เมื่อใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาที ก็ทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว สังเกตเห็นว่า ผู้ใหญ่ท่านนั้น ยังคงนั่งจ้องถ้วยกาแฟข้างหน้าอยู่ ไม่มีผู้ลงมาพบ จึงเดินไปกราบลาท่าน ออกจากโรงแรม นั่งรถกลับโรงพัก เพื่อทำงานตามปกติ แต่ใจครุ่นคิดไปตลอดทาง

ที่ต้องคิดมากในวันนั้น ก็เพราะว่า ผมพบผู้ใหญ่ท่านนี้ตามที่เล่าข้างต้น หลังจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา วันมหาวิปโยคผ่านไปไม่กี่เดือนเท่านั้น

ไม่น่าเชื่อว่า จากผู้ที่เคยอยู่ในตำแหน่ง ไปไหนมาไหนมีบริวารห้อมล้อมเต็ม ผู้คนต้องมานั่งคอยเป็นชั่วโมง ขนาดทุกวันพุธ อันเป็นวันพักผ่อนของผู้ใหญ่ที่ผมกล่าวถึง ท่านมักไปสนทนากับเพื่อนฝูง ที่บ้านรับรองอีกหลัง อยู่ในซอยฝั่งตรงข้ามกับโรงพักบางซื่อ ยังมีผู้คนแห่แหน ไปขอพบหนาแน่นทุกสัปดาห์

พอวันพุธมาถึง สภาพการจราจรในซอยบ้านรับรองของท่าน ซึ่งเงียบมาทุกวัน รถกลับติดแน่นตั้งแต่กลางวัน ชาวบ้านใกล้เคียงเข้าออกไม่สะดวก เพราะมีผู้คนที่ไปหาท่านมากมาย มีทั้งผู้ที่เป็นเพื่อนฝูงไปร่วมสนุกสนานกัน รวมทั้งที่ไปวิ่งเต้น เพื่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง บางคนก็ไปขอตำแหน่งให้พรรคพวก บ้างก็ไปขอความช่วยเหลือทางการค้า

บรรดานักการเมืองก็ไปเยี่ยมเยียนท่านเยอะแยะ เพื่อไปขอปัจจัยไปสู้ศึกเลือกตั้ง ยุคนั้นท่านใหญ่โต และมีเงินทองมากมาย

เรียกว่าเป็น ‘ขวัญใจ’ ของผู้คนจริงๆ!

ไม่น่าเชื่อว่า วันที่ผมพบท่าน ต้องนั่งคนเดียว ไร้ผู้คนแวดล้อมเหมือนเมื่อครั้งยังอยู่ในอำนาจวาสนา ดูหงอยเหงาเศร้าสร้อย ไม่ภูมิฐานเหมือนกับเมื่อครั้งยังเรืองอำนาจอยู่ ความมีสง่าราศี ดูเหมือนจะถดถอยไป แทบไม่เหลือร่องรอย คนเคยใหญ่คับแผ่นดินเลยแม้แต่น้อย

ดูแล้วก็ให้นึกถึงโลกธรรม ๘ อันเป็นข้อธรรมะ ที่พระท่านเทศน์สอนเอาไว้มาก เพื่อไม่ให้ผู้คนหลงติดในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพราะมีของคู่กันเพราะมีความเสื่อมลาภ เสื่อมยศนินทา และทุกข์ ซึ่งเป็นคู่ผูกติดกันเหมือนเหรียญสองหน้า แต่ผู้คนที่เชื่อคำพระพุทธเจ้าทรงสอนสั่ง ไม่ติดยึดในเรื่องเหล่านี้เลยจำนวนไม่น้อยทีเดียว ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย

จะยกตัวอย่างให้ดู ก็คงจะได้....

เรื่องความไม่ติดยึดในลาภ ทั้งยศถาบรรดาศักดิ์นี้ พูดทีไรผมก็นึกถึง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ฯ (หม่อมราชวงศ์ ชื่น สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร พระองค์ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

สมเด็จฯไม่ถือพระองค์ ทรงไม่อินังขังขอบพระอิสริยยศ ชาวบ้านแถบบางลำพู เรียกสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นี้ว่า “หลวงตา” บ้าง “หลวงปู่” บ้าง ก็ทรงยิ้มอย่างสบายพระทัย

บางทีสมเด็จฯท่านถือตาลปัตร เสด็จออกจากพระอารามไปพระองค์เดียว พระลูกวัดลูกศิษย์ลูกหาตามกันให้ว้าวุ่น ปรากฏว่าพระองค์ทรงไปสวดมนตร์ฉันเพล ตามที่ชาวบ้านเขากราบทูลอาราธนาไว้ พอกลับถึงวัด พระเณรและลูกศิษย์ต่างตกอกตกใจว่า

ทำไมสมเด็จฯ ถึงเสด็จออกไปรูปเดียว?

เรื่องการไม่ถือพระองค์ ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้านั้น ท่านอาจารย์ พล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเล่าว่า ลูกศิษย์วัดคนหนึ่งตะโกนถามเพื่อน ว่า

“เฮ้ย...สมเด็จพระสังฆราช ชื่ออะไรวะ?”

คงหมายจะให้เพื่อนตอบ พระนามเต็มตามพระอิสริยยศของพระองค์ บังเอิญสมเด็จฯท่านเสด็จผ่านทางนั้นพอดี ทรงได้ยินเข้า เลยทรงตะโกนตอบแทนไปว่า

“ชื่อ ชื่น...ชื่อ ชื่น โว้ย!”

แล้วทรงพระสรวลหึๆ แล้วเสด็จจากไป

นี่เป็นตัวอย่างที่ดี ในเรื่องความไม่ยึดติดในชื่อเสียงยศศักดิ์ เพราะทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นอนิจจังทั้งสิ้น ใครทำใจได้เมื่อยาม เสื่อมลาภ เสื่อมยศ โดนคนนินทา จะได้ทำใจได้

มื่อได้เห็นผู้ที่เคยใหญ่โตคับแผ่นดิน ต้องมานั่งโดดเดี่ยวเดียวดาย ยามไร้อำนาจราชศักดิ์แล้ว ให้นึกแล้วก็คิดถึงคำกลอน ซึ่งเพิ่งเขียนไปหยกๆ เมื่อตอนพูดถึงนายหัวชวน ขวัญใจชาว ๑๔ จังหวัดภาคใต้ ที่เขียนจดหมายไปถึงนายกฯสุรยุทธ์ ผู้ที่นายหัวแกอุตส่าห์ตั้งมากับมือแท้ๆ ให้เป็นผบ.ทบ. โดยแซงตัวเก็งคนอื่น พรวดพราดมาอย่างคนคาดไม่ถึงกัน

ถ้าเป็นมวย ก็ต้องเรียกว่า “หักปากกาเซียน” นักวิจารณ์ทุกด้าม!

ไม่น่าเชื่อว่าจดหมายนั้น เป็นเรื่องของนายหัวแกเขียนไปให้ข้อแนะนำในการจัดการกับปัญหาไฟใต้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวด้วย แต่เจ้าของ ‘เขายายเที่ยง เดอ พาเลส์’ กลับทำเมิน ไม่ยอมแม้กระทั่งตอบจดหมายเอาดื้อๆ เล่นเอานายหัวชวนถึงกับหัวเสีย ระบายออกทางวิทยุกระจายเสียง

ผมเลยยกบทกลอนเก่า ที่เขามักเขียนตามห้องน้ำของปั๊มน้ำมัน มาปลอบใจนายหัวชวนแกหน่อย ว่า

“ยามบุญมากาไก่กลายเป็นหงส์
ยามบุญลงหงส์เป็นกาน่าฉงน
ยามบุญมาหมูหมากลายเป็นคน
ยามบุญหล่น...คนเป็นหมา....น่าอัศจรรย์”


(ดูกาแฟขม...ขนมหวานตอนที่ ๓๐๔ “จดหมายนายเข้ม เย็นยิ่ง ของ อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่จอมพล ถนอม กิติขจร ไม่เคยตอบ กับ จดหมายนาย ชวน หลีกภัย ถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ไม่เคยได้รับตอบเช่นกัน !”)

ความจริงแล้ว กลอนยอดฮิตถึงจะฟังดูตลกๆหน่อยๆนั้น แต่ได้แสดงความจริงของ
โลกธรรม ๘ ของพระพุทธองค์ออกมาชัดเจน เพราะอย่าว่าแต่คุณชวนเลย แม้แต่มิสเตอร์ ‘บัง’ ที่เคย “บิ๊ก...บะล่ะฮึ่ม” หลังวันที่ ๑๙ เดือน ก.ย. ปีที่แล้ว หลังจากการรัฐประหาร ใครๆต่างก็พากันวิ่งเข้าหา

แล้ววันนี้ เท่าที่ท่านผู้อ่านเห็น แกเป็นอย่างไรบ้าง?

คงจะเห็นตรงกันว่า แค่สิบกว่าเดือนที่ผ่านมานี้เอง ยังเป็นผู้ยึดอำนาจของแผ่นดินไป มาวันนี้บ้านเมืองมีประชาธิปไตยแล้ว อำนาจวาสนาที่ยึดเอามาได้โดยมิชอบ

พลันสูญสลายไปสิ้น!

ราศีก็หมองลงไปแยะเลย จากคนที่เคยเป็นประธาน คมช.ทำปฏิวัติมากับมือ เมื่อมาถึงยามสิ้นอำนาจที่เคยมี แม้แต่พวกสื่อมวลชน ก็ช่างใจดำจริงจิ๊งๆ พากันวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งแต่เก้าลงจากเก้าอี้ตำแหน่ง ผบ.ทบ. แล้วไปเต้นเป็นรองนายก ว่า

ทำไมไม่รู้จักรักษาศักดิ์ศรีเสียเลย ต้องมาทำท่าวิงวอน ขอตำแหน่งในรัฐบาล ที่ตัวตั้งมาเอง?...ทำอย่างนี้น่าทุเรศจังนะ

ดูไอ้พวกนี้มันซิ...ช่างพูดกันได้ ไม่รู้เกรงใจ “บัง” กันเลย!
ยิ่งกว่านั้น ออกไปเดินถนน ยังถูกชาวบ้านตะโกน “ขับไล่” เอาดื้อๆ อย่างไม่เกรงกลัว เหมือนดูถูกศักดิ์ศรีเข้าให้ด้วย!!

เห็นแล้วให้ใจหาย เพราะแค่ปีเดียวเท่านั้นจริงๆ จากหัวหน้าหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ยึดอำนาจแผ่นดิน แต่มาถึงวันนี้ กลับไม่กล้าแม้แต่จะมาร่วมแถลงปิดตัว คมช. ที่ตัวเองเคยเป็นหัวหน้ามาก่อน

มิหนำซ้ำผลงานที่ตั้งแต่ทำการยึดอำนาจมา มีอย่างไรบ้าง ดีเลวแค่ไหน ไม่เคยแถลงให้ชาวบ้านได้รู้แม้แต่น้อย พอครบปีของการรัฐประหาร เมื่อไม่ออกมาแถลงให้ผู้คนรู้ ผมจึงต้องออกหนังสือ

“รัดทำมะนวย...ฉบับหัวคูณ”
มาช่วยแถลงผลงาน คมช.แทนให้!

เลยอื้ออึงไปทั้งประเทศ กลายเป็นที่ถูกอกถูกใจของนักการเมือง ถึงกับซื้อไปแจกสมาชิกพรรคกัน แถมพรรคที่แจกหนังสือของผม ยังดันชนะการเลือกตั้งแบบท่วมท้น เสียดแทงใจฝ่ายตรงข้ามเข้าไปอีก

บางคนบอกว่า หนังสือนี้นำความ “เฮง” มาให้แท้ๆ เอาไปแจกหน่อยเดียว
ชนะเลือกตั้ง ขาดเลย!!...๕๕๕

พอพรรคตรงข้าม คมช. ชนะการเลือกตั้งเข้าเท่านั้น แสงแห่งบารมีที่เคยฉายเปล่งประกายเจิดจ้า ของตา “บัง” ก็ออกอาการ ‘ฝ่อ’ วูบหายไปเลย

จนบัดนี้สังคมมองเห็น “ตาบัง” ได้ลางเลือนเต็มที น่าเวทนาแท้!!!

ที่น่าสังเกต จนผู้คนเขาเม้าท์กระจายทั้งเมือง ก็คือ บรรดาเมียๆของ “บัง” ไม่มีคนไหนเลยที่ได้ขึ้นทำเนียบ “คุณหญิง” กับเขาสักคน ชาวบ้านเขาซุบซิบนินทากันให้อื้ออึง ว่า

เป็นผบ.ทบ.คนแรก ในรอบครึ่งกว่าค่อนศตวรรษ ที่ภริยาพลัดตก “ทำเนียบ คญ.” ดูผิดธรรมดา ไม่เทียมหน้าเทียมตาคนอื่นเขา!

พวกปากหอยปากปู มันเลยหัวเราะเยาะเอาพร้อมพูดให้เจ็บว่า รับราชการจนกระทั่งเกษียณ ดันผ่าไปทำรัฐประหารเข้า วาสนาชะตาเลยพาตกต่ำ เมียๆเลยยังมีคำนำหน้า เป็นแค่...

“คุณนาย”
เท่ากับภริยาของ “คุณจ่า” ที่เลื่อนขึ้นมาเป็นนายร้อยธรรมดาๆเท่านั้น
อนิจจัง อนิจจา...น่าสงสารบังแกจริงๆ...โถ!!

เชื่อไหมว่า วันพ้นตำแหน่ง ผบ.ทบ. ยังมีเสียงร่ำลือกันออกมาว่า แม้แต่ทหารกรุงเทพไม่ยอมมาขนย้ายของ ออกจากบ้านตำแหน่งให้อีก

บังเลยต้องขอแรง ลูกน้องเก่าๆจากลพบุรีมาช่วยกันขน...ลือกันขนาดนั้นเลยนะจ๊ะ!

ที่น่าช้ำใจมากๆ ก็คือ

บรรดาสื่อต่างๆของบ้านเรา (ที่ตาบัง เคยเกื้อหนุน) ไม่เคยปรานีใครอยู่แล้ว ไอ้ที่เคยเชียร์กันเหยงๆ ก่อนหน้ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

จนฉวยโอกาส “เข้าฮอส” ทำปฏิวัติ ขับไล่อดีตนายกฯได้สำเร็จ!

ตาบังแกก็อุตส่าห์มีน้ำใจ แต่งตั้งให้มีตำแหน่งแห่งที่ คว้าพุงปลาชิ้นมันได้ตั้งหลายคน เช่น

บางคนในสื่อที่สนับสนุนเผด็จการตัวโก่ง ได้รับการตอบแทน ไปนั่งโก้เป็นประธานองค์กรวิทยุโทรทัศน์มันเลย

บ้างก็ได้รับการตอบแทน ให้มาเป็นใหญ่คับสถานีจอแก้วรูปแบบใหม่ ทั้งๆที่กลุ่มของพวกนี้ เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และบริหาร “วิกถูกสาป-สาธารณะ” แห่งนี้ มาจนเจ๊งราบคามือเลยเกิดข่าวลือกันสนั่นเมือง ว่า

แก๊งผู้พ้นจากวงจรอำนาจ ทิ้งเอาไว้คอยเป็น “เสี้ยนหนาม” หาทางไล่ทิ่มแทงรัฐบาลใหม่ ที่พวกตนไม่ชอบอีกต่างหาก ผู้คนที่ไม่เห็นด้วย ด่ากันให้ลั่นให้อื้ออึงไปทั้งเมือง!!

เชื่อผมเถอะครับ ลองมีที่มาที่ไปอีแบบนี้แล้ว รับรองว่า...อยู่ด้วยกันไม่เป็นสุขแน่!!!

ยิ่งกว่านั้น ขนาดพวกที่ดูเหมือนรักใคร่ เพราะเชียร์กันสุดลิ่มทิ่มประตูกันมา อย่างทีมของมิสเตอร์หัวเหม่งค่ายขายตึก กับบรรดาลูกน้องตาพองหัวหยิกทั้งหลาย พูดจากระโชกโฮกฮากทำนัยน์ตาขวางฟอร์มเดียวกัน เหมือนจะแดกผู้ฟัง ทำให้คนตกใจกลัวนั้น

คณะของบังก็เอื้อเฟื้อ ให้เวลาสถานีโทรทัศน์ใหญ่ๆของหลวง ได้เข้าไปทำมาหารับประทานกันนับ ๑๐ รายการ ...เมคมันนี่ได้ดีกันทั้งนั้น...ฮู้ยยว์...๕๕๕

มาบัดนี้...ดูซิ!
มันกลับมาวิพากษ์วิจารณ์ ใช้คำพูดแรงๆ บ้างก็เย้ย หยันต่างๆนาๆ สารพัดสารเพ บ้างก็ว่า

สมน้ำหน้าปฏิวัติมา ทำให้บ้านเมืองฉิบหาย ไปมากมายเหลือกำลังแล้ว!!

แหมน่าเจ็บใจนัก ไอ้พวกนี้อกตัญญู มันทำกับ ‘ตาบัง’ คนที่มีน้ำจิตน้ำใจกับพวกมันได้ลงคอ อย่างไรนะเนี่ยะ...น่าสงสารจริงๆ

โถ...ก็ไอ้พวกนี้ มันเคยจริงใจ กับใครที่ไหนบ้างเล่า..บังจ๋า!!!

นอกจากนั้น ไม่ต้องดูไกลที่ไหนหรอก ขนาดบรรดาสมาชิกก๊กเก่ากะลาโลซก ที่เคยประจบประแจง ขนาดก้มกราน เอาหัวกบาลไปซบไข่ดันอดีตประธาน คมช. และทำท่าโอ๋อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ออกหน้าออกตาประเจิดประจ้อ อย่างไม่อายสายตาผู้คน ตอนเมื่อครั้งทำรัฐประหารสำเร็จใหม่ๆ นั้น

แล้วถึงวันนี้...เป็นไงบ้างล่ะ...ฮี!?

พออีตา ‘บัง’ หมดอำนาจวาสนาลง ไม่ทันไรเลย ก็ออกลาย แสดงอาการเหยียดหยาม

แถมด่าส่ง ตามสันดานเดิมของพวกมัน ซะอีกด้วย แน่ะ...ดูมันทำ!!

นี่เป็นอีกบทหนึ่งของ “ยามบุญหล่น...คนเป็นหมา....น่าอัศจรรย์” ตามคำกลอนฮิต ประจำส้วมปั๊มน้ำมัน ที่เราๆท่านๆได้เห็นกันอีกครั้ง...ให้หดหู่แทนตาบังจริงๆ!

พวกที่คิดร้าย ทำลายประเทศ ด้วยการยึดอำนาจไปจากประชาชน ดูกันเอาไว้บ้าง!!

วันข้างหน้า มันผู้ใด ใครที่ไหน ทะลึ่งจะทำรัฐประหารอีก คิดกันให้หนักๆหน่อยนะจ๊ะ!!!

...............

กำลังโหลดความคิดเห็น...