xs
xsm
sm
md
lg

“ฉันไม่ใช่ไวรัส” ต่อสู้กับความกลัวโรคระบาด และอคติทางชนชาติด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ความกลัว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แฮชแท็ค #JeNeSuisPasUnVirus หรือ “ ฉันไม่ใช่ไวรัส” พลังโซเชียลในทางบวก ที่มีผู้คนมากมายแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขาและสร้างความตระหนักในสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำความเข้าใจ และต่อสู้กับความกลัวโรคระบาด และอคติทางชนชาติ
MGR Online/ เอเจนซี - ปัญหาสาธารณสุขอย่างไวรัสโคโรนา กลายเป็นปัญหาสังคมขยายจากความกลัวไปอยู่ความเกลียดชัง "Xenophobia" เป็นคำที่มีอยู่แล้วในสังคม ซึ่งหมายถึงความเกลียดกลัวต่างชาติ คือภาวะความชังและ/หรือความกลัวของผู้ที่มีชาติพันธุ์ที่ไม่รู้จักหรือแตกต่างจากตนเอง “Xenophobia” มาจากภาษากรีก ที่แปลว่า “คนแปลกหน้า” หรือ “ชาวต่างประเทศ”

ความเกลียดกลัวต่างชาติสามารถแสดงออกมาได้หลายวิธีซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และการรับรู้ของกลุ่มในที่มีต่อกลุ่มนอก ซึ่งรวมถึงความกลัวเสียอัตลักษณ์ ความระแวงในกิจกรรม ความก้าวร้าวและความปรารถนาทำลายการมีอยู่ของอีกฝ่าย ความเกลียดกลัวต่างชาติยังสามารถแสดงออกมาในรูป "การเยินยอวัฒนธรรมโดยไม่วิเคราะห์"

ในกรณีล่าสุดทั่วไปในสังคมตอนนี้ คือ การเหยียดชาวต่างประเทศ หรือเชื้อชาติเกิดขึ้นจากความกลัวไวรัสโคโรนา

สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานกระแสการเหยียดคนจีนจากความกลัวโรคระบาด รวมถึงไทม์ส ที่รายงานเหตุการณ์ เด็กลูกครึ่งจีนวัย 10 ขวบ ที่จอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันกีดกัน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ของทัศนคติเชิงลบที่มีต่อคนเชื้อสายเอเชีย ซึ่งทวีรุนแรงมากขึ้นตามข่าวที่แพร่กระจายของจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้อันมีต้นทางจากนครอู่ฮั่น ประเทศจีน

โมนิก้า สพอช-สปานา นักมานุษยวิทยาการแพทย์และนักวิชาการอาวุโสที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยจอห์น ฮอปกินส์กล่าวว่า "ในสื่อโซเชียลยังพบเห็น ผู้คนที่พากันหนีห่างหลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์กับคนที่มีภูมิหลังทางเชื้อชาติพันธุ์หรือศาสนาที่แตกต่างกัน โดยไม่คำนึงว่าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์จะพูดอะไร”

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียเพื่อต่อต้านการแบ่งแยกเชื้อชาติ ได้เกิดขึ้นแล้ว ตัวอย่างเช่นในฝรั่งเศส แฮชแท็ค #JeNeSuisPasUnVirus หรือ “ ฉันไม่ใช่ไวรัส” กำลังถูกส่งต่ออย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์ ต้องเผชิญแรงต้านหลังจากที่โพสต์มาตรฐานปฏิบัติตัวระวังป้องกันไวรัสฯ ในอินสตาแกรม โดยข้อหนึ่งในนั้นระบุว่า "ควรหลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับคนที่มาจากเอเชีย"

โพสต์ดังกล่าวถูกลบหายไปแล้ว หลังจากโดนปฏิกิริยากระหน่ำรอบทิศ ว่าการเหยียดชาติพันธุ์นี้ไม่น่าจะใช่สิ่งที่เรียกว่า "เตือนภัยปกติ" (normal reaction)

โพสต์อินสตาแกรม จากบัญชีทางการ @UCBerkeley ก่อความสับสนและกระแสโกรธเคือง โดยมีหลายคนสงสัยว่า การเหยียดเกลียดกลัวชาติพันธุ์ เป็น“ ปฏิกิริยาปกติ” ตั้งแต่เมื่อใด?

UC Berkeley ไม่ได้ตอบความเห็นในเรื่องนี้ แต่ต่อมาได้แถลงขอโทษในทวิตเตอร์ ว่า "เราขออภัยสำหรับโพสต์เมื่อเร็ว ๆ นี้ของเราเกี่ยวกับการจัดการความกังวลในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา เราขออภัยในความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นและได้ปรับปรุงภาษาในเนื้อหาการสื่อสารของเรา"

เสรีภาพของสื่อฯ และการแพร่กระจายข่าวของโซเชียลมีเดีย ยังรุนแรงขึ้นในช่วงเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉิน เกิดภาวะของคนที่คิดเหมือนๆ กันของคนที่อาจมีอคติต่อกลุ่มต่าง ๆ อยู่แล้ว หรือ “ echo chambers” แบ่งปันข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและเต็มไปด้วยอคติ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สื่อโซเชียลโดยเฉพาะได้มีส่วนร่วมในการแพร่กระจายการเหยียดเชื้อชาติ

นายแพทย์อลัม ในจอร์จทาวน์ กล่าวว่า “เราเคยพบเจอเรื่องแบบนี้กับการระบาดของโรคซาร์สและอีโบลามาแล้ว อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเราได้เรียนรู้จากอดีต นี่มันปี 2020 แล้ว”

โมนิก้า สพอช-สปานา กล่าวว่า "ในปี 2552 ช่วงการระบาดของไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ (2009) ชาวเม็กซิกันและชาวละตินหลายคน ตกเป็นแพะรับบาป และเช่นเดียวกับประชาชนชาวแอฟริกัน ในช่วงการระบาดของโรคอีโบลาปี 2557"

"ในยุคต้นทศวรรษ 80 ชาวเฮติ ก็ถูกรังเกียจจากความกลัวเอชไอวี / เอดส์"

ลัทธิชนชาตินี้ เป็นประเด็นทั้งทางศีลธรรมและการแพทย์ “ในอดีตผู้คนในกลุ่มแพะรับบาปนั้นอาจต้องเก็บตัว หนีสังคม ลังเลที่จะไปพบแพทย์เมื่อพวกเขามีอาการ ยิ่งทำให้สถานการ์เลวร้ายขึ้นอีก”

องค์การอนามัยโลก (WHO), ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) และหน่วยงานทางการอื่น ๆ ได้ตอบรับ “เราไม่ควรปล่อยให้ความกลัวหรือความตื่นตระหนก มาเป็นแนวทางในการดำเนินการของเรา” แนนซี่ เมสซินเนียร์ ผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนและโรคระบบทางเดินหายใจแห่งชาติ กล่าวที่ CDC ระหว่างการแถลงข่าววันศุกร์ที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา

องค์กรสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียของตน @UNHumanRights
#Coronavirus ว่า "ไม่มีความหวาดกลัว วิตกกังวลใด ๆ ที่สามารถอ้างใช้ความอคติและการเลือกปฏิบัติต่อคนเชื้อสายเอเชีย ขอต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ #FightRacism และเรียกร้องการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขนี้ # StandUp4HumanRights"

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ที่ 31 มกราคม สหรัฐอเมริกาประกาศภาวะฉุกเฉินและประกาศว่า จะปฏิเสธการเข้าประเทศเป็นการชั่วคราว ซึ่งอ้าง “ความเสี่ยง” ในการแพร่เชื้อไวรัส อันเป็นมาตรการจำกัดการเดินทางด้วยความกลัว การเคลื่อนไหวนี้ตรงกันข้ามกับที่ WHO แนะนำในวันพฤหัสบดีโดยยืนยันว่า “ไม่มีเหตุผลสำหรับมาตรการที่รัฐจะแทรกแซงการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็น”

ล่าสุด เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ รายงานคำกล่าวของเดวิด เฮย์แมนน์ นักระบาดวิทยาซึ่งเป็นผู้นำขององค์การอนามัยโลก ในยุคการแพร่ระบาดของโรคซาร์สปี 2546 ว่า "การระงับการบินไม่รับประกันว่าจะหยุดการแพร่กระจายของไวรัส

เฮย์แมนน์ กล่าวว่า “พรมแดนไม่สามารถหยุดโรคติดเชื้อได้ สิ่งที่สำคัญกว่าในการหยุดการระบาดคือความแข็งแกร่งของระบบการดูแลสุขภาพของประเทศ"

ท่ามกลางกระแสต่อต้านต่างชาติในอีกด้านหนึ่ง เราก็ยังได้เห็นพลังสื่อโซเชียลอีกด้าน พลังโซเชียลในทางบวก ที่มีผู้คนมากมายแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขาและสร้างความตระหนักในสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำความเข้าใจ และต่อสู้กับความกลัวโรคระบาด และอคติทางชนชาติ

โมนิก้า สพอช-สปานา ย้ำถึงผู้นำทางการเมือง ธุรกิจหรือคนอื่น ๆ ให้ประเมินตนเองว่า "การกระทำของพวกเขาในการตอบสนองต่อการระบาดของไวรัสโคโรนามาจากอคติหรือไม่"

“ก่อนที่โรคจะปรากฎนั้นชาวต่างชาติก็อยู่ร่วมในสังคมเดียวกันอยู่แล้ว” เธอกล่าว “เป็นเงื่อนไขที่มีอยู่แล้ว… สิ่งที่ผู้คนจำเป็นต้องเข้าใจเป็นพื้นฐานก่อนคือว่าในการระบาดใหญ่ เราทุกคนมีความอ่อนแอและเราต่างต้องการกันและกัน”