xs
xsm
sm
md
lg

สังเวียนชีวิต “ชาตรี ตรีศิริพิศาล” จากชีวิตติดลบ สู่นักธุรกิจพันล้านที่มีแต่ให้!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ในเส้นทางนักธุรกิจที่ใครหลายคนมองว่าประสบความสำเร็จมีเงินทองมากมาย ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในคฤหาสน์ใหญ่โต แต่ใครเลยจะรู้ว่า กว่าที่นักธุรกิจคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้นั้น ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ต่างผ่านความยากลำบากในชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน

ดังเช่นชีวิตของ “ชาตรี ตรีศิริพิศาล” หรือชื่อที่คนในวงการหมัดมวยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในนามว่า “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ผู้บริหาร อีโวลฟ์ MMA (Evolve mixed martial arts) สถาบันสอนศิลปะการป้องกันตัวแบบผสมสาน อันโด่งดังของประเทศสิงคโปร์และเป็นสถาบันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ก่อตั้ง วันแชมเปี้ยนชิพ (One Championship) ที่มีบรรดานักมวยทั่วโลกต่างต้องการแสวงหาเข็มขัดแชมป์จากเวทีนี้เป็นจำนวนมาก จนทำให้ทุกวันนี้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการ MMA แห่งเอเชีย จาก เว็บไซต์ Yahoo Sport และ MSN Sport ได้มอบตำแหน่ง โค้ชแถวหน้าแห่งวงการกีฬา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกันกับ Greg Jackson และโค้ชผู้มีชื่อเสียงระดับแถวหน้าของโลกมาแล้วหลายราย

แต่กว่าที่ชาตรี จะเดินทางมาถึงวันนี้ เขาต้องผ่านบททดสอบในชีวิตมาอย่างโชกโชน เคยอดมื้อกินมื้อ ผ่านคลื่นความทุกข์ของชีวิตที่ถาโถมเข้ามาใส่อย่างนับไม่ถ้วน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะกลับมาเป็นเสาหลักในการดูแลแม่และน้องชายให้ได้ เขาจึงฮึดและลุกขึ้นสู้เพื่อหลีกหนีความจนให้ได้

ชาตรี หนุ่มใหญ่วัย 48 ปี ลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น เปิดใจให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่พูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด ว่า เขาเกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลางคุณ พ่อเป็นคนไทย คุณแม่เป็นญี่ปุ่น และมีน้องชาย 1 คน ต่อมาธุรกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ของคุณพ่อเขาเกิดประสบความสำเร็จ สร้างรายได้มหาศาลให้กับครอบครัวทำให้เขากลายเป็นคุณหนูไปชั่วพริบตา

แต่แล้วตอนเขาอายุ 20 ปี ธุรกิจของคุณพ่อที่เคยเฟื่องฟูก็พังทลายอย่างไม่เป็นท่า คุณพ่อถูกฟ้องล้มละลาย ส่งผลให้ครอบครัวแตกแยกพ่อแม่แยกทางกัน ชาตรีในฐานะลูกชายคนโตและเป็นเสาหลักของครอบครัวจึงตัดสินใจพาแม่และน้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา และนี่เองจึงกลายเป็นปฐมบทที่ทำให้คุณหนูชาตรี ต้องลุกขึ้นมาสู้ชีวิตปากกัดตีนถีบทุกอย่างในต่างแดน เพื่อเลี้ยงปากท้องอีก 2 ชีวิตให้อยู่รอด

“ตอนนั้นอยู่อเมริกา ผมลำบากมาก ไม่มีแม้แต่ที่จะอยู่ แต่โชคดีที่ผมมีโอกาสได้เรียน MBA ที่ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดซึ่งที่อเมริกา ถ้าใครมีใบรับรองว่าเป็นนักศึกษา และมีผลการเรียนดี เขาก็จะให้ทุนเรียน และผมก็อยู่ในหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้พอดี ตอนนั้นเลยพาคุณแม่มาอยู่ด้วยกันที่หอพักนักศึกษา และไปรับจ้างสอนต่อยมวยตามสถาบันสอนออกำลังกายต่างๆ และรับจ้างทำงานสารพัด จนพอมีเงินมาเลี้ยงแม่และน้องให้กินอิ่มได้”

ระหว่างเรียนอยู่ที่อเมริกา เขาและครอบครัวพักกันอยู่ในห้องแคบ ๆ ตัวเองนอนอยู่บนพื้นปูนเปลือยเปล่าในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆเท่ารูหนู มองไปเห็นแม่นอนอยู่บนเตียงนอนขนาดเล็ก ก็เกิดมีความคิดแล่นขึ้นมาในสมองว่าจะทำอย่างไรถึงจะพาแม่และน้องหนีจากความจนไปให้พ้น

แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็เข้าข้างชายผู้ยอดกตัญญูอย่างชาตรี เพราะหลังจบการศึกษาMBA จากฮาวาร์ด เขายืมเงินเพื่อนมา 2 พันดอลล่าร์เพื่อมาเปิดบริษัทเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตซอฟท์แวร์ แต่แม่กลับห้ามเพราะกลัวว่าเขาจะล้มละลายเหมือนพ่อ จึงอยากให้เขาเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนเท่านั้น แต่ด้วยใจที่มุ่งมั่นที่ต้องการหลีกหนีความจนเขาจึงเอาชนะความรู้สึกกลัวในใจของมารดาได้

“ เพราะผมต้องการหนีความจนอยากทำให้แม่สบาย ผมจึงทำงานตรงนั้นจนอายุประมาณ 30 ปีมีเงินเก็บประมาณ 30-40 ล้านเหรียญสหรัฐ สุดท้ายผมตัดสินใจขายบริษัทนั้นไป แล้วนำเงินไปซื้อบ้านที่นิวยอร์กให้แม่และน้องอยู่”

จากนั้นชาตรีก็เริ่มจับธุรกิจใหม่ที่วอลสตรีท เป็นนักวิเคราะห์การลงทุน โดยก่อตั้งบริษัทเป็น Startup Provider ในตำแหน่ง Managing Director ซึ่งเป็นบริษัทกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่มีขนาดใหญ่ อาจจะด้วยแรงกตัญญูต่อบุพการีส่งผลให้ชาตรีได้รับการผลักดันจากนายทุนใหญ่ให้ก่อตั้งบริษัทของตัวเองที่มีมูลค่ากว่า 500 ล้านดอลล่าร์

ชาตรียอมรับว่าในช่วงนั้นเขาร่ำรวยมาก แต่เขากลับไม่มีความสุข จึงพยายามค้นหาความสุขที่แท้จริงให้กับชีวิต

“ตอนผมเรียนฮาร์วาร์ดกินวันละมื้อเพราะไม่มีเงิน ตอนนั้นคิดว่าถ้าผมรวยคงมีความสุข แต่พอทำงานซื้อ-ขายหุ้นรวยจริงๆ เงินทองกลับไม่มีความหมาย ผมกลับไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ ช่วงนั้นทุกวันผมต้องเล่นมวยไทยเป็นการผ่อนคลาย จนอายุ 35 ก็นึกถึงกระดาษที่ผมเขียนความฝันเมื่อตอนจน ว่า ...ค่ายมวยคืออันดับ 3 ที่อยากทำมาก ผมจึงตัดสินใจขายธุรกิจทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อมาสร้าง อีโวลฟ์ MMA (Evolve mixed martial arts) ขึ้นมา”

ชาตรีให้เหตุผลที่อยากมีค่ายมวยว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้วที่เขาได้สัมผัสกับนักมวยไทย ในฐานะนักเรียนที่มาเรียนศิลปะการต่อสู้ ที่ค่ายศิษย์ยอดธงในพัทยาใต้ ถึงแม้จะเป็นคุณหนูเพียงคนเดียวในค่ายแห่งนั้น แต่สิ่งที่เขาซึมซับมาตลอดคือ การเห็นชีวิตนักมวย เวลาอยู่บนสังเวียนนั้นพวกเขาคือฮีโร่ แต่พอจบการแข่งขันชีวิตของนักมวยเหล่านั้นกลับต้องกลายมาเป็นคนหาเช้ากินค่ำเหมือนเดิม

“ผมคิดถึงตอนที่เราจน คิดสิ่งที่คุณแม่บอก 'ต้องช่วยคน' เลยต้องพยายาม พอผมกลับมาเอเชีย จึงสร้าง Evolve ที่สิงคโปร์ แล้วชวนเพื่อนสมัยเด็กที่รู้จักกันตอนอยู่ค่ายศิษย์ยอดธงมาอยู่กับผม ผมเชิญมีพี่ตุ๊ คนล่อเป้า ตอนนี้อายุ 50 กว่าแล้วมาช่วยเป็นเทรนเนอร์ให้ ผมเอาเขามาและตั้งใจจะสร้าง Evolve ให้เป็นค่ายมวยที่มีเงินเดือนแพงที่สุด ตอนนี้เทรนเนอร์ของผมเงินเดือนขั้นต่ำ 125,000 บาท ถึง 400,000 แสนบาท เหตุผลที่ให้แบบนี้ เพราะ Evolve เป็น 1 ในเอเชีย มีแชมป์โลกมากที่สุดในโลก สามารถทำกำไรได้ แล้วผมก็อยากช่วยเขาจริงๆอยากให้เพื่อนๆนักมวยที่เคยร่ำเรียนมาด้วยกันมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สิ่งนี้ต่างหากที่รู้สึกว่า มีความสุขมาก ชีวิตผมมีความหมาย”หนุ่มใหญ่เผยความในใจด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

แม้จะร่ำรวยมหาศาลสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่ด้วยความรักในหมัดมวย “ชาตรี” ก็ยังคงซ้อมมวยอย่างต่อเนื่อง “ผมเคยขึ้นชกที่ประเทศไทยมาประมาณ 36 ครั้ง แต่ตอนนี้ไม่ได้ชกแล้ว แต่ยังชกเพื่อออกกำลังกาย โดยผมจะมาถึง Evolve ประมาณบ่าย 2 ของทุกวันเพื่อเทรนนิ่งกับทุกคน เพราะผมมีสายเลือดมวยไทยอยู่ในตัว”

คนเราต่อให้ร่ำรวยสักเพียงใดถ้าค้นหาสิ่งที่ปราถนาในชีวิตไม่ได้ ก็คงไม่พบกับความสุขที่แท้จริงเหมือนกับชายผู้นี้ “ชาตรี ศิษย์ยอดธง”
กำลังโหลดความคิดเห็น...