xs
xsm
sm
md
lg

กวีพันธ์-ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์ ผู้บุกเบิกอาณาจักรหมื่นล้าน “เดอะ คริสตัล”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


>>เป็นอีกหนึ่งคู่นักธุรกิจสามี-ภรรยา ที่อยู่เคียงคู่และเป็นคู่คิดคู่สร้าง บุกเบิกอาณาจักร “เดอะ คริสตัล” เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เนรมิตทุ่งหญ้าว่างเปล่ากลายเป็นแลนด์มาร์กอันดับต้นๆ ของเมืองไทย มาสู่การขยายเฟสใหม่ในชื่อ “คริสตัล วีรันด้า” (Crystal Veranda) ภายใต้การกุมบังเหียนของ “กวีพันธ์-ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์” ซึ่งไม่ใช่โอกาสบ่อยนักที่จะได้รับเกียรติทั้งสอง รวมถึงลูกชายคนโตที่เป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น มานั่งพูดคุยกันในครั้งนี้

บุกเบิกด้วยวิสัยทัศน์

ย้อนกลับไปนับตั้งแต่ริเริ่มอาณาจักร เดอะ คริสตัล เดิมครอบครัวเอี่ยมสกุลรัตน์ไม่ได้เดินบนเส้นทางสายอสังหาริมทรัพย์ โดยหลังจบการศึกษาจากอเมริกา กวีพันธ์เริ่มต้นการทำงานในแวดวงสายการเงิน จากการเป็นที่ปรึกษางานระบบ ให้คำปรึกษาแก่บริษัทต่างๆ งานควบคุมการผลิต บัญชี และให้คำปรึกษาด้านการระดมทุน การควบรวมกิจการ มีประสบการณ์ในการดูแลบริษัทชั้นนำในประเทศไทยมากมาย เช่น ธนาคารกสิกรไทย บริษัท เทเลคอม เอเซียฯ บริษัท ทีที แอนด์ ทีฯ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ล็อกซเล่ย์ฯ บริษัทแสงโสมฯ ฯลฯ แต่เนื่องจากคุณพ่อของกวีพันธ์มีที่ดินสะสมไว้ ในฐานะลูกชายคนเดียวจึงนำบางส่วนมาพัฒนา ซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อน ในสายตาของคนทั่วไปอาจจะมองว่าทำเลเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา แทบไม่มีอะไรเลย หากแต่วิสัยทัศน์ของกวีพันธ์ไม่ได้มองเช่นนั้น

“เราถือเป็นทำเลที่ใกล้เมืองที่สุดที่ไม่ใช่เป็นดาวน์ทาวน์ ตอนที่เราเริ่มสร้างหมู่บ้านในยุคนนั้น ถ้าจะซื้อหมู่บ้านหรูๆ ต้องไปถึงบางนา พุทธมณฑล แต่เรามองว่าตรงนี้ใกล้กว่าเยอะ ถ้ารถไม่ติด 15-20 นาทีก็เข้าเมืองหรือสนามบินได้แล้ว บ้านของผมเองก็อยู่ตรงนี้ เพราะเราเห็นทำเลตรงนี้ว่าน่าจะสร้างเมืองใหม่ได้ เพราะภาครัฐก็สร้างถนนไว้อย่างดี เมื่อเรามาพัฒนาก็เจอตลาดจริงๆ และค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ” กวี กวีพันธ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เค.อี. เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นของอาณาจักร เดอะ คริสตัล

พิสูจน์ฝีมือจากโครงการแรก คริสตัล วิลล์ โครงการทาวน์เฮาส์กว่า 30 ยูนิต ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2544 และค่อยๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ไม่ได้คาดคิดว่าสิ่งที่เริ่มต้นจะกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างวันนี้ แต่นาทีนี้เมื่อเอ่ยถึงแลนด์มาร์กบนถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ไม่มีใครไม่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็น คริสตัล พาร์ค โครงการคฤหาสน์สไตล์เบเวอร์ลี่ ฮิลล์ ระดับ 80 ล้านบาท, แกรนด์ คริสตัล โครงการบ้านเดี่ยวสไตล์คฤหาสน์คอนเทมโพรารี แคลิฟอร์เนีย, เดอะ คริสตัล คอมมูนิตี้ มอลล์, คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ศูนย์ดีไซน์ครบวงจรแห่งแรกใหญ่ที่สุดในไทยและเอเชีย

“เราไม่ได้วางแผนนานขนาดนั้นว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ๆ ทุกอย่างมาจากสถานการณ์พาไปจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เมื่อแรกเราสร้างหมู่บ้าน ต่อมาสร้างมอลล์ ดึงคนมาใช้บริการ จากนั้นก็สร้างซีดีซีให้เหมือนเป็นแหล่งทำงาน แหล่งรวบรวมวัสดุก่อสร้างพรีเมียม ฉะนั้น คนที่ต้องการตกแต่งบ้านก็จะมาทำที่นี่ จากตรงนั้นเราพบว่าจุดนี้กลายเป็นทำเลธุรกิจที่มีคนในแวดวงอาร์ทิสต์ สถาปนิก เข้ามารวมตัวกัน เกิดเป็นตลาดคนอีกแบบหนึ่ง” หัวเรือใหญ่แห่ง เดอะ คริสตัล ฉายให้เห็นการเติบโตของธุรกิจที่มีการเชื่อมโยงและเอื้อประโยชน์กันและกัน จนมาถึงการขยายพื้นที่ศูนย์การค้าเฟสใหม่ ภายใต้ชื่อ คริสตัล วีรันด้า

“ถึงตอนนั้นเรามาโฟกัสว่าชอปปิ้งเซ็นเตอร์ที่แตกต่างจะต้องเป็นอย่างไร เนื่องจากเรามีลูกค้าเป็นแฟนพันธุ์แท้เยอะ คริสตัล วีรันด้า จึงเป็นชอปปิ้งมอลล์ที่ผู้คนเข้ามาใช้ชีวิต เป็นกลุ่มครอบครัว เราจึงครีเอตที่นี่เป็นคล้ายๆ ล็อบบี้โรงแรม เพราะคนที่มาที่นี่ คือ เข้ามาใช้ชีวิต มาแฮงเอาต์ มานัดบิสซิเนสพาร์ตเนอร์”

ภรรยา คู่คิดคู่สร้าง

แนวคิดเหล่านี้ไม่เพียงมาจากวิสัยทัศน์อันยาวไกลเท่านั้น หากแต่ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพราะกวีพันธ์มีผู้ช่วยคนสำคัญที่เป็นทั้งคู่ชีวิต คู่คิด คู่สร้าง อย่าง “ตุ๋ม-ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์” ที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ผู้บริหารที่ใช้ “Passion” เป็นเข็มทิศในการทำงาน ภายใต้บทบาท กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เค.อี. ดูแลภาพรวมองค์กรและกิจกรรมทางการตลาดทั้งหมดตั้งแต่ยุคริเริ่ม จนสร้างย่านเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ให้ได้ชื่อว่าเป็น “เบเวอร์ลี่ ฮิลล์ เมืองไทย”

“เรามองว่าเราเป็นลักชูรีโปรเจกต์ ตอนสร้างหมู่บ้านจึงวางคอนเซ็ปต์เป็นบ้านสไตล์แคลิฟอร์เนีย ทั้งบรรยากาศ สถาปัตยกรรม เราได้แรงบันดาลใจมาจากเบเวอร์ลี่ ฮิลล์ ต้องบอกว่าเราศึกษากลุ่มลูกค้าที่มีฐานะมีกำลังซื้อ จะชอบบ้านแบบคอนเทมโพรารี สถาปัตยกรรมมีดีไซน์ วัตถุดิบทุกอย่างใช้แบรนด์อันดับหนึ่งจากอเมริกาทั้งหมด จากนั้นก็คิดว่าคนที่มาแชร์และพัฒนาไปพร้อมกันบนถนนนี้ ต้องเป็นท็อปคอลเลกชันของแบรนด์นั้นๆ จึงเป็นที่มาของซีดีซี ทำให้เรามีเพื่อนบ้านเป็นไฮเอนด์บนถนนนี้ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเติบโต”

“ถามว่าวิธีคิดแบบนี้มาจากไหน คิดว่ามาจากประสบการณ์ที่เราเดินทาง ส่วนตัวเป็นคนดูโครงการมาค่อนข้างเยอะและมีแพสชั่น ถ้าอยากจะทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด เลยเป็นที่มาให้เรามีแรงบันดาลใจที่ดี” ศุภานวิตเล่าถึงหลักคิดในการทำงานที่ยังคงยึดถือมาถึงวันนี้ ซึ่งในยุคนั้น เดอะ คริสตัล นับเป็นเจ้าแรกๆ ที่บุกเบิกหมู่บ้านระดับไฮเอนด์ในย่านนั้น และล่าสุดมาถึงการเปิดเฟสใหม่ คริสตัล วีรันด้า ที่เธอเข้ามาลงลึกตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์ ฝังเสาเข็ม ก่อสร้าง ตกแต่ง ไปจนถึงการคัดสรรร้านค้าที่เลือกเฟ้นมาแล้ว เรียกว่าลงดีเทลทุกรายละเอียด

ต่อยอดสู่ “คริสตัล วีรันด้า”

“คริสตัล วีรันด้า” เป็นชอปปิ้งไลฟ์สไตล์คอนเซ็ปต์ใหม่ มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท (อยู่ในบริเวณเดียวกับ ศูนย์การค้า เดอะ คริสตัล เฟส 1 และ 2) ที่นำไอเดียด้านดีไซน์ในสไตล์คอนเทมโพรารี เอเลแกนซ์ มาสร้างบรรยากาศเหมือนโรงแรมห้าดาวไว้ต้อนรับลูกค้า รวมไอเดียงานดีไซน์ระดับโลกมาตกแต่งทั่วทั้งศูนย์ เพื่อให้เข้ามาพักผ่อนได้ในบรรยากาศโก้หรูแต่อบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเพดานสูงโปร่งอย่าง Opera House, การจัดวางพื้นที่โถงส่วนกลางไว้บริการลูกค้า คริสตัล เลานจ์, ลิฟต์แก้ว คริสตัล ออกแบบโดยใช้กระจกสีแชมเปญตัดต่อเป็นเส้นสายร้อยเรียงคริสตัล แม้แต่คริสตัลแชนเดอเลียร์ ก็สั่งออกแบบพิเศษจากอิตาลี

“เรามองว่าที่นี่ต้องมีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเอง จึงใส่ใจในทุกรายละเอียดของการตกแต่ง เนื่องจากเรามีประสบการณ์จากลูกค้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นลูกค้าพรีเมียมอยู่แล้ว ทุกร้านที่นี่ยอดดี เพราะกลุ่มลูกค้าตั้งใจมาซื้อและมีกำลังซื้อสูง อีกอย่างเราพยายามที่จะพัฒนาโปรแกรมบริการลูกค้าให้ดีขึ้น เพราะลูกค้าที่นี่มีความคาดหวังสูง เราจึงเน้นความสะดวกสบาย ตั้งแต่ที่จอดรถสะดวก มีทางเชื่อมบันไดเลื่อน มีการสำรวจลูกค้าว่ายังต้องการอะไร หรือต้องการร้านอาหารประเภทไหน อย่างตอนนี้เทรนด์อาหารญี่ปุ่น อาหารตะวันตก อาหารสุขภาพ กำลังมาแรง เราก็จะเติมเต็มตรงนี้ให้มากขึ้น เพราะเราอยากตอบโจทย์ให้ครบ”

กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็น ทุกอย่างล้วนเกิดจากการทำการบ้านมาอย่างละเอียด ก่อนจะตกผลึกออกมาเป็น 5 โซน ประกอบด้วย 100 กว่าร้านค้าชื่อดัง ได้แก่ คริสตัล เฟรนด์ลี่ ฟัน ที่มีไฮไลต์อยู่ที่โรงภาพยนตร์ SFX การันตีความหรูหราและมีระบบเสียงที่ทันสมัยที่สุด ครั้งแรกของเมืองไทยกับไอเดียที่บินตรงจากอเมริกา, คริสตัล เฟวิลิต ฟู้ด รวมสุดยอดร้านอาหารอินเทรนด์และคาเฟ่ชื่อดัง, คริสตัล ฟิต แอนด์ เฟิร์ม, คริสตัล เฟบูริส แฟชั่น คอสเมติก ไลฟ์สไตล์ และไอที, คริสตัล ฟูล ออฟ แฟสซิเนชั่น รวมงานดีไซน์ระดับโลก

“เพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่เดือน ลูกค้าของเราเป็นลูกค้าที่มาใช้เวลาอยู่ในนี้จริง ก็รู้สึกดีใจที่เราสามารถสรรสร้างความสุขให้กับลูกค้าได้ คิดว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเรา คือการสร้างตึกให้สวยให้ดี สำหรับเราอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีความสุขและมาใช้บริการได้ เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขยิ่งกว่า ช่วยให้เราพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง” ตุ๋ม ศุภานวิต เผยถึงความภูมิใจจากความทุ่มเทในการทำงาน

ครอบครัวกลมเกลียวหรรษา

ตั้งใจมุ่งมั่นกับการทำงานขนาดนี้ นอกจากการมองการณ์ไกลที่แตกต่าง และการทำงานที่เต็มไปด้วยแพสชั่นแล้ว อีกหนึ่งแรงกำลังใจ คือ ครอบครัว ที่ต้องเอ่ยปากว่าเป็นครอบครัวกลมเกลียวหรรษา ประกอบไปด้วยหัวหน้าครอบครัวอย่าง “กวีพันธ์-ศุภานวิต” แล้วยังตามมาด้วย 3 หนุ่ม (3 มุม) สุดหล่อที่กำลังอยู่ในวัยเนื้อหอมและแตกเนื้อหนุ่มกันทุกคน ประกอบด้วยพี่ชายคนโตอย่าง “กวินทร์” (วัย 22 ปี) ตามมาด้วยน้องชายคนรองและคนเล็กอย่าง “กฤษฏิ์” (วัย 20 ปี) และ “กษิต” (วัย 16 ปี) ที่แต่ละคนถือว่าได้ดั่งใจคุณพ่อคุณแม่ไปเสียหมด

แต่สาเหตุที่ไม่ค่อยได้เห็นหน้าค่าตาหาตัวยากนั้น เพราะคุณแม่ส่งทั้ง 3 หนุ่มไปเรียนต่างแดนไกลถึงอเมริกากันตั้งแต่ไฮสคูล หากทุกครั้งที่ได้โอกาสรวมตัวก็สร้างความเฮฮาได้เสมอ ซึ่ง Celeb Online ได้โอกาสคว้าตัวลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่าง “กวินทร์” มานั่งจับเข่าคุยกันแบบตัวเป็นๆ พร้อมกับคุณพ่อคุณแม่

“สามคนสามคาแรกเตอร์เลยค่ะ แต่ทุกคนมีข้อดีเหมือนกัน คือมีความรับผิดชอบในเรื่องการเรียนของตัวเอง ช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ คนโตจะเป็นผู้ใหญ่สุขุมหน่อย ดูแลน้องๆ ได้ คนที่สองจะมีความคล่องแคล่ว ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ คนเล็กจะซนหน่อย แต่ก็เป็นคนเชื่อฟัง” คุณแม่ตุ๋มเริ่มต้นพูดถึงลูกๆ ที่อยู่ในวัยกำลังโต

แม้จะต่างคาแรกเตอร์ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเหมือนกัน คือ เป็นคนชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นนิสัยที่ซึมซับมาจากการอบรมและถ่ายทอดโดยตรงจากสายเลือด โดยเฉพาะความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ถึงไปเรียนต่างแดน ก็ไม่ได้ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องกังวลใจ

“ส่วนใหญ่เขาจะใช้ชีวิตเรียนที่เมืองนอก ก็รู้สึกไม่ห่วงว่าเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อาจจะมีคิดถึงบ้าง แต่เราก็ผลัดกันไปเยี่ยม ปีละ 2-3 ครั้ง ยังใกล้ชิดกันเหมือนเดิม คือเราหล่อหลอมให้เขาเป็นคนมีความคิดในการดำเนินชีวิต มีความรับผิดชอบไม่ว่าจะทำเรื่องอะไร อย่างเรื่องกีฬาทุกคนก็เอาจริงเป็นนักกีฬาโรงเรียน อย่างเรื่องเที่ยวก็แบ่งเวลาให้เป็น คือต้องมีเป้าหมายในชีวิต ต้องรู้ว่าเป้าหมายคืออะไร แต่ก็ไม่ถึงกับเข้มงวด ปล่อยไปตามสบาย คิดว่าทุกคนเป็นผู้ใหญ่พอสมควร ก็รู้สึกแฮปปี้กับลูกๆ เวลามีอะไรก็จะมาบอก มาขออนุญาตกันก่อน” คุณแม่ศุภานวิต เล่าถึงสิ่งที่ปลูกฝังให้กับลูกชายทั้ง 3

“ส่วนใหญ่พี่คนโตก็คอยดูแลน้องๆ พวกเขาเริ่มมีชีวิตส่วนตัว แต่อาจจะยังชอบไปไหนด้วยกัน ไปทานข้าวด้วยกัน บางทีพวกเราก็ไปสกี หรือน้องเล็กบางทีถ้ามีวันหยุดเขาก็จะนั่งรถบัสโรงเรียนมานิวยอร์กมาหาพี่ชาย ถึงแต่ละคนจะอยู่คนละเมือง แต่ก็ยังใกล้ชิดกันอยู่” คุณพ่อกวีพันธ์เสริม

กีฬา-การเดินทาง กิจกรรมสานสัมพันธ์

ถึงห่างด้วยระยะทาง แต่ความผูกพันสนิทสนมกลมเกลียวยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย อาจเพราะครอบครัวนี้มีความสนใจหลายอย่างเหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือ ความชื่นชอบในเรื่องของกีฬาและการเดินทางท่องเที่ยว

กวีพันธ์ : เด็กๆ ชอบเล่นกีฬากันทุกคน สมัยก่อนอยู่เมืองไทยเรียนหนังสือวันธรรมดา วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็เล่นกีฬาของโรงเรียน ไม่มีไปแตกแถว ตัวผมเองก็ไปตีกอล์ฟด้วยกันกับลูกๆ ด้วย แต่ส่วนใหญ่เขาจะชอบเล่นฟุตบอล ว่ายน้ำ แค่นี้ก็ใช้เวลาหมดไปแล้ว อย่างคุณตุ๋มจะมีตีกอล์ฟ ตีเทนนิส วิ่งและเข้าฟิตเนส แต่ผมจะชอบอีกแบบเน้นฟรีสไตล์มากกว่า แล้วก็มีเทรนเนอร์ส่วนตัว

ศุภานวิต : ตุ๋มเป็นคนแอกทีฟ ชอบเล่นกีฬา เพราะฉะนั้นพลังงานไม่ค่อยหมด ทุกเช้าต้องไปวิ่ง เข้าฟิตเนส ยิ่งลูกๆ ชอบเล่นกีฬาหนักกว่าคุณแม่เสียอีก

กวีพันธ์ : ผมว่าแม่ได้อิทธิพลจากลูกมากกว่ากระมัง (หัวเราะ) เพราะผู้ชายบ้านนี้เล่นกีฬากันหมด แต่คุณตุ๋มชอบวิ่งจริงๆ อย่างปีที่แล้วพวกเราไปทริปนั่งเรือแบบริเวอร์ ครุยส์ แวะจอดตามเมืองเล็กๆ คุณตุ๋มก็ยังแวะไปวิ่งตามชนบทแทบทุกเมือง

ศุภานวิต: อย่างเรื่องจัดทริปไปเที่ยวทั้งครอบครัว พวกเราจะนัดกันปีละ 2-3 ทริป ไปเที่ยวด้วยไปดูงานด้วยกัน คือชอบเดินทาง ไปดูความหลากหลาย ไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ดูไลฟ์สไตล์ผู้คน ดูสถาปัตยกรรม เพราะพวกนี้เราสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้กับงาน กับธุรกิจ ซึ่งทุกคนก็อินกันหมด

กวีพันธ์ : คุณตุ๋มจะชอบถ่ายรูป อย่างปีที่แล้วไปสเปน ขับรถเที่ยวกันไป 5 คน ส่วนใหญ่เราจะนัดกันไปช่วงปิดเทอมใหญ่กับปิดเทอมคริสต์มาส ไปแต่ละครั้งก็ต้องไปดูอย่างอื่นด้วย เพราะเราทำธุรกิจ ก็ต้องดูว่าโลกรอบด้านเป็นอย่างไรกันแล้ว

ศุภานวิต : ทุกปีพวกเรา 5 คน จะแพลนออปชั่นโหวตกันว่าจะไปไหนดี จะไปนิวยอร์ก หรือนั่งเรือ หรือไป Milan Fair ที่ผ่านมาก็ไปมาเกือบทั่วโลกแล้ว คุณกวีพันธ์กับลูกจะชอบเรื่องการเดินทางมาก ทริปเยอะ

เรียกว่ามีโอกาสพูดถึงกิจกรรมโปรด ดูเหมือนทุกคนจะมีเรื่องเล่าให้ฟังได้ไม่มีหมดเลยทีเดียว

ลูกไม้ใต้ต้น ว่าที่หนุ่มอสังหาริมทรัพย์

หันมาที่หนุ่มน้อยคนเดียวของการสนทานาครั้งนี้ ที่เชื่อว่าหลังจบการศึกษาและกลับมาเมืองไทย ต้องขึ้นแท่นอีกหนุ่มเนื้อหอมของบ้านเราเป็นแน่ โดยตอนนี้หนุ่ม “วิน กวินทร์” กำลังศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ไม่เพียงเป็นหนุ่มนักกิจกรรมที่มีความมุ่งมั่นกับอนาคตของตัวเองเท่านั้น แถมยังเป็นหนุ่มนักกีฬาตัวยง เล่นทั้งฟุตบอล บาสเกตบอล กอล์ฟ สกี พายเรือ เบสบอล และเทนนิส ขนาดว่าเคยได้รับตำแหน่งกัปตันทีมฟุตบอล สมัยเรียนที่ ISB และได้รับรางวัลนักกีฬาฟุตบอลยอดเยี่ยมมาแล้ว

“ผมเป็นคนสนใจด้านธุรกิจ และเราก็เติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว ก็อยากจะศึกษาทางด้านนี้ แต่ที่เลือกเศรษฐศาสตร์ เพราะว่าจะได้เห็นภาพกว้างหน่อย ชีวิตการเรียนก็สนุกดี แต่ก็เรียนหนักมาก ทำการบ้านวันละ 7-8 ชั่วโมง นี่ถือว่าไม่แปลก เพราะสังคมที่นั่น ทุกคนทำงานกันหนักมาก มุ่งมั่นมากกับอนาคตของตัวเองว่าอยากทำอะไร อาจเพราะอยู่เมืองนิวยอร์กด้วยทุกคนก็จะดูรีบเร่ง แอกทีฟตลอดเวลา ต่างจากตอนเรียนไฮสคูล ซึ่งอยู่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สภาพแวดล้อมจะเป็นฟาร์ม บรรยากาศก็จะสบายๆ ชิลๆ มากกว่า” หนุ่มวินเล่าถึงชีวิตการเรียนที่เมืองแอปเปิล

ถึงจะอยู่ในวัยกำลังเรียน แต่กวินทร์ก็มีความสนใจเรื่องธุรกิจและค้นพบเป้าหมายของตัวเอง บวกกับความเป็นคนชอบเรียนรู้และต้องการแสวงหาประสบการณ์การทำงานใหม่ๆ เขาจึงมักอาสาไปฝึกงานกับบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน การลงทุนชั้นนำหลายแห่ง อาทิ Phatra securities, Alpha Absolute, กระทรวงพลังงาน อีกทั้งยังเข้ามาศึกษาธุรกิจของครอบครัวอยู่เสมอทุกครั้งที่มีโอกาสกลับมาเมืองไทย อาจเพราะซึมซับมาจากคุณพ่อคุณแม่ที่มักจะพาเขามาดูงานที่ทำงานอยู่เสมอตั้งแต่เล็ก โดยเขาเข้ามาฟังการประชุมเพื่อเรียนรู้การทำงานของบริษัทตั้งแต่อยู่มัธยม และก้าวมาช่วยงานที่บริษัทมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย

“ตอนนี้มาช่วยดูงานด้านออนไลน์ให้กับบริษัทของครอบครัว พยายามค้นหาแนวทางใหม่ๆ ในการพับลิกศูนย์ฯ รวมถึงการเก็บข้อมูลลูกค้าต่างๆ ให้เป็นระบบ เพื่อให้สามารถเจาะลึกความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น การลงทุนในโปรเจกต์ใหม่ๆ ก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากคุณพ่อคุณแม่ ท่านเป็นคนทำงานหนัก ตั้งใจ ทุ่มเท มีแรงบันดาลใจในการทำงาน”

“ท่านจะให้เราลองทำเอง ลองติดต่อเอง เราอาจไปขอคำปรึกษาจากคุณพ่อว่าแบบนี้เป็นอย่างไร ควรทำหรือไม่ คือคุณพ่อคุณแม่เป็นเหมือนที่ปรึกษามากกว่า ที่ผ่านมาคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเรามาแบบปล่อยให้เราเป็นอิสระ แต่จะสอนให้มีหลักคิด มีเหตุผล ก่อนทำอะไรคิดถึงผลที่จะตามมาว่าเป็นอย่างไร”

อีกไม่ถึงปีหนุ่มน้อยคนนี้ก็จะเรียนจบปริญญาตรีแล้ว แม้ว่าใจจริงอยากกลับมาสานต่อการทำงานของครอบครัว แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะต่อปริญญาโทสาขาที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นอีกสาขาที่เขาสนใจ เพื่อนำมาใช้กับธุรกิจของครอบครัวให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ...เอาเป็นว่าอีกไม่กี่ปีคงจะได้เห็นหนุ่มไฟแรงคนนี้ออกมาวาดลวดลาย พิสูจน์ให้เห็นฝีมือกันบ้าง :: Text by FLASH


กำลังโหลดความคิดเห็น...