xs
xsm
sm
md
lg

[เซเลบแฝด] ฐิตินันท์-ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ เราคือของขวัญที่พิเศษที่สุดของกันและกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

(ซ้าย)กลาง-ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์, (ขวา)ก้อย-ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์
11th Anniversary Celeb Online Magazine
ในโอกาสครบรอบ 11 ปี พบกับสัมภาษณ์พิเศษเซเลบริตี้คู่แฝดที่ประสบความสำเร็จ 11 คู่ ตลอดเดือนตุลาคมนี้

>>ว่ากันว่า “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้” แต่หลังจากอ่านเรื่องราวของฝาแฝด “ก้อย-ฐิตินันท์” และ “กลาง-ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ฝาแฝดที่เกิดปีเสือตอนกลางคืนทั้งคู่แล้ว คงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะทั้งคู่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แท้จริงแล้ว “เสือ(สาว)สองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันได้” แถมอยู่กันได้อย่างดีทีเดียว

ทุกวันนี้แม้ทั้งสองจะต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัว ต่างมีภาระหน้าที่ของตัวเอง โดย “กลาง-ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” นั่งตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มสารสนเทศการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รับผิดชอบด้านการทำการตลาดออนไลน์ของ ททท.ทั้งหมด ส่วน “ก้อย-ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์” เป็นนักธุรกิจสาวด้านเรียลเอสเตท, ทำธุรกิจค่ายมวยเลเจนด์ ไทย บ๊อกซิ่ง รวมถึงเป็นผู้ผลิตเครื่องสำอางภายใต้แบรนด์บองบอง คอสเมติกส์

นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน แต่ทั้งคู่ยังไปมาหาสู่กันตลอด ยิ่งทั้งคู่ก้าวสู่สถานะการเป็นแม่ในเวลาใกล้เคียงกัน ยิ่งเพิ่มความสนิทสนม เพราะเข้าใจหัวอกการเป็นแม่เป็นอย่างดี แถมทั้งคู่ยังรักและเอ็นดูลูกของอีกฝ่ายราวกับเป็นลูกแท้ๆ ก็ไม่ปาน

กลางในฐานะแฝดผู้พี่ เปิดฉากเล่าถึงวันที่ทั้งคู่ลืมตาดูโลกว่า เราเป็นแฝดแบบธรรมชาติ ตอนที่คุณแม่ตั้งท้องสมัยก่อนไม่ได้อัลตราซาวด์ จึงไม่รู้ตัวว่ามีลูกแฝด เพียงแต่สงสัยว่าทำไมท้องถึงมีขนาดใหญ่มาก น้ำหนักเพิ่มขึ้นเยอะมากตอนท้อง

“ตอนที่คุณแม่คลอดคนแรกออกมาแล้ว ยังไม่รู้เลยนะว่าจะมีคนที่สอง ตอนคลอดคนแรกเสร็จเขาจะเข็นไปเก็บหมอบอกว่ายังมีอีกคนอยู่ในท้อง ก็เลยรู้ว่ามีลูกแฝด เราเกิดห่างกันประมาณ 7 นาที คลอดมาช่วงเที่ยงคืนกว่า เราเกิดปีเสือทั้งคู่” ก้อยช่วยเสริม

กลางเล่าว่า ความทรงจำในวัยเด็กยังชัดเจนว่า คุณแม่จะดุมากส่วนพ่อไม่ดุเลย แต่พอโตมา เริ่มสลับกันคุณพ่อจะค่อนข้างเฮี้ยบ คุณแม่จะใจดีแทน

“ก้อยว่าที่คุณแม่ดุ ส่วนหนึ่งเพราะได้อิทธิพลจากคุณยาย คุณยายค่อนข้างมีระเบียบ แต่ท่านก็เลี้ยงลูกได้ดี ถ้าเกิดทะเลาะกัน คุณแม่จะไม่สืบสวนว่าใครผิดใครถูก คือ ถ้าร้องไห้ คือโดนทำโทษทั้งสองคนตอนนั้นด้วยความเป็นเด็ก เวลาแม่พูดว่า ทำไมต้องทะเลาะกัน เราจะคิดว่า แค่เล่นกัน ทำไมแม่ต้องบ่นตลอด แต่พอมีลูกเองรู้เลยว่า มันปวดหัวจริง ที่แม่พูดว่าปวดหัวมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ยิ่งเราเป็นฝาแฝดแล้วไม่ยอมกัน ถ้าพ่อซื้อของอะไรมา เราก็จะแย่งกันแล้ว เราชอบอันไหน ก็จะแย่งเอาอันที่เราชอบ คือมันกลายเป็นว่าแม่ต้องปรามด้วยการใช้วิธีการตี ไม่งั้นเอาไม่อยู่”

สอดคล้องกับความเห็นของกลางที่บอกว่า สมัยก่อนคุณแม่ดุ ก็ไม่เข้าใจ พอตอนนี้มีลูกเองเข้าใจแล้ว ยิ่งลูกกลางกับลูกก้อยสนิทกันมากๆ เหมือนพี่น้องกันเลย ลูกของเธอจะเรียกก้อยว่าหม่ามี้ ส่วนลูกก้อยเรียกเธอว่าแม่ เราต่างรักลูกของกันและกันเหมือนลูกแท้ๆ ของตัวเอง และด้วยความที่พวกเขาอายุห่างกันแค่ 1 ปี เลยรักและสนิทกันมาก แต่บางครั้งเล่นกันก็มีทะเลาะกันบ้าง ซึ่งโมเมนต์ที่ทะเลาะกันนั้นเราเข้าใจคุณแม่เลย

ด้วยความที่ช่วงชีวิตสมัยเด็ก ต่างฝ่ายต่างเป็นตัวละครสำคัญในชีวิตของกันและกัน เรื่องความสนิทสนมของทั้งคู่นั้นไม่ต้องบรรยาย ก้อยบอกว่า เราเรียนด้วยกัน นอนห้องเดียวกันตั้งแต่เด็ก เพราะด้วยความที่เราเป็นแฝด เป็นผู้หญิงคู่เดียวของบ้าน พ่อแม่จะจับให้เราอยู่ด้วยกันตลอด เรียนอนุบาลด้วยกัน เรียนสตรีวิทยาด้วยกัน มีตอนเดียวที่แยกกันคือตอน ม.1 เราอยู่คนละห้อง พอ ม.2-6 เราเรียนห้องเดียวกันตลอด

“ก้อยจะวีรกรรมเยอะ พี่กลางจะออกแนวเรียบร้อย เพราะฉะนั้นคุณครูจะบอกเลยว่า ถ้าแฝดสองคนนี้ทำไรผิดจะทำโทษก้อยคนเดียว เพราะเขาจะคิดว่าก้อยเป็นคนทำแน่นอน สมมติเราคุยเล่นกันในห้อง พี่จะเป็นคนที่ถูกยกเว้นไม่ต้องถูกทำโทษ เพราะครูจะบอกว่า ถือว่าก้อยเป็นคนพูดแล้วกัน” กลางเสริมน้องสาว
กลาง-ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
ขณะที่ก้อยเล่าอย่างออกรสว่า เฮี้ยวไม่เฮี้ยวคิดดูว่า สมัยก่อนเรามีฉายาว่าแฝดสวรรค์กับแฝดนรก แน่นอนว่าก้อยเป็นแฝดนรก ซึ่งเธอก็ยอมรับ เพราะสมัยนั้นเฮี้ยวจริงๆ

หลังจากได้พูดคุยใกล้ชิดกับสองสาวมาสักพักใหญ่ เริ่มสังเกตเห็นว่า ทั้งคู่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันมาก เรียกว่า ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทอาจมีสับสน แต่ทั้งสองสาวกลับบอกว่า ตอนนี้ยังแยกง่ายกว่าสมัยก่อน เพราะสมัยเด็กดูเหมือนกันมากกว่าตอนนี้อีก

ก้อยบอกว่าเราเป็น Identical Twins เป็นแฝดเหมือน เกิดจากไข่ใบเดียวกันแล้วแตกเป็นตัวอ่อนสองตัว ถ้าดูรูปตอนเด็กๆ เราจะเหมือนกันมาก ทั้งขนาดตัว รูปหน้า โครงหน้าเหมือนกันหมด แต่เราจะมาแตกต่างกันตอนที่เราเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเราเรียนคนละที่ ตอนไปเรียนต่อปริญญาโทก็คนละประเทศ

“ถ้าแยกสรีระ หน้าตาอาจจะยาก แต่ถ้าแยกจากบุคลิกจะง่ายกว่า ช่วงที่เราทั้งคู่ดูต่างกันมากที่สุด คือ ช่วงที่เราทั้งคู่ไปเรียนต่างประเทศ กลางไปเรียนอังกฤษ 1 ปี เขาเรียนหนัก อยู่หอพัก จะผอม แต่เราไปเรียนสหรัฐอเมริกา 2 ปี เพื่อนเยอะ ตอนไปเรียนน้ำหนักขึ้น 6-7 กิโลกรัม ช่วงนั้นเห็นความต่างชัดเลย”
ก้อย-ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์
ก้อยยอมรับว่า ช่วงที่ห่างกัน ก็คิดถึงกัน ยิ่งสมัยก่อน เทคโนโลยียังไม่ได้ทันสมัยแบบนี้ ก็ใช้ส่งจดหมาย เล่นไอซีคิว เอ็มเอสเอ็น อีเมลหากัน ติดต่อผ่านสไกป์หากันตลอด

“ถามว่าสนิทกันขนาดนี้มีงอนหรือทะเลาะกันบ้างมั้ย พี่กลางจะใจเย็น ก้อยจะขี้งอนกว่า เวลางอนก็ไม่ง้อ เดี๋ยวเคลียร์กันเอง บางทีทะเลาะกัน แต่เดี๋ยวพอมีเรื่องอื่นเข้ามาคุยก็ลืมเรื่องที่ทะเลาะกันไปแล้ว ขอให้ได้บ่น ได้ว่าก็จบ”

อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไปมีครอบครัว มีภาระหน้าที่ของตัวเอง แต่ความผูกพันของทั้งคู่ไม่เคยลดน้อยถอยลง

“ตอนนี้ก้อยก็มีธุรกิจของตัวเองก็เลยยุ่ง พี่กลางก็มีงาน แต่เราก็จะคุยกันทุกวัน จนบางครั้งก็มากเกินนะ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่จะคุยเรื่องลูก เอาลูกมาทำกิจกรรมด้วยกัน อันนี้เป็นความโชคดีมากๆ ที่ลูกเรารักฝาแฝดเราเหมือนแม่ แล้วก้อยก็ดูแลลูกได้ดีเหมือนแม่ ดีเท่าแม่เลย สมมติตอนกลางคืน ก้อยต้องไปออกงาน ลูกเขาก็มาอยู่กับเราได้เหมือนอยู่บ้าน”

ก้อยบอกว่าพอลูกเริ่มโต เราจะสอนเขาว่าฝาแฝดคืออะไร สมัยนี้ฝาแฝดเยอะมาก เขาก็เจอที่โรงเรียน เราจะบอกว่าจริงๆ ฝาแฝดก็คือพี่น้องกัน ถึงเราจะเป็นฝาแฝดแต่เราก็รักกันเหมือนพี่น้อง

“ลูกพี่ก็จะบอกว่าทำไมแม่ก้อยสวยกว่าแม่กลาง” กลางเล่าเสริมอย่างติดตลก
ถามถึงเซนส์ของความเป็นฝาแฝด กลางบอกว่า แต่ก่อนเยอะมาก ตอนเด็กๆ คิดแทนกันได้ ทุกวันนี้อาจจะน้อยลง แต่ก็ยังรู้ใจกันนะ บางครั้งเรารู้ว่าเขาคิดอะไร ก็เลยทะเลาะกัน (หัวเราะ)

“สมัยก่อนที่มากกว่านี้ เพราะเราอยู่ในบ้านเดียวกัน อยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ทุกอย่างแชร์ร่วมกัน อย่างถ้าคนหนึ่งป่วย อีกคนหนึ่งป่วยเป็นเรื่องที่ปกติมาก มีครั้งหนึ่งเราเข้า รพ.พร้อมกันทั้งคู่ เพราะแย่งกันกินเชอร์รี บางทีเราก็มีความนึกคิดคล้ายๆ กันนะ อันนี้เป็นมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ก็ยังมี รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไง ถ้าถามคำถามเดียวกัน เราก็พอจะรู้แล้วว่าพี่เราจะตอบว่าอะไร” ก้อยขยายความ

มาถึงวันนี้ แม้ทั้งคู่จะผ่านทั้งช่วงเวลาที่มีเสียงหัวเราะ และคราบน้ำตามาด้วยกัน มีวันที่ยิ้มให้กันเถียงกันตามประสา แต่ความผูกพันที่ทั้งคู่ร่วมกันถักทอมาตั้งแต่เด็กยังคงเหนียวแน่น และเมื่อมองย้อนกลับไป ทั้งคู่ต่างรู้สึกขอบคุณที่ได้เกิดมาเป็นฝาแฝดกัน

“สำหรับกลาง การเป็นแฝดเป็นอะไรที่สเปเชียลนะ ทุกคนที่เป็นฝาแฝดบอกเลยว่า เขามีบุญอยู่แล้ว เพราะอย่างน้อยเราก็มีคนที่เราสนิทด้วยมากๆ พี่ไม่รู้ว่าฝาแฝดชายหญิงเขาจะสนิทกันอย่างไร แต่ฝาแฝดที่เป็นเพศเดียวกันความสนิทความผูกพันที่มีให้กันมันมาก อย่างน้อยเรายังมีใครอีกคนหนึ่งที่คอยช่วยเหลือเวลาเกิดปัญหา”

“เห็นด้วยกับพี่กลางนะ พี่มองว่า พี่น้องต่อให้สนิทกันยังไงก็สนิทกันในลักษณะพี่น้อง แต่สำหรับฝาแฝดนี่เป็นความโชคดีจริงๆ คือ นอกจากความเป็นพี่น้อง สายเลือดเดียวกัน แต่ยังมีความเป็นเพื่อนเข้ามาเพิ่มอีก ความเป็นเพื่อนหมายความว่าเราจะบ้าจะบอด้วยกันก็ได้ เราจะทำอะไรด้วยกันก็ได้ ทะเลาะกันแป๊บนึงก็ดีกัน เพราะเราคือเพื่อนกัน

บางเรื่องเราอาจไม่กล้าบอกพี่สาว น้องชาย แต่เรากล้าบอกเพื่อน เพราะฉะนั้นถ้าเรามีฝาแฝด เขาก็เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทที่เราคุยได้ทุกเรื่อง” ก้อยกล่าวทิ้งท้าย

Same Same But Different

อยากให้ลองเปรียบเทียบกันและกันเป็นสักอย่างในชีวิต?

กลาง : พี่ก้อยเป็นปากให้พี่ เขาเป็นคนจิตใจดีนะ แต่อาจจะพูดมากไปหน่อย เขาเป็นคนพูดเก่ง เจรจาเก่งมาก อันนี้ยอมรับ นอกจากนี้ยังเป็นแขนซ้าย-ขาซ้ายให้พี่ ทำแทนพี่ได้เลยในทุกๆ เรื่อง

ก้อย : เปรียบเทียบกับอะไรก็ยังเห็นพี่กลางเป็นพี่สาวอยู่ดี เป็นอย่างอื่นไม่ได้ คือ ถ้าเปรียบเทียบไปแล้ว เขาเป็นในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ดีที่สุดแล้ว คำว่า พี่สาว เราก็ให้ความเคารพนะ ถึงจะเป็นฝาแฝด เคารพในความคิดของเขา มีความเป็นผู้นำ จะว่าไปเขาก็เปรียบเหมือนสมองซีกขวาของเรานะ ช่วยคิดนู่นนี่นั่นให้

จุดสังเกตที่แยกความแตกต่างของทั้งคู่คืออะไร?

กลาง : กลางมีไฝที่แก้ม ตอนเด็กๆ กลางจะอ้วนมาก

ก้อย : ก้อยมีไฝที่ปาก ตอนเด็กๆ ก้อยจะผอม :: Text by FLASH
กำลังโหลดความคิดเห็น...