xs
xsm
sm
md
lg

Review : Samsung Galaxy Tab S 8.4 ที่สุดของแท็บเล็ตพรีเมียม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online




การมาของ Galaxy Tab S ถือเป็นการเปิดหน้าใหม่ของตลาดแท็บเล็ตระดับพรีเมียมของซัมซุงก็ว่าได้ หลังจากที่ผ่านมาทำตลาดแท็บเล็ตภายใต้ซีรีส์ Tab มา 3 รุ่นในช่วงที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่มาในครั้งนี้ Tab S ทั้ง 8.4 และ 10.5 ถือได้ว่าเป็นแท็บเล็ตที่มาพลิกภาพลักษณ์เดิมๆให้ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ Tab S คือเรื่องของวัสดุที่นำมาใช้ที่ให้ความรู้สึกแข็งแรงมากขึ้น แต่ยังคงคอนเซปต์ความบางของตัวเครื่อง ในขณะเดียวกันก็อัดหน้าจอมาในระดับ 2K กลายเป็นแท็บเล็ตที่มีความละเอียดหน้าจอสูงที่สุด พร้อมกับสเปกภายในระดับสูงในขณะนี้

การออกแบบและสเปก



ในแง่ของการออกแบบอาจจะมองว่าเป็นการนำ Galaxy S5 มาขยายขนาดให้มีหน้าจอใหญ่ขึ้นก็ไม่ผิด แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีการพัฒนาวัสดุที่ใช้ให้กลายเป็นพลาสติกคุณภาพสูง พร้อมกับขอบโครเมียมโดยรอบ โดยขนาดรอบตัวของ Galaxy Tab S 8.4 อยู่ที่ 212.8 x 125.6 x 6.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 294 กรัม วางจำหน่ายด้วยกัน 2 สีคือ ขาว และ ดำ

ด้านหน้า - สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นหน้าจอขนาด 8.4 นิ้ว ที่ใช้เทคโนโลยี Super AMOLED ความละเอียด WQXGA (2,560 x 1,600 พิกเซล) โดยส่วนบนหน้าจอจะมีช่องลำโพงสนทนา กล้องหน้าความละเอียด 2.1 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์วัดแสง และตรวจจับใบหน้า ล่างหน้าจอจะมี ปุ่มโฮม ที่ใช้เป็นจุดสแกนลายนิ้วมือด้วย ปุ่มเรียกดูแอปฯที่ใช้งานล่าสุด และปุ่มย้อนกลับ



ด้านหลัง - ฝาหลังเครื่องจะไม่สามารถถอดได้ โดยยังคงลวดลายที่เป็นจุดๆ เหมือนใน Galaxy S5 โดยจะมีกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช ถัดลงมาเป็นโลโก้ซัมซุง และสัญลักษณ์มาตรฐานต่างๆ นอกจากนี้จะสังเกตว่ามีปุ่มพลาสติกที่กดลงไปได้ ไว้ใช้สำหรับยึดกับเคสของ Tab S โดยเฉพาะ แบตเตอรีภายใน 4,900 mAh




ด้านซ้าย - จะถูกปล่อยว่างไว้ ด้านขวา - มีทั้งปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ปุ่มปรับระดับเสียง เซ็นเซอร์อินฟาเรต ช่องใส่ไมโครซิมการ์ด และช่องใส่ไมโครเอสดีการ์ด ที่มีฝาปิดอยู่ต้องแงะฝาออกมาก่อน




ด้านบน - เป็นมีช่องลำโพง และไมโครโฟน ด้านล่าง - จะมีทั้งลำโพง ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. พอร์ตไมโครยูเอสบี และไมโครโฟน



สำหรับสเปกภายในของ Galaxy Tab S 8.4 จะมาพร้อมกับชิปเซ็ต Samsung Exynos Octa 5420 ที่เป็นซีพียู 8 คอร์ ใช้ ARM Cortex A15 1.9 GHz และ ARM Cortex A7 1.3GHz ควบคู่กันไป RAM 3 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 16 GB รองรับไมโครเอสดีสูงสุด 128 GB ทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.4.4

ด้านการเชื่อมต่อรองรับทั้ง 3G และ 4G LTE ทุกคลื่นความถี่ที่ใช้ในประเทศไทย พร้อมกับไวไฟ มาตรฐาน 802.11 a/b/g/n/ac บลูทูธ 4.0 MHL ที่ใช้ต่อไมโครยูเอสบีเข้าจอภาพ จีพีเอส แต่ไม่มี NFC ติดมาให้ด้วย

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ



จุดเด่นที่น่าสนใจที่สุดของ Tab S คงหนีไม่พ้นในเรื่องของหน้าจอ ที่นอกจากจะเป็นแท็บเล็ตที่มีความละเอียดมากที่สุดในตลาดด้วยระดับหน้าจอ 2K แล้ว ด้วยการที่ใช้หน้าจอแบบ Super AMOLED ทำให้ได้ภาพที่มีสีสรรสดใส ที่สำคัญคือการพัฒนาเทคโนโลยี Adaptive Display มาช่วยในการแสดงผล โดยตัวเครื่องจะปรับการแสดงผลที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน กล้อง อัลบั้มรูป การรับชมวิดีโอ อ่านอีบุ๊ก วิดีโอคอลล์ ให้สบายตาในการรับชมมากที่สุด



ถัดมาในส่วนของการใช้งาน Tab S ยังคงใช้อินเตอร์เฟส TouchWIz ที่มีการปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานในแท็บเล็ต ด้วยขนาดของไอคอนที่ใหญ่ขึ้นตามหน้าจอ โดยยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถจัดเรียงหน้าหลักได้ด้วยตนเอง ขณะที่ถ้าต้องการติดตามข่าวสาร (Flipboard) รวมไปถึงในหน้าจอล็อกสกรีน ถ้ามีการแจ้งเตือนต่างๆก็จะขึ้นโชว์ในหน้านี้ด้วย



ถัดมาในส่วนของแถบการแจ้งเตือน ผู้ใช้สามารถเข้าสู่การตั้งค้าลัดได้ โดยจะมีแถบบนสุดที่สามารถเลื่อนได้เพื่อเปิด-ปิดการตั้งค่าต่างๆ ถัดลงมาอีกแถวหนึ่งจะเป็นแถบควมคุมความสว่างหน้าจอ และเสียง ในกรณีที่มีการใช้งานโทรศัพท์ หรือ ฟังเพลง ก็สามารถกดควบคุมจากแถบในหน้านี้ได้เช่นเดียวกัน หรือถ้าต้องการเข้าสู่การตั้งค่าลัดทั้งหมดก็สามารถกดที่ปุ่มมุมขวาบนได้



สำหรับแอปพลิเคชันที่บันเดิลมาให้ในเครื่องนั้น ถือว่าค่อนข้างเรียบง่ายกล่าวคือมีเพียงแอปฯสำหรับให้ใช้งานทั่วๆไปเท่านั้น อย่างเช่น โทรศัพท์ รายชื่อ ตัวจัดการไฟล์ เบราว์เซอร์ ปฏิทิน อีเมล ข้อความ เพลง วิดีโอ กล้อง เครื่องคิดเลข บริการต่างๆของกูเกิล พร้อมไปกับฟีเจอร์เพิ่มเติมของซัมซุงอย่าง SideSync 2.0 และ Remote PC



แต่ทั้งนี้ ในส่วนของ Galaxy Gifts จะมีแนะนำแอปพลิเคชันฟรีที่ควรติดตั้งในเครื่องเพิ่มเติมผ่าน Samsung Galaxy Apps ให้เข้าไปดาวน์โหลดกันอย่าง Mzine ที่เป็นแหล่งรวมนิตยสาร แอปสำนักข่าวต่างประเทศ รวมไปถึงเกม แอปพลิเคชันจัดการเอกสาร บริการฝากไฟล์บนระบบคลาวด์ให้เลือกกันด้วย



อีกจุดเด่นที่ยังคงอยู่ใน Tab S คงหนีไม่พ้นการใช้งาน Multi Windows ที่ผู้ใช้สามารถกดปุ่มย้อนกลับค้างเพื่อเรียกแถบแอปฯที่สามารถใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอออกมาลากวางไปบนหน้าจอหลัก ที่สำคัญคือมีการพัฒนาให้สามารถปรับสัดส่วน สลับแอปฯ บันทึกภาพหน้าจอเฉพาะในส่วนที่ต้องการได้



และเนื่องจากตัวเครื่องมีการติดตั้งอินฟาเรตมาด้วย ทำให้สามารถใช้ Tab S ในการควบคุมโทรทัศน์ รวมไปถึงกล่องเคเบิลทีวี และเพย์ทีวีได้ด้วย ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้ก็จะมีทรูวิชั่นส์ ที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปดูรายละเอียดการฉายล่วงหน้าได้



นอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือการใช้งานโทรศัพท์ เมื่อกดเข้าสู่โหมดโทรศัพท์แล้ว จากหน้าจอแรกที่เป็นปุ่มกดตัวเลขขนาดใหญ่แล้ว เมื่อมีการกดโ?ร หรือมีสายเรียกเข้า สกรีนที่เป็นหน้าจอโทรศัพท์จะเด้งขึ้นมาเป็นกรอบเล็กๆ ซ้อนอยู่ในจอใหญ่อีกทีหนึ่ง ช่วยอำนวยความสะดวกในกรณีที่กำลังใช้งานแอปพลิเคชันอย่างอื่นอยู่ เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ใช้ Tab S เวลาคุยโทรศัพท์คงใช้ผ่านสมอลทอล์ก หรือไม่ก็หูฟังบลูทูธอยู่แล้ว

ในขณะที่ระบบ SyndSync 2.0 ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจ โดยซัมซุงพัฒนาขึ้นมาจาก SideSync รุ่นแรกที่ทำการจำลองหน้าจอโทรศัพท์ร่วมกับพีซีบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แต่ในครั้งนี้ซัมซุงพัฒนาขึ้นมาใช้ระหว่างแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน

กล่าวคือผู้ใช้สามารถซิงค์ Tab S ควบคู่กับสมาร์ทโฟนในตระกูล Galaxy เมื่อมีการซิงค์กันเรียบร้อยแล้ว เวลามีสายเรียกเข้า หรือข้อความเข้าในสมาร์ทโฟน ตัว SideSync 2.0 ก็จะดึงการแสดงผลมาปรากฏบนหน้าจอ Tab S ด้วย ทำให้ถ้าใช้งานแท็บเล็ตอยู๋ ก็ไม่จำเป็นต้องวางเครื่องแล้วไปหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาแทน



ส่วนของระบบกล้องที่ให้ความละเอียดมา 8 ล้านพิกเซลนั้น ต้องเรียกว่าดึงอินเตอร์เฟสของกล้องในสมาร์ทโฟนมาให้ใช้งานกันเลย กล่าวคือที่ฝั่งซ้ายหน้าจอจะเป็นส่วนให้เข้าไปปรับตั้งค่าต่างๆ อย่างสลับกล้องหน้า เปิด-ปิดแฟลช เข้าไปตั้งความละเอียดรูป สมดุลแสง ชดเชยแสง ระบบกันสั้น จุดโฟกัสเป็นต้น ส่วนฝั่งขวาของกล้องจะมีปุ่มสำหรับบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด 1080p ปุ่มชัตเตอร์ถ่ายภาพ และเข้าไปเลือกโหมดในการถ่ายภาพ




ที่น่าประทับใจอีกอย่างคือในส่วนของระบบมัลติมีเดียในเครื่องรุ่นนี้ เริ่มจากการเล่นเกมที่ Tab S มีแอปฯรวมเกมที่น่าสนใจมาให้ด้วย รวมถึงเกมพิเศษอย่าง The Match Strike Soccer G11 ที่นำนักบอลที่เป็นพรีเซนเตอร์ของซัมซุงในทีม Galaxy 11 มาแข่งขันกับมนุษย์ต่างดาวให้เล่นกันฟรีๆ



ถัดมาในส่วนของระบบรับชมภาพยนตร์ ผู้ใช้สามารถปรับเลือกระบบการแสดงผลให้แสดงผลแบบปรับเร่งแสง เพื่อให้ภาพที่ออกมามีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้นได้ พร้อมไปกับฟังก์ชันอย่างการย่อจอออกมาเป็นหน้าต่างๆเล็กๆเพื่อให้สามารถใช้งานแอปอื่นขณะดูวิดีโอก็ได้



เครื่องเล่นเพลงที่ให้มาในเครื่องก็จะมีการแบ่งรายการเพลง ทั้งแทร็กโปรด เพลงที่ฟังบ่อยที่สุด เพลงที่เพิ่งฟังไป รวมไปถึงเพลงที่เพิ่งใส่เข้ามาในเครื่อง ผู้ใช้สามารถสร้างเพลยลิสต์เพิ่มขึ้นมาได้ด้วย โดยจะมีปุ่มควบคุมอยู่ที่แถบล่าง พร้อมกับการแสดงผลชื่อเพลง ชื่อศิลปิน และรูปปกอัลบั้ม



อีกจุดที่น่าสนใจคือในส่วนของคีย์บอร์ดใน Tab S จากปกติที่จะเห็นกันในคีย์บอร์ดคือมีเพียงตัวอักษรภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสัญลักษณ์ต่างๆ แต่ใน Tab S จะมีปุ่มคำสั่งลัดอย่างการกด Ctrl + a เพื่อเลือกทั้งหมด Ctrl + c เพื่อคัดลอก Ctrl + v เพื่อวาง ให้มาใช้งานกันด้วย



ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือระบบสแกนลายนิ้วมือที่ใส่มาให้เหมือนใน Galaxy S5 ผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งลายนิ้วมือได้ในส่วนของการตั้งค่า ซึ่งเมื่อเปิดใช้ระบบนี้ก็จะทำให้สามารถเข้าใช้งาน Samsung Knox ที่เป็นแอปในการแยกเก็บข้อมูลระหว่างการใช้งานทั่วไปและข้อมูลสำคัญในการทำงานออกจากกันได้





ขณะที่ในส่วนของการตั้งค่าก็จะเป็นไปตามปกติ คือแบ่งเป็นในส่วนของการเชื่อมต่อต่างๆ การตั้งค่าเสียง การแสดงผล ระบบควบคุมการเคลื่อนไหว อย่างการใช้ฝ่ามือลากผ่านหน้าจอเพื่อจับภาพหน้าจอ การคว่ำตัวเครื่องเพื่อปิดเครื่อง บัญชีผู้ใช้งาน และเข้าไปตั้งค่าทั่วๆไป รวมไปถึงการเข้าใช้งานโหมดประหยัดพลังงาน Ultra Power Saving ที่ในรุ่นนี้จะไม่ได้ปรับให้หน้าจอเป็นสีขาว-ดำ แล้ว แต่ก็ช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานได้เช่นเดิม



มาถึงในส่วนของผลการทดสอบ ผ่านโปรแกรมทดสอบประสิทธิภาพบนแอนดรอยด์อย่าง Quadrant Standart และ Antutu ได้คะแนน 20,149 คะแนน และ 31,163 คะแนน ตามลำดับ หน้าจอรองรับการสัมผัส 10 จุดพร้อมกัน

ทดสอบการใช้งาน HTML 5 ผ่าน Vellamo บน Chrome ได้ 2,130 คะแนน บนแอนดรอยด์เบราว์เซอร์ได้ 2,072 คะแนน ส่วนประสิทธิภาพตัวเครื่อง (Metal) ได้ 1,367 คะแนน และ MultiCore ได้ 1,367 คะแนน ทดสอบกราฟิกผ่าน Nenamark1 ได้ 59.4 fps Nenamark2 59.2 fps An3dBench 7,917 คะแนน และ An3dBenchXL 47,148 คะแนน



ขณะที่การทดสอบด้วยโปรแกรม Passmark PerformanceTest Mobile ได้คะแนน System 5,329 คะแนน CPU 17,604 คะแนน Disk 27,027 คะแนน Memory 3,018 คะแนน 2D Graphics 3,920 คะแนน และ 3D Graphics 2,101 คะแนน



ในส่วนของ 3D Mark Ice Storm Unlimited ได้ 13,161 คะแนน Ice Storm Extreme ได้ 8.218 คะแนน และ Ice Storm เป็น Maxed Out!

ส่วนการทดสอบ CF-Bench ดูรายละเอียดได้จากรูปด้านล่าง



จุดขาย

- แท็บเล็ต 8.4 นิ้ว ขนาดบางเพียง 8.4 มม. น้ำหนัก 298 กรัม
- ประสิทธิภาพสูงจากหน่วยประมวลผล Octa-Core และ RAM 3 GB
- หน้าจอความละเอียด 2K พร้อม Adaptive Display
- โทรศัพท์ได้ รองรับการเชื่อมต่อ 4G และฟังก์ชันสแกนลายนิ้วมือ

ข้อสังเกต/ตอบจุดขายหรือไม่

- วัสดุที่ใช้ยังเป็นพลาสติก แม้ว่าจะช่วยทำให้น้ำหนักเบาแต่ก็ยังบอบบางอยู่
- พอร์ตยูเอสบี ยังเป็น 2.0 ไม่ได้ใส่ 3.0 มาเหมือนใน S5
- แบตเตอรีที่ให้มาใช้งานได้ต่อเนื่องประมาณ 10-12 ชั่วโมงเท่านั้น
- ระบบ Multi Windows ยังไม่ค่อยลื่นไหลเท่าที่ควร

ฟันธง! ความคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป

โดยรวมแล้ว Galaxy Tab S ถือว่าเป็นแท็บเล็ตแอนดรอยด์รุ่นที่ทำออกมาแล้วน่าประทับใจที่สุดในตลาดขณะนี้ จากความโดดเด่นในแง่ของการแสดงผล ความลื่นไหลในการใช้งาน ประกอบในแง่ของดีไซน์ตัวเครื่องที่ทำออกมาบาง และเบา ช่วยให้ถือใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ขณะเดียวกันในแง่ของการเชื่อมต่อก็รองรับสูงถึง 4G และสามารถใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้ ก็สะดวกกับผู้ใช้งานที่ต้องการอุปกรณ์พกพาเพียงเครื่องเดียวก็ครอบคลุมการใช้งานทั้งสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตไปในตัว เพียงแต่จากระดับราคา 16,900 บาท ทำให้อาจจะคิดหนักเล็กน้อย แต่เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วถือเป็นรุ่นที่คุ้มค่ารุ่นหนึ่งเลยทีเดียว

Company Related Links :
Samsung

CyberBiz Social



http://instagram.com/cbizonline









เทียบขนาด Galaxy Tab S 8.4 กับ iPad Mini
iPad Mini จะหนา และหนักกว่า Galaxy Tab S






กำลังโหลดความคิดเห็น...