สุวรรณภูมิสะเทือน เครื่องบินติดหล่ม 2 ครั้งใน 6 วัน ปมหนองงูเห่าดินอ่อน-ระบบระบายน้ำ หวั่นมาตรฐานสนามบินขาดความเชื่อถือ
สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินหลักของประเทศกำลังเผชิญคำถามด้านความปลอดภัย หลังเกิดเหตุเครื่องบินติดหล่มจากพื้นผิวสนามบินชำรุดถึง 2 ครั้งในเวลาเพียง 6 วัน โดยครั้งแรก 28 ตุลาคม 69 เครื่องบิน Boeing 737-800 ของ China Airlines และครั้งที่สอง 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเครื่องบิน Airbus A380 ของ Emirates ประสบปัญหาบริเวณทางขับ E21
ถึงแม้ ทอท. ชี้แจงเบื้องต้นว่าเกิดจากฝนตกหนักและน้ำสะสมใต้ชั้นดิน แต่คำถามสำคัญคือ สนามบินระดับนานาชาติที่ต้องรองรับเครื่องบินน้ำหนักหลายร้อยตัน มีระบบระบายน้ำและมาตรการป้องกันความเสี่ยงเพียงพอหรือไม่
หากต้องย้อนกลับไปดูประวัติพื้นที่ “หนองงูเห่า” ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มีชั้นดินเหนียวอ่อนและข้อจำกัดด้านการรับน้ำหนัก เรื่องนี้วิศวกรทราบมาตั้งแต่ก่อนก่อสร้าง จึงต้องใช้เทคนิคปรับปรุงดินด้วยระบบ PVD และ Preloading โดยมีข้อมูลทางวิชาการระบุว่าติดตั้ง PVD รวมกว่า 60 ล้านเมตร เพื่อเร่งระบายน้ำและลดการทรุดตัวของดิน
แต่เมื่อสนามบินเปิดใช้งานมานานกว่า 20 ปี คำถามคือระบบที่ออกแบบไว้ยังทำงานได้ดีเพียงใด และมีการตรวจสอบการทรุดตัวของดิน ระบบระบายน้ำ และความแข็งแรงของชั้นพื้นทางอย่างต่อเนื่องหรือไม่
ในการเกิดเหตุซ้ำสองครั้งในเวลาใกล้กัน แม้จะคนละจุด เป็นเหตุให้ต้องตรวจสอบทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงซ่อมผิวทางเฉพาะจุดแล้วจบ เพราะหากต้นเหตุอยู่ใต้ชั้นพื้นผิว ปัญหาอาจเกิดซ้ำในบริเวณอื่นได้อีก
สิ่งที่ ทอท. ต้องชี้แจงคือ สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากดินทรุด ระบบระบายน้ำบกพร่อง หรือโครงสร้างชั้นทางเสื่อมสภาพ รวมถึงผลตรวจสอบความแข็งแรงของทางวิ่งและทางขับทั้งหมด ขณะที่ กพท. ควรเข้าตรวจสอบอย่างเป็นอิสระและเปิดเผยผลต่อสาธารณะ
ดังนั้นหนองงูเห่าเป็นข้อจำกัดทางธรรมชาติที่รู้มาตั้งแต่ต้น แต่เหตุใดสนามบินที่ลงทุนมหาศาลและเป็นประตูการบินของประเทศ จึงยังเกิดปัญหาพื้นผิวรองรับเครื่องบินชำรุดซ้ำได้
ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ควรจบแค่คำชี้แจงว่าฝนตกหนักหรือซ่อมเสร็จแล้ว แต่ต้องตอบให้ได้ว่าเกิดจากอะไร ใครรับผิดชอบ และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร เพราะสิ่งที่เดิมพันอยู่ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของสุวรรณภูมิ แต่คือความปลอดภัยของผู้โดยสารและความเชื่อมั่นต่อระบบมาตรฐานของการบินไทย


