xs
xsm
sm
md
lg

บอร์ดรฟท.รับทราบข้อพิพาท“ไฮสปีด” ย้ำสัญญายังมีผล เดินหน้าออก NTP 14 ต.ค. 69 โต้เลิกสัญญาขัดหลักกฎหมาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บอร์ดรฟท. รับทราบข้อพิพาท“ไฮสปีด”และการฟ้องทวงหนี้ค่าสิทธิ์แอร์พอร์เรลลิงก์ หลังรฟท.โต้แย้ง ซีพี ใช้สิทธิเลิกสัญญา ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ขัดหลักกฎหมายและการสิ้นสุดของสัญญาทางปกครอง ย้ำสัญญายังมีผล พร้อมส่งมอบพื้นที่ เดินหน้าออก NTP เริ่มงานแล้วเมื่อ 14 ต.ค.69

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ครั้งที่ 14/2569 เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2569 ที่มีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน มีการรายงานผลการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท เกี่ยวกับกรณีเอกชนคู่สัญญาแจ้งใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนให้มีผลสิ้นสุดลง โดยบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (ซี.พี.) เอกชนคู่สัญญา ทำหนังสือลงวันที่ 6 ก.ค. 2569 ถึง รฟท. เพื่อแจ้งใช้สิทธิตามสัญญาเพื่อยุติสัญญาร่วมลงทุน

โดยรฟท.รายงานบอร์ดว่า ได้ดำเนินการเรื่อง การยื่นฟ้องเอกชน ธนาคารผู้ค้ำประกันของสัญญาฯ และผู้ออกหนังสือรับประกัน รวมทั้งหมด 8 ราย ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เพื่อบังคับชำระหนี้ค่าให้สิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ (ARL) พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด รวมเป็นเงินจำนวน 13,335,938,913.70 บาท รวมถึงบังคับหลักประกันสัญญาธนาคาร และบังคับหนังสือรับประกัน

ส่วนการดำเนินตามสิทธิและหน้าที่ภายใต้สัญญาร่วมลงทุนฯ หลังเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 เอกชนแจ้งใช้สิทธิยุติสัญญาร่วมลงทุน ฯ ตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป โดยอ้าง การส่งมอบพื้นที่ของโครงการและการรับบัตรส่งเสริมการลงทุนของเอกชน หรือ บัตรบีโอไอ ซึ่งบอร์ด รฟท.ให้เจรจากับเอกชนพิจารณาเพิกถอนการใช้สิทธิดังกล่าว แต่ทางเอกชนยืนยันความประสงค์และไม่ถอนการสิ้นสุดสัญญาดังกล่าว

ดังนั้น ในวันที่ 28 ก.ย. 2569 รฟท. มีหนังสือทักท้วงหรือโต้แย้งการใช้สิทธิแจ้งให้สัญญาร่วมลงทุนฯ สิ้นสุดลงของเอกชน ไม่ถูกต้อง ขณะที่วันที่ 29 ก.ย. 2569 ทางเอกชน มีหนังสือ โต้แย้งกลับมาที่รฟท. เมื่อคู่สัญญา ทั้ง 2 ฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน ในเรื่องการสิ้นสุดสัญญา จึงเกิดเป็นข้อพิพาทขึ้น

จากนั้น วันที่ 8 ต.ค. 2569 รฟท.และเอกชนได้ประชุมข้อพิพาทฯ ครั้งที่ 1 โดยทางเอกชน ยังคงยืนยันใช้สิทธิยุติสัญญาร่วมลงทุน ฯ ตามหนังสือที่เอกชนแจ้งถึงรฟท.วันที่ 6 ก.ค. 2569 ด้านรฟท.ได้ยืนยันตามสิทธิและหน้าที่ภายใต้สัญญาร่วมลงทุนฯเช่นกัน และไม่เห็นพ้องเรื่องที่เอกชนใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญา

@14 ต.ค. 69 รฟท.ออก NTP ย้ำสัญญายังมีผล พร้อมส่งมอบพื้นที่ตามเงื่อนไข

ผู้ว่าฯรฟท.กล่าวว่า หลังจาก รฟท.ได้โต้แย้งและยืนยันตามสิทธิภายใต้สัญญาร่วมลงทุนฯ ไปแล้ว รฟท.จึงได้ออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed: NTP) เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 เพื่อให้เอกชนดำเนินการตามสัญญา เนื่องจาก รฟท.มีความพร้อมทั้งการส่งมอบพื้นที่ และได้ดำเนินการตามเงื่อนไขและขั้นตอนตามที่สัญญากำหนดแล้ว ซึ่งทางเอกชนได้มีหนังสือโต้แย้งการออก NTP ในวันที่ 27 ต.ค. 2569

“เรื่องการส่งมอบพื้นที่ รฟท. และเอกชนได้ทำ MOU ร่วมกันตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2567 และได้ดำเนินการตามกระบวนการ ใน MOU มาโดยตลอด สามารถส่งมอบพื้นที่ครบถ้วน เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ดังนั้นเรื่องนี้ ไม่มีประเด็นแล้ว”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ บอร์ดอีอีซี แต่ยังไม่ได้หารือรายละเอียดเรื่องไฮสปีด 3 สนามบิน แต่อย่างใด

ส่วนการเตรียมความพร้อมในการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ หลังครบกำหนด 4 เดือน (วันที่ 1 ก.พ. 2570) ตาม MOU ที่ทำร่วมกับ บริษัท เอเชีย เอรา วันฯ ขณะนี้ รฟท.และบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ได้มีการสำรวจโครงสร้างพื้นฐาน เสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างสำรวจตรวจสอบขบวนรถไฟฟ้า อุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแผนงานด้านบุคลากร เพื่อให้การเดินรถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง


@เปิดหนังสือรฟท. แย้งเลิกสัญญา”ไฮสปีด” ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ขัดหลักกฎหมายและการสิ้นสุดของสัญญาทางปกครอง

รายงานข่าวแจ้งว่า หนังสือ รฟท.ฉบับวันที่ 28 ก.ย. 2569 แจ้งทักท้วงการใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนฯ ของ เอเชีย เอรา วันฯ ระบุว่า กรณีที่เอกชนคู่สัญญาใช้สิทธิแจ้งว่าขอให้สัญญาร่วม ลงทุนฯ มีผลสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ตามข้อ 6.2 ของสัญญาร่วมลงทุนฯ) นั้น ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ข้อสัญญา และข้อกฎหมาย รวมทั้งการแจ้งความประสงค์ของ เอกชนคู่สัญญาดังกล่าวยังขัดต่อหลักการพื้นฐานในการจัดทำบริการสาธารณะ และหลักกฎหมายทั่วไปที่เกี่ยวกับ การสิ้นสุดของสัญญาทางปกครอง

“ย่อมส่งผลให้การแจ้งความประสงค์ ของเอกชนคู่สัญญาดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับ และเอกชนคู่สัญญายังคงมีสิทธิหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในสัญญาร่วม ลงทุนฯ อยู่เช่นเดิมทุกประการ ตามนัยข้อ 39.4 ของสัญญาร่วมลงทุนฯ “

ประเด็นที่ 1. เอกชนคู่สัญญามิได้ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน จากที่ขอขยายเวลาการยื่นคำขอรับบัตรส่งเสริมถึง 3 ครั้ง ๆ ละ4 เดือน ครั้งสุดท้ายครบกำหนดวันที่ 22 พ.ค. 2567 เอกชนก็ไม่ได้ยื่นคำขอรับ ส่วนเหตุผลที่เอกชนอ้างว่าไม่สามารถยื่นขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนได้ เนื่องจาก เป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่ามหาศาล ทางสำนักงานบีโอไอ แนะนำให้เอกชน ดำเนินการเจรจาแก้ไขปัญหาโครงการฯ ให้ได้ข้อยุติและมีข้อมูลที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยยื่นรับส่งเสริมการลงทุนได้

2. การใช้สิทธิของเอกชนขัดต่อหลักการพื้นฐานของการจัดทำบริการสาธารณะ และหลักกฎหมายทั่วไปที่เกี่ยวกับการสิ้นสุดของสัญญาทางปกครอง กล่าวคือ คำว่า บริการสาธารณะ (Public Service) ประกอบด้วยหลัก 3 ประการ คือ หลักความต่อเนื่อง , หลักการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้ และหลักความเสมอภาค
ขณะที่เป็นการบอกเลิกสัญญาที่ขัดหลักการทางปกครองการ ขัดหลักความต่อเนื่อง” อันเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของการจัดทำบริการสาธารณะ” กรณี เอกชนแจ้งความประสงค์แต่ ฝ่ายเดียว

3.กรณีการส่งมอบพื้นที่ ได้ดำเนินการตามที่เอกชนได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขบังคับก่อนสำหรับการออก NTP เริ่มงาน ลงวันที่ 7 มิ.ย. 2567 แล้ว

หนังสือฉบับนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงขอใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนฯ ข้อ 39.14 เพื่อ แจ้งว่าการที่่เอกชนคู่ สัญญายืนยันใช้สิทธิแจ้งให้สัญญามีผลสิ้นสุดลง (ตามข้อ 6.2 ของสัญญาร่วมลงทุนฯ) ย่อมถือว่าเกิดข้อพิพาทภายใต้สัญญาร่วมลงทุนฯ ขึ้นแล้ว ดังนั้น ขอให้เอกชนคู่สัญญาเข้าร่วมเจรจากับการรถไฟฯ ในการยุติข้อพิพาทโดยฉันมิตร (Amicable settlement of disputes) ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้