สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงตัวเลขการส่งออกเดือน ก.ย.2569 มีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24% ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน และทำสถิติส่งออกรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับจากเดือน มี.ค.2569 ที่เคยทำไว้ที่ 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.4% ทำสถิติยอดนำเข้ารายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ หากชำแหละยอดการส่งออกเดือน ก.ย.2569 ที่มีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พบว่า โครงสร้างการส่งออกสัดส่วนสูงถึง 86% เป็นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม โดยมีสินค้าสำคัญ อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ เป็นสินค้าเกษตรสัดส่วน 5.5% อาทิ ผลไม้สดแช่เย็น ไก่ กุ้ง ปลา ข้าว มัน เป็นสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร สัดส่วน 5.3% อาทิ อาหารกระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง น้ำตาลทราย และสินค้าแร่และเชื้อเพลิง สัดส่วน 3.3% อาทิ น้ำมันสำเร็จรูป
ส่วนโครงสร้างสินค้านำเข้าเดือน ก.ย.2569 ที่มีมูลค่า 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พบว่า เป็นการนำเข้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สัดส่วน 41.7% อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า ทองคำ สินค้าทุน สัดส่วน 33.5% อาทิ คอมพิวเตอร์ เครื่องจักรไฟฟ้า สินค้าเชื้อเพลิง สัดส่วน 11.9% อาทิ น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซปิโตรเคมี สินค้าอุปโภคบริโภค สัดส่วน 8.7% อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เสื้อผ้า ยานพาหนะและขนส่ง สัดส่วน 3.2% อาทิ ส่วนประกอบยานยนต์ และอาวุธ ยุทธปัจจัยและอื่น ๆ สัดส่วน 1%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว มาจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนด้านดิจิทัล ที่ไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลก ทำให้มีการเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่ภาคการผลิตโลกขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี จากคำสั่งซื้อใหม่และการเพิ่มสินค้าคงคลัง และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารยังขยายตัวได้ดี ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากการนำเข้าวัตถุดิบ และสินค้าทุน มาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก ไม่ได้มีอะไรน่ากังวล เพราะกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิง ที่เพิ่มขึ้น มาจากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น ส่วนกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำ ไม่ได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับรายละเอียดการส่งออก พบว่า สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 2.5% ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 8.1% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2.7% มีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ยางพารา อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เนื้อปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง และกาแฟ ทั้งนี้ 9 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.9%
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 25.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 30 เดือน มีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 23%
ทางด้านตลาดส่งออก ยังคงขยายตัวสูงต่อเนื่อง โดยตลาดหลัก เพิ่ม 32.4% จากตลาดสหรัฐฯ เพิ่ม 50.1% จีน เพิ่ม 18.4% ญี่ปุ่น เพิ่ม 19% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 35% อาเซียน (5) เพิ่ม 27% และ CLMV เพิ่ม 16.6% ตลาดรอง เพิ่ม 24% โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย 37.7% ลาตินอเมริกา 29.3% ทวีปแอฟริกา 5.2% และสหราชอาณาจักร 14.6% ส่วนตลาดรัสเซียและกลุ่ม CIS ลด 12.4% เอเชียใต้ ลด 2.7% และตะวันออกกลาง ลด 8.7% และตลาดอื่น ๆ ลด 61.7%
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วง 3 เดือนที่เหลือ คาดว่า จะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง มีโอกาสที่การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ 15-16% และสูงสุดวิ่งไปถึง 19% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังคงขยายตัว โดยตัวเลข 15% การส่งออกที่เหลือ 3 เดือนต้องทำได้มูลค่า 86,678.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ย 28,892.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน รวมทั้งปี 391,267.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 16% ต้องส่งออกมูลค่า 90,081.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ย 30,027 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน รวมทั้งปี 394,669.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 19% ต้องส่งออกมูลค่า 102,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ย 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน รวมทั้งปี 404,876.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะสูงกว่าเป้าเดิมที่ประเมินไว้ 5-11% ค่ากลาง 8%
ส่วนแนวโน้มการส่งออกปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่ต่ำกว่า ปี 2569 เพราะฐานสูงมาก เบื้องต้นประเมินการขยายตัวที่ 2-4% โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจโลกที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินที่ 3.4% องค์การการค้าโลก(WTO) คาดการณ์การค้าโลก เพิ่ม 4.1% และการลงทุนด้าน AI ยังขยายตัว แต่ต้องประเมินตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้ง
สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์ประท้วงในยุโรปต่อการส่งออกของไทย ทั้งในฝรั่งเศสและอิตาลี ระยะสั้น ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ระยะกลาง อาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค เศรษฐกิจโตต่ำ และมีผลต่อการค้าในระยะต่อไปได้ ส่วนอินโดนีเซีย ที่มีการประท้วง ผลกระทบส่งออก ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน


