xs
xsm
sm
md
lg

ยื่นจดทะเบียน IP 9 เดือน ปี 69 จำนวน 61,288 คำขอ เพิ่ม 9.59%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยการยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ช่วง 9 เดือน ปี 69 ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีจำนวน 61,288 คำขอ เพิ่มขึ้น 9.59% และมีการรับจดทะเบียน 43,379 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.34% ส่วนลิขสิทธิ์ แม้ไม่ต้องจดทะเบียน มีการยื่นแจ้ง 17,176 ผลงาน เพิ่มขึ้น 63.71% ยันเดินหน้าพัฒนาระบบจดทะเบียน IP และผลักดันการจดทะเบียนให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

น.ส.จิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การยื่นคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในไทย ในช่วง 9 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีจำนวน 61,288 คำขอ เพิ่มขึ้น 9.59% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 55,923 คำขอ โดยกรมสามารถรับจดทะเบียน IP เพิ่มขึ้นทั้ง 4 ประเภท รวมกว่า 43,379 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.34% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจดทะเบียน 40,791 คำขอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและการให้ความสำคัญของผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติในการใช้ IP เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

โดยรายละเอียดคำขอจดทะเบียน IP แต่ละประเภทในช่วง 9 เดือน ปี 2569 ได้แก่ 1.เครื่องหมายการค้า มีการยื่นคำขอรับความคุ้มครองในไทย 45,696 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 41,255 คำขอ โดยกลุ่มสินค้า บริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด 5,500 คำขอ 2.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ 5,283 คำขอ 3.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 5,131 คำขอ 4.เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 4,127 คำขอ และ 5.ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 3,492 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 56% และต่างชาติ 44% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นบริษัทของไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.บริษัท ฟ็อกซ์ ฟอร์มูเลท จำกัด 172 คำขอ 2.บริษัท ไดมิเทค (ประเทศไทย) จำกัด 160 คำขอ 3.บริษัท บอร์น อโกรไซเอนซ์ จำกัด 155 คำขอ 4.บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด 94 คำขอ และ 5.บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด 80 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทย อยู่ที่ 32,033 คำขอ เพิ่มขึ้น 0.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 31,722 คำขอ

2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอรับความคุ้มครองในไทย 6,483 คำขอ เพิ่มขึ้น 3.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 6,235 คำขอ โดยกลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ 784 คำขอ 2.นวัตกรรมด้านการสื่อสาร 582 คำขอ 3.นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ 297 คำขอ 4.อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล 184 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ทางการแพทย์ 171 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 13% และต่างชาติ 87% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ 1.บริษัท โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น 198 คำขอ 2.บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐอเมริกา 180 คำขอ 3.บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 116 คำขอ 4.บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 111 คำขอ และ 5.บริษัท ยูนิชาร์ม คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 79 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในไทย อยู่ที่ 4,101 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 3,710 คำขอ


3.อนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอรับความคุ้มครองในไทย 4,313 คำขอ เพิ่มขึ้น 18.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 3,650 คำขอ โดยกลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม 596 คำขอ 2.ยาสมุนไพร 222 คำขอ 3.ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ 196 คำขอ 4.อุปกรณ์ทางการแพทย์ 152 คำขอ และ 5.สารเคมีเกษตรและเคมีภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช 77 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 94% และต่างชาติ 6% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นหน่วยงานไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 123 คำขอ 2.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 122 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยบูรพา 109 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 93 คำขอ และ 5.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 86 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการรับจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรในไทย อยู่ที่ 1,944 คำขอ เพิ่มขึ้น 33.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 1,459 คำขอ

4.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีการยื่นคำขอรับความคุ้มครองในไทย 4,796 คำขอ เพิ่มขึ้น 0.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 4,783 คำขอ โดยแบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ลวดลายผ้า 589 คำขอ 2.รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 503 คำขอ 3.บรรจุภัณฑ์ 425 คำขอ 4.เครื่องประดับ 402 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ก่อสร้าง 245 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 65% และต่างชาติ 35% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยศิลปากร 130 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 119 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 87 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 71 คำขอ และ 5.มหาวิทยาลัยบูรพา 69 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในไทย อยู่ที่ 5,301 คำขอ เพิ่มขึ้น 35.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่รับจด 3,900 คำขอ

สำหรับลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็น IP ประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่ผู้สร้างสรรค์สามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมได้ เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น โดยในช่วง 9 เดือนของปี 2569 มีการยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ต่อกรม 17,176 ผลงาน เพิ่มขึ้น 63.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 10,492 ผลงาน โดยผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.วรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 6,714 ผลงาน 2.ศิลปกรรม เช่น งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 4,331 ผลงาน 3.ดนตรีกรรม 3,386 ผลงาน 4.สิ่งบันทึกเสียง 1,345 ผลงาน และ 5.โสตทัศนวัสดุ 1,139 ผลงาน สัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูล คนไทย 99% และต่างชาติ 1% สำหรับผู้แจ้งข้อมูลมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท มิวซิกมูฟ จำกัด 711 ผลงาน 2.มหาวิทยาลัยมหิดล 529 ผลงาน 3.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 313 ผลงาน 4.บริษัท เทโร มิวสิค จำกัด 137 ผลงาน และ 5.มหาวิทยาลัยทักษิณ 136 ผลงาน

“กรมจะเดินหน้าพัฒนาระบบการคุ้มครองและให้บริการด้าน IP อย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ เชื่อมโยงข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการ IP เพื่อให้เจ้าของสิทธิได้รับความคุ้มครองและสามารถนำ IP ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการยกระดับการคุ้มครอง IP ของไทยให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทการค้าการลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ขอรับความคุ้มครองและสนับสนุนการนำ IP ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไป”น.ส.จิตติมากล่าว