วิกฤตกระเป๋าสัมภาระตกค้างนับหมื่นใบและเที่ยวบินล่าช้าที่สนามบินสุวรรณภูมิในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้โดยสารเพียงอย่างเดียว แต่ยังกลายเป็นชนวนที่สั่นสะเทือนไปถึงห้องประชุมบอร์ดการบินไทย และนำไปสู่การปลดฟ้าผ่า “ชาย เอี่ยมศิริ” ออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องการบริหารจัดการ ชื่อของ “วิงสแปน เซอร์วิสเซส” ถูกพูดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะบริษัทแห่งนี้ถือเป็นกำลังหลักในการบริหารแรงงานภาคพื้นของการบินไทย และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของยุทธศาสตร์ลดต้นทุนบุคลากรที่องค์กรใช้มาตลอดช่วงฟื้นฟูกิจการ
วิงสแปนก่อตั้งขึ้นในปี 2553 ตามมติคณะกรรมการการบินไทย มีบริษัท ครัวการบินภูเก็ต ถือหุ้น 51% ขณะที่การบินไทยถือหุ้น 49% ส่วนนายชายถือหุ้นอยู่ 1 หุ้น เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายบริษัทจำกัด แม้ในเชิงตัวเลขจะไม่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่ชื่อของซีอีโอการบินไทยก็ยังคงปรากฏอยู่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทแห่งนี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วิงสแปนทำหน้าที่จัดหาและบริหารแรงงานภาคพื้นจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานขนถ่ายสัมภาระ เจ้าหน้าที่ลำเลียงกระเป๋า พนักงานสนับสนุนภาคพื้น ไปจนถึงงานบริการในสนามบินหลายส่วน ซึ่งล้วนเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติการในแต่ละวันของสายการบิน
ขนาดธุรกิจของวิงสแปนสะท้อนผ่านผลประกอบการปี 2568 ที่มีรายได้ 1,501 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 70 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่รายงานประจำปีของการบินไทยระบุว่า บริษัทมีการจัดซื้อบริการแรงงานจากวิงสแปนมูลค่ากว่า 1,062 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกตั้งคำถามไม่ใช่ผลกำไรของบริษัท แต่เป็นรูปแบบการบริหารกำลังคนที่พึ่งพาระบบ Outsource อย่างเข้มข้น แม้โมเดลดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารบุคลากร แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความเปราะบางของระบบก็ปรากฏให้เห็นทันที
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการบินมองตรงกันว่า น้ำท่วมและฝนตกหนักอาจเป็นเพียง “ตัวเร่ง” มากกว่าจะเป็นต้นเหตุทั้งหมดของวิกฤตครั้งนี้ เพราะเมื่อเที่ยวบินสะสม ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น และพนักงานบางส่วนไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้ ระบบที่ถูกออกแบบให้ใช้กำลังคนอย่างพอดีจึงเริ่มรับภาระไม่ไหว กระเป๋าสัมภาระจึงค้างสะสมเป็นจำนวนมากและลุกลามไปสู่ปัญหาเที่ยวบินล่าช้า
คำถามที่ตามมาคือ หากสาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศ เหตุใดสายการบินต่างชาติหลายแห่งที่ใช้สนามบินเดียวกันจึงไม่เผชิญปัญหาในระดับเดียวกัน คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝน แต่อยู่ที่ความพร้อมของกำลังคนสำรอง แผนบริหารภาวะฉุกเฉิน และความสามารถในการระดมบุคลากรเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
แต่ในขณะที่วิกฤตภาคพื้นกำลังถูกตรวจสอบ อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบกลับมาพิจารณาควบคู่กันคือ การจัดซื้อไวน์สำหรับให้บริการผู้โดยสารบนเที่ยวบินจำนวนประมาณ 860,000 ขวด มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงภายในองค์กรมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
แหล่งข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามผลักดันให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว แต่ยังไม่เกิดขึ้น กระทั่งเกิดวิกฤตกระเป๋าตกค้างและเที่ยวบินล่าช้าครั้งใหญ่ จึงทำให้ประเด็นนี้ถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
ข้อสงสัยสำคัญอยู่ที่กระบวนการจัดซื้อ ซึ่งมีข้อมูลว่าดำเนินการผ่านผู้จำหน่ายเพียงรายเดียว จนเกิดคำถามเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และการแข่งขันด้านราคา รวมถึงมีข้อกังขาว่ากระบวนการบางส่วนเป็นไปตามขั้นตอนภายในองค์กรครบถ้วนหรือไม่ แม้ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นก็ตาม


