xs
xsm
sm
md
lg

ปลด “ชาย” พ้นดีดีบินไทยไม่ใช่แค่เรื่องกระเป๋า แต่เป็นสัญญาณรีเซ็ตอำนาจใน “การบินไทย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คำสั่งบอร์ดการบินไทบปลดฟ้าผ่า “ชาย เอี่ยมศิริ” ออกจากตำแหน่งซีอีโอการบินไทยครั้งนี้ หากมองเพียงผิวเผินอาจเป็นผลจากวิกฤตเที่ยวบินล่าช้า กระเป๋าตกค้าง หรือดราม่าไวน์ 860,000 ขวด
 
แต่หากมองลึกลงไป นี่อาจเป็นการตัดสินใจที่มีความหมายมากกว่านั้น เพราะสะท้อนว่า บอร์ดการบินไทยกำลังส่งสัญญาณว่า “ยุคฟื้นฟู” จบลงแล้ว และกำลังเข้าสู่ยุคตรวจสอบความรับผิดชอบอย่างเข้มข้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ชาย เอี่ยมศิริ” ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่พาการบินไทยผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุดขององค์กร ตั้งแต่การเข้าสู่แผนฟื้นฟูจนกลับมามีกำไร และสามารถนำหุ้นกลับเข้าสู่การซื้อขายได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ ในโลกธุรกิจการบินโดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่เกราะป้องกันความผิดพลาดในปัจจุบัน แต่เมื่อเกิดวิกฤตกระเป๋าตกค้างกว่าหมื่นใบ ผู้โดยสารรอกระเป๋า 4-6 ชั่วโมง เที่ยวบินล่าช้าต่อเนื่องหลายวัน คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าใครทำผิด แต่คือ ใครต้องรับผิดชอบ


ดังนั้นคำตอบของบอร์ดครั้งนี้คือ “ซีอีโอ” หรือ ดีดีการบินไทย ส่วนวิกฤตน้ำท่วม เป็นแค่ตัวจุดชนวน สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายฝ่ายเชื่อว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา แต่เป็นเพียงตัวเร่งที่ทำให้ปัญหาสะสมภายในองค์กรปะทุขึ้นพร้อมกัน

ดังนั้นคำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ เหตุใดสายการบินต่างชาติและผู้ประกอบการรายอื่นในสนามบินเดียวกันจึงไม่ได้เผชิญปัญหารุนแรงในระดับเดียวกัน

เมื่อมีคำอธิบายเรื่องสภาพอากาศเริ่มไม่เพียงพอ สายตาจึงหันกลับมาที่ระบบบริหารจัดการ โดยเฉพาะโครงสร้างการจ้างงานภาคพื้นและคลังสินค้าที่มีการจ้างช่วงหลายทอด จนเกิดข้อสงสัยว่าการควบคุมคุณภาพและการกำกับดูแลยังมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ นั่นจึงทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาการบริหาร มากกว่าปัญหาสภาพอากาศ

ปัญหาปมไวน์ 800 ล้าน อาจร้ายแรงกว่าปมกระเป๋า

หากวิกฤตบริการกระทบภาพลักษณ์องค์กร ปมจัดซื้อไวน์ 860,000 ขวด มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท กลับกระทบโดยตรงต่อเรื่องธรรมาภิบาล เพราะสิ่งที่บอร์ดกำลังตรวจสอบ ไม่ใช่แค่ซื้อไวน์แพงหรือไม่ แต่เป็นเรื่องกระบวนการจัดซื้อทั้งหมด ว่าเหตุใดจึงใช้ผู้ขายเพียงรายเดียว มีการแข่งขันราคาเพียงพอหรือไม่ มีการเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายรายหรือไม่ สุดท้ายการจัดซื้อไวน์สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลของบริษัทมหาชนหรือไม่

ทั้งนี้ หากผลสอบพบความผิดปกติ เรื่องนี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการบินไทยมากกว่าวิกฤตกระเป๋าตกค้างเสียอีก เพราะเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น นักลงทุน และตลาดทุนโดยตรง

ดังนั้นการปลดซีอีโอแบบมีผลทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนในวันเดียวกัน เป็นการส่งสารที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ถึงพนักงานการบินไทย แต่ส่งถึงตลาดทุน เจ้าหนี้ นักลงทุน การบินไทยยุคใหม่จะไม่ปล่อยให้ปัญหาถูกซุกไว้ใต้พรมอีกต่อไแเหมือนในอดีตที่ผ่านมา


โดยเฉพาะหลังจากการบินไทยเพิ่งออกจากแผนฟื้นฟู ความน่าเชื่อถือคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด ฃึ่งหากบอร์ดปล่อยให้ข้อครหาค้างคาโดยไม่ดำเนินการใดๆ ความเสียหายอาจลุกลามไปไกลกว่าตัวบุคคล

คำถามจากนี้จึงเป็นการปิดทาง “ชาย เอี่ยมศิริ” ที่จะกลับเข้ามา หากผลสอบยืนยันว่าปัญหาเกิดจากความบกพร่องในการบริหาร การปลดครั้งนี้จะถูกมองว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบขององค์กร ฃึ่งหากสุดท้ายไม่พบความผิดที่ชัดเจน ก็ย่อมเกิดคำถามกลับไปยังบอร์ดเช่นกันว่า เหตุใดจึงต้องปลดซีอีโออย่างเร่งด่วน

ดังนั้น การตัดสินใจเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้บริหาร แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของบอร์ดการบินไทย เพราะจากวันนี้เป็นต้นไป สิ่งที่สังคมจับตาไม่ใช่ตัว “ชาย เอี่ยมศิริ” อีกต่อไป

แต่คือคำตอบว่าการบินไทยจะพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า การปลดครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อปกป้ององค์กร ไม่ใช่เพียงเพื่อหาคนรับผิดในวันที่วิกฤตปะทุขึ้นเท่านั้น