xs
xsm
sm
md
lg

การบินไทยงดรับสินค้าเข้า-ออก ส่งออกทางอากาศสะเทือน เปิดยอด 7 เดือนสูงถึง 2.42 ล้านล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากสถานการณ์ที่การบินไทย ได้ออกประกาศระงับการรับสินค้าขาเข้าและขาออก ณ คลังสินค้าการบินไทยเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 30 ก.ย.-6 ต.ค.2569 หลังสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ยังคงส่งผลกระทบต่อการเดินทางของพนักงาน โดยเฉพาะด้านกำลังคน ทำให้พนักงานบางส่วนไม่สามารถเข้าปฏิบัติงานได้ตามปกติ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของการบินไทยเอง แต่ยังส่งผลกระทบลามไปถึงการส่งออกและนำเข้าของผู้ประกอบการในประเทศด้วย

โดยผลกระทบเบื้องต้น พบว่า การระงับรับสินค้าของคลังสินค้าการบินไทย ส่งผลให้สายการบินที่ใช้บริการคลังสินค้าดังกล่าวบางส่วนต้องชะลอหรืองดรับสินค้าส่งออกชั่วคราว ทำให้ผู้ส่งออกมีความเสี่ยงไม่สามารถส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อในต่างประเทศได้ตามกำหนด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารสด สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าควบคุมอุณหภูมิ อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน วัตถุดิบสำหรับภาคการผลิต และสินค้าเร่งด่วน

นอกจากนี้ ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าระวางจะพุ่งสูงขึ้น ผู้ส่งออกจำนวนมากจะเปลี่ยนไปใช้บริการคลังสินค้าทางอากาศของสายการบินอื่นที่ยังเปิดอยู่ เช่น บริษัท บางกอกไฟลท์เซอร์วิสเซส จำกัด (BFS) หรือสายการบินต่างชาติ ซึ่งมีพื้นที่จำกัด ส่งผลให้ค่าระวางสินค้าทางอากาศ (Air Freight Rate) ดีดตัวสูงขึ้นทันทีตามกลไกตลาด

ขณะเดียวกัน คาดว่าจะมีผลกระทบด้านความต่อเนื่องของสายการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ทั้งขาออกและขาเข้า ทำให้วัตถุดิบต้นน้ำขาดแคลน เนื่องจากประกาศนี้ ระงับทั้งขาเข้าและขาออก วัตถุดิบหรือสารเคมีสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยต้องนำเข้ามาเพื่อแปรรูปและผลิตเพื่อส่งออกต่อ ก็จะไม่สามารถนำออกจากคลังสินค้าได้ตามกำหนด อาจล่าช้ากว่าเดิม 3-7 วัน ส่งผลให้แผนการผลิตสินค้าล็อตถัดไปเพื่อส่งออกต้องเลื่อนออกไปด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ คาดว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ซึ่งต้องอาศัยความรวดเร็วและความแม่นยำในการส่งมอบเพื่อเชื่อมต่อกับสายการผลิตในต่างประเทศ จะได้รับผลกระก่อนเป็นลำดับแรก ตามมาด้วยสินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ ผักสด ผลไม้ ดอกไม้สด เนื้อสัตว์แช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง มีข้อจำกัดด้านอายุสินค้าและคุณภาพ การล่าช้าหรือตกเที่ยวบิน จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายและต้นทุนเพิ่มเติมแก่ผู้ส่งออก

ซึ่งสอดคล้องกับที่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ประเมินไว้ว่า ปัญหาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดด้านความแออัดของคลังสินค้าสุวรรณภูมิที่มีอยู่เดิม จากปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นและกระบวนการตรวจสอบสินค้าก่อนรับบรรทุกที่เข้มงวดขึ้น โดยที่ผ่านมา เกิดความเสี่ยงที่สินค้าขาออกจะตกเที่ยวบิน และในบางกรณีสินค้าขาเข้าหรือวัตถุดิบใช้เวลาในการนำออกจากพื้นที่ไปยังโรงงานประมาณ 7 วันทำการ ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการผลิตเพื่อการส่งออก

สำหรับตัวเลขการส่งออกทางอากาศในช่วง 7 เดือน ของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) ที่ผ่านมา พบว่า มีมูลค่าสูงถึง 2.42 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.7% คิดเป็น 33% ของมูลค่าการส่งออกของประเทศ ที่มีประมาณ 7.34 ล้านล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย

ดังนั้น การหยุดชะงักของระบบคลังสินค้าและ Air Cargo แม้เป็นการชั่วคราว จึงมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งด้านการส่งมอบสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ ความต่อเนื่องของสายการผลิต และความน่าเชื่อถือของไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก อีกทั้ง Cargo บางส่วนอาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ที่อื่นแทน ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากส่วนนี้

สำหรับกลุ่มสินค้าสำคัญที่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศมาก ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และฮาร์ดดิสก์ ในปี 2568 มีมูลค่าส่งออกทางอากาศประมาณ 1.32 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42% ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด กลุ่มสินค้าดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานโลก ส่วนสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้ อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูง มีมูลค่าส่งออกทางอากาศในปี 2568 ประมาณ 380,804 ล้านบาท คิดเป็น 26.2% ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลาการขนส่งและการควบคุมคุณภาพ การหยุดชะงักของระบบ Air Cargo จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินค้าและกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการได้โดยตรง

ส่วนสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรทางอากาศของไทย ประกอบด้วย 1.การขนส่งสินค้าผักและผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง แห้ง และแปรรูป ปี 2568 มีมูลค่า 9,826.62 ล้านดอลลาร์ เป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 351.81 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.58% ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด 2.การขนส่งผลไม้สด ปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกรวม 5,209.52 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 251.86 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 4.83% ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด ส่วน 8 เดือน ปี 2569 มีมูลค่าการส่งออกรวม 5,523.36 ล้านดอลลาร์ เป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 179.85 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.26% ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มีแผนระยะเร่งด่วน โดยจะติดตามและรวบรวมผลกระทบอย่างใกล้ชิด และประสานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) สมาคมผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และเครือข่ายผู้ส่งออก เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการ ประเภทสินค้า ตลาดปลายทาง และมูลค่าการค้าที่ได้รับผลกระทบ และประสานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ซึ่งมีเครือข่าย 58 แห่งใน 43 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการสื่อสารกับผู้นำเข้าและคู่ค้าต่างประเทศกรณีส่งมอบล่าช้า ช่วยเจรจาขยายเวลา สื่อสารสถานการณ์ภัยพิบัติ (Force Majeure) และป้องกันค่าปรับ เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว