กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. คงเป้าหมายการผลิตและส่งออกรถยนต์ในปี69เท่าเดิม แม้เผชิญปัญหาผลกระทบน้ำท่วมในหลายจังหวัด ส่วนรถที่เจอปัญหาน้ำท่วมให้ติดตามเพจFBค่ายรถและส.อ.ท.ที่จะออกแคมเปญช่วยเหลือ ส่วนเดือนสิงหาคม 2569 ยอดผลิต จำหน่ายรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายรถกระบะยังน่ากังวล ในขณะที่ส่งออกรวมลดลง
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ยังคงเป้าหมายการผลิตและการส่งออกรถยนต์ในปี2569 เท่าเดิมจากเดือนก.ค.69 ที่ได้ประกาศปรับลดการผลิตรถยนต์ปี2569มาอยู่ที่ 1,450,000 คันแบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 900,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน แม้ว่าขณะนี้จะเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดก็ตาม แต่ยังไม่ได้รับรายงานผลกระทบจากการผลิตหรือการขนส่งชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อนำไปผลิตรถยนต์ของค่ายรถยนต์แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ขอส่งกำลังใจให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เรากำลังเผชิญอยู่ โดยเจ้าของรถยนต์สามารถติดตามแคมเปญช่วยเหลือจากทุกค่ายรถยนต์ และจักรยานยนต์ได้ที่เพจเฟสบุคของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งค่ายรถจะให้บริการตรวจเช็คบางรายการฟรี รวมทั้งการจำหน่ายอะไหล่ในราคาส่วนลดสำหรับรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม
นายสุวัชร์ กล่าวถึงมติบอร์ดEV เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับข้อเสนอ 3 เสาหลักที่ปกป้อง กระตุ้น และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่นำเสนอกับภาครัฐมาโดยตลอด ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยการกำหนดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งไม่มีโรงงานผลิตในประเทศ สูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการปกป้องผู้ลงทุนและผลิตในประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทั้งนี้อัตราภาษีที่ลดหลั่นกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย เชื่อว่าจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตสนใจลงทุน และขยายฐานการผลิตรวมทั้งเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือ local content ในประเทศอีกด้วย
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศช่วง 8 เดือนที่ผ่านมายอดผลิต และยอดจำหน่ายในประเทศกลับมาขยายตัว ในขณะที่ยอดส่งออกลดลง โดยมียอดจำหน่ายในประเทศประมาณ 466,000 คัน แต่ตลาดรถกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศยังหดตัวอย่างต่อเนื่องหลายปี โดยลดลงประมาณ 63%ตั้งแต่ 2565 ขณะที่การส่งออกรถกระบะก็ติดลบเช่นกัน สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกำลังซื้อในประเทศ แต่เริ่มส่งผ่านมาจากตลาดส่งออกจากวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกระทบไปถึงซัพพลายเชน เนื่องจากรถกระบะเป็นรถที่มีสัดส่วน local content สูงมาก บางยี่ห้อสูงอยู่ในระดับมากกว่า 90% จึงหวังว่าภาครัฐเร่งออกมาตรการ “กระตุ้น”ในเร็วๆนี้ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน รวมถึง Ecosystem ของ product champion ไว้
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่าจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนสิงหาคม 2569 มีทั้งสิ้น 124,646 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 10.93%มาจากการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,126 คัน เพิ่มขึ้น 77.38%และผลิตรถกระบะเพื่อส่งออก 65,103 คัน เพิ่มขึ้น 18.11% ขณะที่ รถยนต์นั่งสันดาป(ICE)ภายในยังคงผลิตได้แค่ 17,355 คัน ลดลง 20.51%
ส่วนรถยนต์ที่ผลิตได้ตั้งแต่ เดือนมกราคม - สิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 959,711 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.27 %
โดยในเดือนสิงหาคม 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 83,612 คัน คิดเป็น 67.08 %ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีก่อน 12.24 %และในช่วง8เดือนแรกปีนี้ รถยนต์ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 605,579 คัน คิดเป็น 63.10 %ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.89%
ส่วนรถยนต์ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศในเดือนสิงหาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 41,034 คัน คิดเป็น 32.92 %ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.34 % และตั้งแต่เดือนมกราคม - สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 354,132 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 9.27%
นายสุรพงษ์ กล่าวว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,809 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ 1.04 %และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน25.59% โดยเพิ่มขึ้นเพราะยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29 % มีสัดส่วน 32.97%.หรือเกือบหนึ่งในสามของยอดขาย แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้ามี 13,126 คัน ส่งผลให้แปดเดือนแรกของปีนี้ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศไทยมี 60,578 คัน มีสัดส่วนแค่ร้อยละ 41.74 ของยอดขาย 145,132 คัน เป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้านำเข้า 84,554 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 58.26 ของยอดขาย แสดงว่ามีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาขายมากกว่าผลิตในประเทศ ทำให้ผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการจ้างงานคนไทยและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศได้รับความเสียหาย จึงมีการเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อสร้างสมดุลให้ผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศมานานและผู้ลงทุนรายใหม่ให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาปภายในโดยเฉพาะรถกระบะและเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออก
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เห็นด้วยกับกระทรวงพลังงานที่ให้ส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพให้มากขึ้น ลดการนำเข้าน้ำมันซึ่งมีราคาสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวในอัตราต่ำโดยส่วนหนึ่งมาจากการผลิตรถกระบะที่ลดลงกว่าสามแสนคันในสามปีที่ผ่านมาโดย กกร. ต้องทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้ผู้ซื้อรถกระบะเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยมากขึ้น เศรษฐกิจไทยจะได้เติบโตทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงขอเสนอให้รัฐบาลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้รถกระบะที่สามารถใช้ B20 รถยนต์นั่งสามารถใช้แก๊สโซฮอล์ให้มียอดขายเพิ่มขึ้น ซัพพลายเชนทั้งหลายในอุตสาหกรรมยานยนต์จะได้ผลิตมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นการเติบโตของเศรษฐกิจในวงจรขาขึ้น จะได้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงเร็วขึ้น ไม่ต้องรออีก 20 ปี
ขณะที่การส่งออกพบว่าการส่งออกไปตะวันออกกลางลดลงอีก 7,146 คันหรือลดลงร้อยละ 40.24 จากการสู้รบกัน หกเดือนที่รบกันส่งออกลดลงถึง 46,268 คันแล้ว และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสงครามตะวันออกกลางจะยุติอย่างถาวรได้เมื่อไร อย่างไรก็ตามเดือนนี้ส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา อเมริกาเหนือ นอกจากส่งออกลดลงในตลาดตะวันออกกลางยังส่งออกลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้ด้วย
โดยรถยนต์สำเร็จรูป เดือนสิงหาคม 2569 ส่งออกได้ 69,724 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคมปีก่อน 2.04 % โดยรถกระบะ ส่งออกจำนวน 39,079 คัน ลดลงจากปีก่อน5.01% รถยนต์นั่ง ICE จำนวน 2,316 คัน ส่งออกลดลง 84.27%


