จากกรณีรถไฟฟ้าสายสีแดงหยุดวิ่ง 13 สถานี ถึงกระเป๋าตกค้างที่สนามสุวรรณภูมินับพันใบ เป็นบททดสอบใหญ่ของโครงสร้างคมนาคมไทยในวันที่ฝนตก จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพอากาศอีกต่อไป
หลังจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงวันที่ 26-27 กันยายนที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างปัญหาเพียงการจราจรบนท้องถนน แต่ยังลุกลามเข้าสู่ระบบคมนาคมสาธารณะทั้งทางรางและทางอากาศ จนกลายเป็นภาพสะท้อนถึง จุดอ่อนทั้งระบบที่ซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างการเดินทางของเมืองหลวง
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้ช่วงเวลาเดียวกัน เริ่มจากรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงที่ต้องหยุดให้บริการทั้งระบบชั่วคราว 13 สถานี ขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิต้องเผชิญปัญหากระเป๋าสัมภาระตกค้างจำนวนมาก ผู้โดยสารบางส่วนรอนานกว่า 5-6 ชั่วโมง และเที่ยวบินจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากความล่าช้า
แม้จะเป็นคนละระบบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนปัญหาเดียวกัน คือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ ระบบสนับสนุนเบื้องหลังยังเปราะบางกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด
กรณีรถไฟฟ้าสายสีแดง เหตุเริ่มต้นจากระบบควบคุมอาณัติสัญญาณที่สถานีทุ่งสองห้องเกิดขัดข้อง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังระบบจำหน่ายตั๋ว ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง ลิฟต์ บันไดเลื่อน และลามไปถึงการควบคุมการเดินรถทั้งโครงข่าย จนต้องสั่งปิดบริการชั่วคราวตลอดเส้นทาง ถึงแม้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จะเร่งส่งวิศวกรเข้าดำเนินการแก้ไข และประสานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดรถรับส่งผู้โดยสารทดแทน ก่อนกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติในช่วงค่ำวันเดียวกัน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างคำถามสำคัญต่อระบบสำรองและความพร้อมในการรับมือเหตุขัดข้องของระบบขนส่งมวลชนหลักของประเทศ
ขณะเดียวกัน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สถานการณ์กลับสะท้อนอีกมิติหนึ่งของปัญหา เมื่อฝนและน้ำท่วมไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรันเวย์หรือการบิน แต่กลับกระทบ “คน” และ “เครื่องมือ” ที่อยู่เบื้องหลังการให้บริการ
การที่พนักงานภาคพื้นจำนวนหนึ่งไม่สามารถเดินทางเข้าทำงานได้จากปัญหาน้ำท่วม ประกอบกับรถลำเลียงสัมภาระของผู้ให้บริการภาคพื้นบางส่วนเกิดขัดข้อง ส่งผลให้ระบบขนถ่ายสัมภาระสะดุด ผู้โดยสารจำนวนมากต้องรอรับกระเป๋าเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขณะที่เที่ยวบินขาออกหลายเที่ยวบินต้องเลื่อนเวลาออกเดินทาง
แต่เป็นที่น่าแปลกใจและมีคำถามว่าทำไมจึงเกิดขึ้นเฉพาะขสายกานบินไทยเท่านั้น นี่สะท้อนให้เห็นถึงการบรืหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพขาดแผนรับมือในภาวะวิกฤติ
ดังนั้นจึงได้ภาพกระเป๋าจำนวนมากตกค้างภายในสนามบิน สวนทางกับภาพลักษณ์ “ฮับการบินระดับภูมิภาค” ที่ไทยพยายามผลักดันมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งสองเหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างหลักพังทลาย แต่เกิดจาก ระบบสนับสนุนที่หยุดทำงาน
ในกรณีรถไฟฟ้า จุดเริ่มต้นคือระบบอาณัติสัญญาณเพียงจุดเดียว แต่ส่งผลต่อทั้งเครือข่าย ส่วนสุวรรณภูมิ เครื่องบินยังขึ้นลงได้ตามปกติ แต่การขาดแคลนบุคลากรและอุปกรณ์ภาคพื้นกลับทำให้กระบวนการทั้งหมดสะดุด
นั่นหมายความว่า ความท้าทายของระบบคมนาคมไทยในปัจจุบันอาจไม่ได้อยู่ที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายแสนล้านบาทเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้าง ความยืดหยุ่นหรือ Resilience ให้กับระบบทั้งหมด ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร ระบบสำรอง บุคลากร ไปจนถึงแผนบริหารจัดการภาวะวิกฤต
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์ครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติกำลังกลายเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาคิดในการออกแบบระบบคมนาคมสมัยใหม่อย่างจริงจัง
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ทำไมรถไฟฟ้าล่มหรือ ทำไมกระเป๋าตกค้างแต่คือเมื่อฝนลูกต่อไปมาถึง ระบบคมนาคมของกรุงเทพฯ จะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่โดยไม่ทำให้ผู้โดยสารทั้งเมืองต้องหยุดชะงักไปพร้อมกัน
เพราะเหตุการณ์ตลอดสองวันที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า ในวันที่เมืองหลวงเผชิญฝนหนัก ความเสียหายไม่ได้วัดจากระดับน้ำบนถนนเพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดจากการเตรียมคงามพร้อมฃองหน่วยงานรัฐที่ยังขาดความรับผิดชอบและล่าช้าไม่ทันต่อการรับมือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฃ้ำซาก รวมถึงความสามารถของระบบคมนาคมในการพาผู้คนไปถึงจุดหมายได้ตามปกติด้วยเช่นกัน


