สัมภาษณ์พิเศษ : นายกมล พรชัยชนะกิจ กรรมการผู้จัดการ Flottweg Thailand
ต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานโลก กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อภาคการผลิตไทย จนทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์การแข่งขันใหม่อีกครั้ง
• ในอดีต การเพิ่มกำลังการผลิตและการลดต้นทุนต่อหน่วยอาจเป็นคำตอบของการเติบโต แต่ในวันที่ต้นทุนด้านพลังงานและทรัพยากรมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สมการดังกล่าวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
นายกมล พรชัยชนะกิจ กรรมการผู้จัดการ Flottweg Thailand ให้มุมมองว่า วันนี้โจทย์สำคัญของผู้ผลิตไม่ได้อยู่ที่ “จะผลิตได้มากขึ้นแค่ไหน” แต่คือ “จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ได้มากเพียงใด”
•ประสิทธิภาพ กลายเป็นตัวแปรทางธุรกิจ
นายกมล กล่าวว่า การแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากการวัดกันที่ต้นทุนต่อหน่วย ไปสู่การวัดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรแต่ละหน่วยที่เข้าสู่กระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน วัตถุดิบ น้ำ หรือสารเคมี
“ในอดีตเราอาจมองว่าประสิทธิภาพเป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติการ แต่ปัจจุบันประสิทธิภาพกลายเป็นเรื่องของกำไรและความสามารถในการแข่งขันโดยตรง เพราะทุกหน่วยของทรัพยากรที่ใช้ได้คุ้มค่ามากขึ้น หมายถึงต้นทุนที่ลดลง และทุกหน่วยของผลิตภัณฑ์ที่กู้คืนกลับมาได้ คือรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากกระบวนการเดิม”
เขาระบุว่า การบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบสามารถช่วยลดต้นทุนพลังงานได้มากกว่า 10% ต่อปีภายในระยะเวลา 3 ปี และหากมีการค้นหาโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ศักยภาพในการประหยัดต้นทุนระยะยาวอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 60%
•ผลิตเพิ่ม ไม่ได้แปลว่าแข่งขันได้มากขึ้น
แม้หลายองค์กรยังคงมองการขยายกำลังการผลิตเป็นเครื่องมือหลักในการเติบโต แต่ Flottweg เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน
“ผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยยังเชื่อว่าการผลิตได้มากขึ้นเท่ากับมีความสามารถแข่งขันมากขึ้น แต่หากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นต้องแลกกับการใช้พลังงาน วัตถุดิบ และต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น ผลตอบแทนที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน”
นายกมลมองว่า การลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน วัตถุดิบ สารเคมี หรือของเสีย สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ทันที และในหลายกรณีอาจให้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนขยายกำลังการผลิตขนาดใหญ่
ก่อนลงทุนเพิ่ม ต้องหาจุดสูญเสียให้เจอ
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังตัดสินใจลงทุน นายกมลเสนอว่า คำถามแรกไม่ควรเป็นเรื่องการซื้อเครื่องจักรใหม่หรือการสร้างกำลังการผลิตเพิ่ม แต่ควรเริ่มจากการสำรวจว่าเครื่องจักรและระบบการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบันถูกใช้งานได้เต็มศักยภาพแล้วหรือยัง
“สิ่งสำคัญคือการค้นหาว่า มูลค่ากำลังสูญเสียอยู่ตรงไหน”
ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้เกินความจำเป็น วัตถุดิบที่สูญหายในกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ที่กู้คืนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ปัญหาคอขวดในสายการผลิต หรือกระบวนการปลายน้ำที่สร้างต้นทุนโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม
“หลายครั้งการแก้ปัญหาเหล่านี้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างสายการผลิตใหม่”
•มองทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะเครื่องจักร
นายกมลย้ำว่า การเพิ่มประสิทธิภาพไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่การปรับปรุงเครื่องจักรบางตัว แต่ต้องมองภาพรวมของทั้งกระบวนการผลิต
เนื่องจากประสิทธิภาพของระบบแยกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งคุณสมบัติของวัตถุดิบ ปริมาณการผลิต ความเข้มข้นของของแข็ง รวมถึงคุณภาพผลผลิตที่ต้องการ
“การออกแบบและปรับสภาวะการทำงานให้เหมาะสมกับแต่ละกระบวนการ มีผลโดยตรงต่อทั้งการใช้พลังงานและอัตราการกู้คืนทรัพยากร ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของต้นทุนการผลิต”
•เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่า
หนึ่งในตัวอย่างที่ Flottweg นำมาใช้คือเทคโนโลยี Recuvane® ซึ่งสามารถนำพลังงานจากของเหลวที่ถูกปล่อยออกจากเครื่องดีแคนเตอร์กลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 10-20% ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของแต่ละโรงงาน
อีกตัวอย่างคืออุตสาหกรรมเบียร์ ซึ่งเครื่องดีแคนเตอร์สามารถกู้คืนน้ำเวิร์ตจากตะกอนร้อนได้สูงถึง 98% เปลี่ยนสิ่งที่เคยเป็นของเสียให้กลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มได้อีกครั้ง
แนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม น้ำมันปาล์ม ไบโอเอทานอล โปรตีนจากสัตว์ และระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ต้นทุนพลังงานและการกู้คืนทรัพยากรมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันโดยตรง
•สมการใหม่ของอุตสาหกรรมไทย
นายกมลกล่าวว่า ทิศทางการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มสะท้อนแนวคิดดังกล่าวมากขึ้น โดยในปี 2568 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายใต้มาตรการ Smart and Sustainable Industry ของ BOI จำนวน 473 โครงการ มูลค่ารวม 68,269 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99% จากปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และการปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
“สุดท้ายแล้ว คำถามสำคัญของภาคการผลิตอาจไม่ใช่ว่าเราจะผลิตเพิ่มได้อีกเท่าไร แต่คือเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มจากพลังงาน วัตถุดิบ และสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้อีกมากแค่ไหน”
ในวันที่ต้นทุนพลังงานยังเป็นแรงกดดันสำคัญของภาคอุตสาหกรรม ประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการลดต้นทุนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของผู้ผลิตไทยในอนาคต


