ล่าสุด กระทรวงการคลังส่งสัญญาณการปรับลดภาษีน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ยังผันผวน และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
หนึ่งใน มาตรการลดภาษีน้ำมันถือเป็น “ยาแก้ปวด” ที่ออกฤทธิ์เร็ว เพราะสามารถกดราคาดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงลงได้ทันที ช่วยลดต้นทุนขนส่ง การลดภาระของผู้ประกอบการ และชะลอแรงกดดันเงินเฟ้อที่กำลังส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ แต่คำถามสำคัญคือ รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือกำลังซื้อเวลาให้กับปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม
เพราะทุก 1 บาทที่ลดภาษีน้ำมันลง นั่นหมายถึงรายได้ภาครัฐที่หายไปจำนวนมหาศาล ขณะที่ภาระการดูแลราคาพลังงานยังคงอยู่ หากราคาน้ำมันโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง รัฐอาจต้องเลือกระหว่างการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานกับการรักษาวินัยการคลังในระยะยาว
ถึงแม้รัฐบาลจะสามารถลดภาษีน้ำมันได้ แต่กลับไม่สามารถควบคุมต้นทุนพลังงานอีกด้านหนึ่งได้ นั่นคือ “ค่าไฟฟ้า”
ขณะที่สังคมกำลังจับตาราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ระเบิดเวลาที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างกว่ากลับอยู่ที่ต้นทุนไฟฟ้า ซึ่งมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG ในตลาดโลก
ล่าสุดบริษัท PTTEP เคยประเมินว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของราคา LNG 3 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู อาจทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นราว 5% สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพลังงานของไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า แม้ราคาน้ำมันจะลดลงจากมาตรการภาษี แต่ต้นทุนค่าไฟอาจกำลังเดินสวนทางขึ้นมาแทนที่
สำหรับผลกระทบของค่าไฟไม่ได้จำกัดอยู่แค่บิลค่าไฟในบ้านเรือน แต่จะส่งผ่านไปยังภาคการผลิต โรงงานอุตสาหกรรม ห้องเย็น คลังสินค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ศูนย์กระจายสินค้า และภาคบริการเกือบทั้งหมด
ส่วนสินค้าที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ อาหารสด อาหารแช่แข็ง เนื้อสัตว์ ไข่ นม เครื่องดื่ม และสินค้าเกษตรที่ต้องใช้ระบบควบคุมอุณหภูมิ เพราะแม้ต้นทุนขนส่งจะลดลงจากราคาดีเซลที่ถูกลง แต่ต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นแรงกดดันใหม่ที่ผลักให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด
อีกนัยหนึ่ง การลดภาษีน้ำมันอาจช่วยชะลอเงินเฟ้อได้ในระยะสั้น แต่หากค่าไฟกลายเป็นปัจจัยต้นทุนตัวใหม่ ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากราคาน้ำมันที่ลดลง อาจถูกหักล้างไปในเวลาไม่นาน
โจทย์นี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อไทยกำลังแข่งขันดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center, Cloud และ AI ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง ชึ่งหากไทยไม่สามารถรักษาเสถียรภาพต้นทุนพลังงานได้ การกำหนดอัตราค่าไฟประเภท 9 สำหรับกลุ่ม Data Center หรือการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ก็อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2026 จึงไม่ใช่เพียงแผนด้านพลังงาน แต่เป็น “แผนเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตลอด 20-25 ปีข้างหน้า
เพราะโจทย์ที่แท้จริงไม่ใช่การทำให้ราคาน้ำมันถูกลงชั่วคราว แต่คือการทำให้ต้นทุนพลังงานทั้งระบบมีเสถียรภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ค่าไฟที่แข่งขันได้ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
สุดท้ายแล้ว การลดภาษีน้ำมันอาจช่วยให้ประชาชนหายใจคล่องขึ้นในวันนี้ แต่หากค่าไฟยังเดินหน้าปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตก็จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในวันพรุ่งนี้ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยได้เห็น “น้ำมันถูกลง แต่ของกินยังแพงขึ้น”
เพราะในโลกเศรษฐกิจปัจจุบัน ต้นทุนพลังงานไม่ได้จบอยู่ที่ปั๊มน้ำมันอีกต่อไป แต่กำลังซ่อนอยู่ในทุกจานอาหาร ทุกสินค้า และทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ


