xs
xsm
sm
md
lg

“ศุภจี”ถกทูตอินเดีย ลุยร่วมมือสร้าง ร่วมลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ศุภจี” ถกเอกอัครราชทูตอินเดีย เดินหน้าขับเคลื่อนหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ลุยร่วมมือร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment) ในสาขาที่ไทยและอินเดียมีศักยภาพร่วมกัน ทั้งสมุนไพรและเภสัชภัณฑ์ IT อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการต้อนรับ เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก เห็นพ้องใช้เวทีประชุม JTC ติดตามความร่วมมือ ขับเคลื่อนการค้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับ นายปุนีต อัครวาล เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า ไทยกับอินเดียเน้นย้ำความพร้อมที่จะร่วมมือกันในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในการเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ “ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment)” ในสาขาที่ไทยและอินเดียมีศักยภาพ อาทิ สมุนไพรและเภสัชภัณฑ์ IT อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการต้อนรับ (hospitality) ด้วยการร่วมลงทุน ร่วมผลิต เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าไปยังตลาดทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ได้แจ้งกับเอกอัครราชทูตอินเดียว่า เมื่อต้นเดือน ก.ย.2569 ได้เดินทางไปเยือนอินเดีย และหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย ถึงการขยายความร่วมมือในรูปแบบ Co-Creation Co-Investment ในสาขาที่อินเดียมีความต้องการหรือมีทรัพยากรและไทยมีศักยภาพและสนใจที่จะลงทุน เพื่อเติมเต็มและได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยหลีกเลี่ยงสาขาที่แต่ละฝ่ายมีความอ่อนไหว โดยได้มอบหมายให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มดำเนินการร่วมกันโดยมีกระทรวงพาณิชย์ช่วยสนับสนุน ให้มีความคืบหน้าภายใน 45 วัน เพื่อนำร่องและให้เกิดต้นแบบ ซึ่งล่าสุดมีนักลงทุนไทย 5-6 รายแล้วที่แสดงความสนใจมีความร่วมมือกับอินเดียภายใต้แนวคิดดังกล่าว


ขณะเดียวกัน เอกอัครราชทูตอินเดีย แจ้งว่า บริษัทอินเดียอยู่ระหว่างเตรียมการลงทุน Data Center ในไทย โดยหลายบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัทไทยแล้ว และยังได้ชักชวนให้บริษัทไทยเข้าไปลงทุนในอินเดียด้วย และทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันว่าจะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) เป็นกลไกในการติดตามการดำเนินความร่วมมือ ตลอดจนหารือเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าระหว่างกัน โดยเอกอัครราชทูตอินเดียแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดียเสนอให้ที่ประชุม JTC จัดทำแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าวต่อไป

นางศุภจีกล่าวว่า ด้านความร่วมมือภาคบริการ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมโยงระบบชำระเงิน UPI ของอินเดียกับระบบ Promptpay ของไทย และได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท-รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนทางการค้า และในส่วนของการฝึกอบรม การศึกษา อินเดียต้องการร่วมมือกับไทยในอุตสาหกรรม Hospitality ซึ่งไทยมีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ ตนจึงได้แจ้งว่าไทยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมด้าน Hospitality และการฝึกอบรมในระดับอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะและบุคลากรในภาคบริการ ทั้งนี้ ในช่วงหลังของการหารือ เอกอัครราชทูตอินเดียขอให้ไทยสนับสนุนบุคลากรวิชาชีพของอินเดีย ได้แก่ นักบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี และภาค IT เพื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทยด้วย

อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าระหว่างไทยกับอินเดีย มีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.07% โดยไทยส่งออกไปอินเดีย มูลค่า 10,270.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากอินเดีย มูลค่า 3,704.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี และเงินแท่งและทองคำ