xs
xsm
sm
md
lg

จะคุมได้จริงหรือ? “ศุภจี” เซ็นเปิดให้ต่างชาติทำ 8 ธุรกิจ ไม่ต้องขออนุญาต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จะคุมได้จริงหรือ? “ศุภจี” เซ็นเปิดให้ต่างชาติทำ 8 ธุรกิจ ไม่ต้องขออนุญาต “พาณิชย์” บอกมีกฎหมายเฉพาะดูแล ไม่แข่ง SME จำกัดขอบเขตบริการ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศรายชื่อ 8 ธุรกิจบริการ ที่คนต่างชาติจะเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ไม่ต้องขออนุญาตการประกอบธุรกิจอีกต่อไป

ทำให้เกิดคำถามที่ว่า แล้วธุรกิจไทย จะแข่งขันได้หรือไม่ แล้วใครจะรับผิดชอบ หากธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีที่เกิดขึ้น และต้องล้มหายตายจากไปจริง ๆ

สำหรับที่มาของการปลดล็อกดังกล่าว เริ่มต้นจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามในกฎกระทรวง กำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ดังนี้

1.ธุรกิจบริการที่โทรคมนาคม (สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง) 
2.ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน (ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมแลกเปลี่ยนเงิน) 
3.ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม 
4.ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือ 
5.ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วน เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน เครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท 
6.ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม 
7.ธุรกิจบริการให้กู้ยืมเงินในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน (ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) 
8.ธุรกิจการใหบริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546

ทันทีที่เกิดกระแสข่าว นางศุภจีเปิดทางให้คนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจได้ง่าย ๆ โดยไม่สนใจธุรกิจของคนไทยจะเป็นตายร้ายดียังไง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะที่รับผิดชอบการพิจารณาปลดธุรกิจออกจากบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้ต้องทำทุกปี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบคนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโดยสุจริต

โดยได้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริงว่า ทั้ง 8 ธุรกิจ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแล ได้แก่ ธุรกิจบริการโทรคมนาคม สำหรับใบอนุญาตที่ผู้ประกอบกิจการไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเอง กำกับดูแลโดย สำนักงาน กสทช. ซึ่ง กสทช. มีการออกใบอนุญาตประเภทนี้ไปแล้ว 525 ราย ในจำนวนนี้เป็นธุรกิจต่างด้าว 171 ราย ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน กำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง ธปท. ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการแข่งขันกันกับคนไทย ด้วยเหตุผลว่ากิจการนี้ต้องให้บริการกับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น ธุรกิจการให้กู้ยืมเงิน ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า กำกับดูแลโดย สำนักงาน ก.ล.ต. และธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทนผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 กำกับดูแลโดย สำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่ง ก.ล.ต. แจ้งว่าผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมในการแข่งขัน

กลุ่มที่ 2 การให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือในกลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจบริการบริหารจัดการด้านงานธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างนิติบุคคลซึ่งมีความสัมพันธ์แบบในเครือในกลุ่ม ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจคนไทย และผู้ประกอบการ SME เพราะให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือในกลุ่ม และที่ผ่านมา เมื่อมีการขอมาก็อนุญาตทุกครั้ง โดยมีการอนุญาตไปแล้ว 334 ราย

กลุ่มที่ 3 ธุรกิจจำกัดขอบเขตบริการ/บริการเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน เครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท ถือเป็นสวัสดิการพนักงาน ไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการไทย และธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งกระทรวงพลังงาน สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เห็นด้วยในการถอดรหัสธุรกิจออกจากบัญชีท้าย เนื่องจากเป็นการเพิ่มผู้ให้บริการและเป็นบริการที่ใช้เทคโนโลยีและเงินลงทุนสูง โดยเฉพาะการขุดเจาะนอกชายฝั่ง ซึ่งไม่มีผู้ประกอบการไทยให้บริการ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการออกมาชี้แจงในทุกประเด็น แต่สังคมก็ยังมีความกังวลว่า มีหลายธุรกิจ ที่มีความเสี่ยงที่คนต่างชาติจะเข้ามาทำธุรกิจแข่งขันกับธุรกิจคนไทย และที่บอกว่า มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลอยู่ มีการจำกัดการให้บริการในเครือในกลุ่ม และไม่กระทบต่อผู้ประกอบการ SME ของไทย ใครเป็นคนตรวจสอบ ใครเป็นคนติดตาม หรือจะเป็นเพียงแค่คำพูดสวยหรู แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง แล้วสุดท้ายธุรกิจไทย ก็ได้รับผลกระทบเหมือนเดิม