xs
xsm
sm
md
lg

“ศุภจี”ถก USTR ยันไต่สวนกรณีกำลังการผลิต ภาษีไทยแข่งขันได้ เห็นตรงกันเร่งปิดดีล ART

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ศุภจี”เผยการเจรจาผู้แทนการค้าสหรัฐฯ บรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดี สหรัฐฯ เห็นความตั้งใจของไทย พร้อมยันการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน ไทยจะได้รับอัตราภาษีอย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้ ส่วนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) มีความคืบหน้าต่อเนื่อง สหรัฐฯ ยังเห็นพ้องกับไทย เร่งการเจรจาให้จบโดยเร็ว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ว่า ภาพรวมของการหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อความตั้งใจของฝ่ายไทย โดยเห็นว่าการเจรจาในครั้งนี้ มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ก่อนที่จะมีการประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง โดยสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้ และทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบร่วมกันให้ทีมเจรจาในระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายช่วยกันสรุปผลในประเด็นปลีกย่อยให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของการเดินทางเยือนครั้งนี้ เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้าจนสามารถมีข้อสรุปได้ โดยตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันภารกิจนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้งไทยและสหรัฐฯ ร่วมกันในระยะยาว

“ก่อนหน้าการเดินทางเยือน ตนได้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 27 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ตนยังได้หารือทางโทรศัพท์กับนาย Greer เพื่อเน้นย้ำความตั้งใจของฝ่ายไทยที่จะเดินหน้าผลักดันการเจรจาให้มีความคืบหน้าและสรุปผลโดยเร็วที่สุด โดยในช่วงเดียวกันนี้ ทีมประเทศไทยก็ได้เดินทางมาร่วมการเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมกันหาข้อสรุปในประเด็นทางเทคนิคต่าง ๆ ที่เคยมีความเห็นที่แตกต่างกัน”


นางศุภจีกล่าวว่า ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นทุกปี จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศคู่ค้าที่เกินดุลเข้าสู่การเจรจาปรับสมดุลทางการค้า โดยไทยเคยถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA สูงถึงร้อยละ 36 ก่อนที่จะลดลงเหลือร้อยละ 19 ภายหลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 และต่อมาแม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินให้การเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อเดือน ก.พ.2569 แต่สหรัฐฯ ก็ได้หันมาใช้มาตรา 122 เพื่อเก็บภาษีร้อยละ 10 จากทุกประเทศแทน แต่จากการที่มาตรา 122 มีกำหนดเวลาสิ้นสุด สหรัฐฯ จึงเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพิ่มเติมอีก 2 กรณี ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างและกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนทั้งสองกรณี

ด้วยเหตุนี้ การเร่งผลักดันให้การเจรจา ART มีความคืบหน้าและได้ข้อสรุปโดยเร็ว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย มูลค่ากว่า 2.37 ล้านล้านบาท และการจ้างงานภายในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง อีกทั้งจะช่วยรักษาและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในประเทศไทย

ทั้งนี้ ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีการไต่สวนไทยและประเทศต่าง ๆ ภายใต้มาตรา 301 ใน 2 กรณี ได้แก่ กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีที่ร้อยละ 12.5 สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเขาสินค้าจากแรงงานบังคับ และร้อยละ 10 สำหรับประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผลการไต่สวน โดยฝ่ายสหรัฐฯ เองก็แสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บ ควบคู่ไปกับความคืบหน้าของการเจรจา ART เช่นกัน

สำหรับความตกลง ART เป็นกรอบความตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ ผลักดันจัดทำกับประเทศคู่ค้าที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และโอกาสเชิงพาณิชย์ ซึ่งเมื่อสามารถจัดทำความตกลงร่วมกันได้ ประเทศคู่ค้ามีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับที่ต่ำลงและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ไทยได้ผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อช่วยให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคได้ พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ ป้องกันการสูญเสียอาชีพในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร ตลอดจนรักษารายได้ของประชาชนไทยในภาพรวม และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาทโดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 2.37 ล้านล้านบาท ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 7 แสนล้านบาท โดยไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 1.68 ล้านล้านบาท