สถานการณ์ราคามะพร้าวแกงตกต่ำ ไม่ใช่เพิ่งมาตกเอาวันสองวันนี้ แต่ตกต่ำมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 โดยราคาลดลงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำราคาต่ำสุดไปอยู่ที่ลูกละ 2-3 บาท และวันนี้ ราคาก็ยังวิ่งวนอยู่แถวนี้ ไม่มีแนวโน้มที่จะขยับราคาสูงขึ้น ส่วนราคาทางการ กระทรวงพาณิชย์บอกว่า อยู่ที่ลูกละ 5 บาท แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรไม่สามารถขายได้ในราคานี้ เพราะเป็นเพียงราคาในฝัน ที่ใครก็ไม่รู้ตั้งเอาไว้ ส่วนการขายจริง ได้ราคาต่ำกว่านี้มาก
หากติดตามการการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำ พบว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มเข้าไปแทรกแซง หลังจากที่เกษตรกรเรียกร้องมานาน ด้วยการเข้าไปรับซื้อจากเกษตรกรในจังหวัดแหล่งปลูกมะพร้าว เช่น ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร ช่วงเดือน มิ.ย.2569 รวม ๆ แล้วประมาณ 10 ล้านลูก ซื้อจริงประมาณ 11 ล้านลูก จากปริมาณคาดการณ์ผลผลิตปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 600 ล้านลูก หรือคิดเป็นการช่วยเหลือแค่ 1.67% ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด
พร้อมกันนั้น ได้กำหนดมาตรการควบคู่ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการและโรงงานกะทิสำเร็จรูป ชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลจากต่างประเทศ โดยเน้นย้ำให้หันมาใช้และรับซื้อผลผลิตของชาวสวนในประเทศเป็นหลักก่อน
โดยมีตัวเลขล่าสุด เพียงแค่ 5 เดือนของปี 2569 โดยนำเข้าอยู่ที่ 79,126.99 ตัน ลดลงเกือบ 60% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่เคยมีการนำเข้าสูงถึง 188,858.22 ตัน แต่ไม่ปรากฏว่า เดือน มิ.ย.2569 และ ส.ค.2569 ตัวเลขการนำเข้ามีปริมาณเท่าไร เพราะกระทรวงพาณิชย์ไม่เคยออกมารายงานตัวเลขนี้เลย
สุดท้าย การแก้ไขปัญหามะพร้าวแกง ก็ไม่สามารถดันราคาขึ้นไปได้ โดยราคายังตกต่ำลงต่อเนื่อง และแม้แต่ตัวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ยังยอมรับด้วยตนเองในช่วงการแถลงผลงาน 90 วันกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 ตอนหนึ่งว่า มีสินค้าเกษตรอยู่ 2 ตัว ที่ราคายังตกต่ำ คือ ลองกอง เบอร์ 3 ราคา 45 บาท/กก. ลด 13.46% มะพร้าวแกง 5 บาท/ลูก ลด 68% โดยยอมรับตรง ๆ ว่า ราคายังไม่ดีจริง ก็จะทำต่อเนื่อง และทำให้ดีที่สุด อะไรทำได้ ก็บอกทำได้ อะไรไม่ได้ ก็บอกไม่ได้ แต่ต้องทำต่อไป
ทั้งนี้ แม้ว่านางศุภจี จะตอกย้ำให้เร่งแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำ แต่การแก้ไขปัญหาก็ยังวนอยู่ในอ่าง โดยก่อนหน้านี้ กรมการค้าภายในได้เสนอของบกลาง มาใช้เพื่อแทรกแซงมะพร้าวแกง มีการตั้งเรื่องในช่วงเดือน ก.ค.2569 แต่ติดขัดด้วยเรื่องระยะเวลา และขั้นตอนการพิจารณา ทำให้ไม่ทันสถานการณ์ความเดือดร้อนของเกษตรกร จึงได้ปรับแผนมาขอใช้งบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) แทน
ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ที่มีนางศุภจีเป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการดูดซับมะพร้าวผลแก่ ปี 2569 ในช่วงเดือน ส.ค.2569 โดยจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเร่งดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกร (คจก.) ในพื้นที่ พิจารณาจุดรับซื้อและเร่งเข้ารับซื้อมะพร้าวผลแก่โดยเร็ว เพื่อระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตและช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาที่ปรับตัวลดลง วงเงิน 46.6075 ล้านบาท
โดยเงินก้อนนี้ จะนำไปใช้เพื่อเพิ่มช่องทางตลาด เชื่อมโยงการซื้อขาย ลดปริมาณมะพร้าวผลแก่ส่วนเกินและผลผลิตตกค้างในระบบ รวมทั้งช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยครอบคลุมทั้งการจำหน่ายมะพร้าวผลแก่เข้าสู่ตลาดปกติ และการนำมะพร้าวที่ตกค้างมาแปรรูปเป็นเนื้อมะพร้าวแห้ง เริ่มจังหวัดแรกที่ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 20 ส.ค.2569 ก่อนขยายไปยังจังหวัดแหล่งปลูกมะพร้าวแกงอื่น ๆ
เงื่อนไขการใช้เงิน กำหนดให้มะพร้าวผลแก่ที่เกษตรกรนำเข้าสู่ตลาด จะได้รับการสนับสนุนค่าบริหารจัดการ ไม่เกินผลละ 4 บาท และเมื่อรวมกับราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้แล้ว ต้องไม่เกินราคาเป้าหมายนำที่กำหนดสำหรับมะพร้าวผลแก่ขนาดใหญ่ ผลละ 10 บาท กำหนดเป้าหมายดูดซับ 10 ล้านผล ใช้งบประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อเร่งนำผลผลิตผลิตเข้าสู่ตลาดและเพิ่มรายรับให้แก่เกษตรกร
ส่วนมะพร้าวผลแก่ที่ตกค้างเป็นเวลานานจนเริ่มงอกหรือมีคุณภาพไม่เหมาะสมสำหรับจำหน่ายเป็นมะพร้าวผล กรมการค้าภายใน จะสนับสนุนให้แปรรูปเป็น เนื้อมะพร้าวแห้ง เพื่อลดการสูญเสียและนำผลผลิตกลับเข้าสู่ระบบการค้า โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการแก่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวและผู้รวบรวมที่จำหน่ายเนื้อมะพร้าวแห้ง ไม่เกินกิโลกรัมละ 5 บาท ภายใต้ราคาเป้าหมายกิโลกรัมละ 20 บาท กำหนดเป้าหมาย 500 ตัน ใช้งบประมาณ 2.50 ล้านบาท
ถึงวันนี้ โครงการดูดซับมะพร้าวผลแก่ ปี 2569 ก็ยังดำเนินการอยู่ แต่เสียงสะท้อนของเกษตรกชาวสวนมะพร้าว ยังส่งตรงถึงกระทรวงพาณิชย์เหมือนเดิมว่า ราคายังไม่ดีขึ้น จนหลาย ๆ ราย ออกมาพูดว่า ปล่อยให้ร่วงคาต้นดีกว่าจ้างคนมาสอย ราคามะพร้าวสวนทางกับค่าน้ำมันและค่าครองชีพ หรือบางรายโชว์ภาพมะพร้าวกองโต ที่ไม่มีคนมาซื้อ มาขน โดยราคาขายหน้าส่วนอยู่ที่ 4-6 บาทต่อลูก
ส่วนความหวังต่อมาตรการช่วยเหลือของกรมการค้าภายใน พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่สะท้อนว่า โควตารับซื้อช่วยเหลือยังกระจายไม่ทั่วถึง เงินโครงการช่วยเหลือลงมาถึงมือชาวสวนรายย่อยค่อนข้างช้า และล้งในพื้นที่หลายแห่งก็ยังไม่เปิดรับซื้อในราคานำตลาดอย่างทั่วถึง ทำให้ราคามะพร้าวแกง ยังคงตกต่ำ และไม่รู้ว่า มาตรการที่กระทรวงพาณิชย์ออกมาล่าสุดนี้ จะเป็นมาตรการแก้ผ้าเอาหน้ารอด หรือทำให้พ้นไปวัน ๆ อีกหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว ชาวสวนมะพร้าว ก็ต้องรับกรรมกับราคามะพร้าวแกงตกต่ำต่อไป


