xs
xsm
sm
md
lg

เปิดศึก PDP2026 ไทยรับคลื่น Data Center 8,800 เมกะวัตต์ เดิมพันค่าไฟคนทั้งประเทศ 25 ปีใครจ่ายต้นทุนค่าไฟ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หลังใช้เวลากว่า 2 ปีในการจัดทำ ในที่สุดสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (PDP 2026)” ในวันที่ 8 กันยายน 2569 ถือเป็นการเริ่มต้นครั้งแรกเกี่ยวกับอนาคตพลังงานไทยในอีก 25 ปีข้างหน้า ท่ามกลางกระแสถกเถียงที่ร้อนแรงเรื่องการลงทุน Data Center ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ

สำหรับแผน PDP 2026 จะเข้ามาแทนที่แผน PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีเป้าหมายทิศทางการผลิตและบริหารจัดการไฟฟ้าของประเทศในช่วงปี 2569-2593 เพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัล การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตาอย่างมากคือการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทย ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากระดับสูงสุด 53,997 เมกะวัตต์ในแผนเดิม เป็นช่วง 57,273-79,696 เมกะวัตต์ในแผนใหม่ ชึ่งมีปัจจัยจากการเติบโตของเศรษฐกิจ การขยายตัวของ EV และโดยเฉพาะ Data Center ที่คาดว่าจะใช้ไฟฟ้ารวมราว 8,800 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “Data Center” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการลงทุนด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญของระบบพลังงานไทย เนื่องจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้มีคำถามสำคัญว่าไทยมีความพร้อมเพียงใดในการรองรับการลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้ โดยไม่สร้างภาระต่อระบบไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายของประชาชน

ขณะที่รัฐบาลมองว่าการดึงดูดการลงทุน Data Center จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจะช่วยยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค แต่ฝ่ายที่มีข้อสังเกตมีความกังวลว่าการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจำนวนมากเพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ อาจนำไปสู่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่สูงขึ้น และอาจสะท้อนกลับมายังต้นทุนค่าไฟในอนาคต

ส่วนภายใต้ร่างแผน PDP 2026 ไทยได้เตรียมปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าครั้งใหญ่ ชึ่งกำหนดให้กำลังผลิตติดตั้งรวมของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 115 เมกะวัตต์ หรือ 115,000 เมกะวัตต์ และอาจขยายได้ถึง 185-253 เมกะวัตต์ในระยะยาว พร้อมกันจะเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

สำหรับแผนดังกล่าวยังวางเป้าหมายให้สัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันไปสู่ 49% และอาจขยับเป็น 65-89% ในช่วงปลายแผน สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศ

ในส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ในช่วงปี 2569-2593 จะมีรวมประมาณ 127,200-194,800 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ การบริหารจัดการด้านพลังงาน รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพลังงานในอนาคต

หัวใจสำคัญของ PDP 2026 คือการสร้างสมดุลระหว่าง “ความมั่นคงทางพลังงาน” กับ “การลดการปล่อยคาร์บอน” ผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการเปิดทางให้ภาคเอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้ามีบทบาทในการบริหารจัดการพลังงานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมจับตามองคือไม่ใช่เพียงว่าไทยจะมีไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่ แต่ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุน จากการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าครั้งใหญ่เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง PDP 2026 ในวันที่ 8 กันยายนนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดเผยแผนไฟฟ้าฉบับใหม่ของประเทศ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงถึงทิศทางพลังงานไทยในอีก 25 ปีข้างหน้า ว่าจะเดินหน้าอย่างไรให้ดึงดูดการลงทุนใหม่ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และไม่ผลักภาระต้นทุนไปสู่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้ามากเกินไป