กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กลุ่มค่ายรถยนต์ ค่ายรถจักรยานยนต์ และผู้ค้าน้ำมัน สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการใช้น้ำมัน E20 ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ ยังชูจุดเด่นในด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของประชาชนด้วยการใช้มาตรการทางกลไกราคากำหนดให้น้ำมัน E20 มีราคาที่ถูกกว่าน้ำมันเบนซินประเภทอื่น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว ยังเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่งได้อย่างเป็นรูปธรรม
วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอ ดังนั้นการส่งเสริมการใช้น้ำมัน E20 เป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของประชาชนด้วยการใช้มาตรการทางกลไกราคากำหนดให้น้ำมัน E20 มีราคาที่ถูกกว่าน้ำมันเบนซินประเภทอื่น ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว ยังเป็นพลังงานสะอาดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่งได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 ได้แล้ว ทว่าการใช้น้ำมัน E20 ของผู้บริโภคยังคงมีปริมาณไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพการรองรับของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในระดับสูง คือ มีรถยนต์กว่า 4 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์อีกประมาณ 80% ที่สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน E20 ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 5.88 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของปริมาณการใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซิน มีสาเหตุมาจากประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ทราบข้อมูลว่ารถยนต์ของตนเองสามารถเติมน้ำมัน E20 ได้ และบางรายกังวลว่า น้ำมัน E20 อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องยนต์ ทำให้อัตราเร่งไม่ดีเท่าที่ควร หรือมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่มากกว่าปกติ
ดังนั้นเพื่อปลดล็อกทุกข้อกังวลของประชาชน และถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันดำเนินการ เพื่อให้การเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น โดยกรมธุรกิจพลังงาน ได้ขอให้ค่ายรถส่งข้อมูลรุ่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รองรับการใช้น้ำมัน E20 จากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน
ขณะที่ทางฝั่งผู้ค้าน้ำมันพร้อมใจกันยืนยันเรื่องความพร้อมในการกระจายน้ำมัน E20 ให้มีจำหน่ายอย่างทั่วถึงในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ตลอดจนจะมีการเตรียมออกแคมเปญสิทธิประโยชน์และโปรโมชันส่วนลดพิเศษ เพื่อจูงใจและคืนกำไรให้แก่ประชาชนที่หันมาเติมน้ำมัน E20 อีกด้วย
นายอดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้เปิดเผยว่าปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงงานผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง 28 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่มีการใช้จริงประมาณ 3–4 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 50–60% ของกำลังการผลิต สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพในการรองรับความต้องการใช้เอทานอลในภาคเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 3–4 ล้านลิตรต่อวัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมในการบริหารจัดการและติดตามสถานการณ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ปริมาณวัตถุดิบ การผลิต การสำรอง และการจัดส่งเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอ และได้ย้ำว่าทุกลิตรของเอทานอลที่ผลิตและใช้ภายในประเทศ คือการนำทรัพยากรของประเทศไทยมาสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย
สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ประกอบด้วยพันธมิตรค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ วอลโว่ บีวายดี ดีพอล ฟอร์ด เกรท วอลล์ มอเตอร์ และจีลี่ ร่วมด้วยค่ายรถจักรยานยนต์ 5 แบรนด์ ได้แก่ ยามาฮ่า ฮอนด้า ซูซูกิ คาวาซากิ และโรยัล เอ็นฟีลด์ พร้อมด้วยผู้ค้าน้ำมันชั้นนำอีก 7 แบรนด์ ได้แก่ พีทีที สเตชั่น บางจาก พีที เซลล์ คาลเท็กซ์ ซัสโก้ และไซโนเปคซัสโก้


