xs
xsm
sm
md
lg

ไทยผลักดันอาเซียนผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไทยเข้าร่วมประชุม The ASEAN & Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 ที่สิงคโปร์ ชูวิสัยทัศน์ผลักดันอาเซียนจากผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลก ไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก แนะใช้จุดแข็งการเป็นฐานการผลิตภาคเกษตรที่เข้มแข็ง การมีนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางอาหาร

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุม The ASEAN & Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 จัดโดยสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากภาคการเมือง การทูต ภาคธุรกิจ และภาควิชาการจากหลายประเทศกว่า 300 คน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชียและอาเซียน โดยไทยได้เสนอว่าอาเซียนจำเป็นต้องรักษาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมโยง และร่วมลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของภูมิภาคจากผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

“แม้อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลก แต่ภูมิภาคยังคงมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก ความหลากหลายของประเทศสมาชิกไม่ใช่อุปสรรค หากแต่เป็นจุดแข็งที่ช่วยเสริมศักยภาพของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือและวางตำแหน่งให้เป็นพันธมิตรด้านการค้าและการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน อาเซียนควรเดินหน้าเร่งสร้างความก้าวหน้าในด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะ และการเชื่อมโยงด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของภูมิภาคในระยะยาว”

นอกจากนี้ ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร จะเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของอาเซียนในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภูมิภาคมีฐานการผลิตภาคเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต (Carbon Footprint) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจชีวภาพของภูมิภาค โดยอาเซียนควรมุ่งสู่การทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ (Co-creation) ระหว่างประเทศสมาชิก และใช้จุดแข็งเฉพาะด้านของแต่ละประเทศมาสร้างความเชื่อมโยงและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารและผลิตภัณฑ์ชีวภาพแห่งอนาคตให้มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น