xs
xsm
sm
md
lg

ส่งออก มิ.ย.69 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.8% บวก 24 เดือนติด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ส่งออก มิ.ย.69 มูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.8% ขยายตัว 24 เดือนติด ทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับ 2 ได้แรงหนุนจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ การเร่งสั่งซื้อรับมือภาษีสหรัฐฯ ภาคการผลิตหลายประเทศขยายตัว รวม 6 เดือน มูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17.6% คาดแนวโน้มส่งออกจะเริ่มชะลอตัว ประเมินเบื้องต้นทั้งปีอยู่ใน 3 กรณี ดีสุดบวก 11% กรณีฐานบวก 8% และแย่สุดบวก 5%

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน มิ.ย.2569 มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน และทำสถิติส่งออกสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากเดือน มี.ค.2569 ที่ทำได้ 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า มูลค่า 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.3% ขาดดุลการค้า 6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรวม 6 เดือนปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) การส่งออก มีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17.6% การนำเข้า มีมูลค่า 228,485.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 38% ขาดดุลการค้า 31,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว มาจากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ทำให้มีความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น การเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือนโยบายการค้าใหม่สหรัฐฯ การขยายตัวของภาคการผลิตในประเทศคู่ค้าช่วยหนุนความต้องการสินค้าไทย ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น เป็นการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ แต่ที่พิเศษขึ้นมา คือ การนำเข้าทองคำ ที่มีสัดส่วนถึง 7.2% เพิ่มสูงถึง 191.7% เพราะราคาทองคำลดลง ทำให้มีการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น

สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 6.5% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร ลด 10.8% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 0.9% โดยสินค้าสำคัญที่ลดลง อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ส่วนสินค้าที่ขยายตัว อาทิ ยางพารา น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และไก่แปรรูป ทั้งนี้ 6 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 3.2%

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 25.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ หม้อแบตเตอรีและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม ทั้งนี้ 6 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 21.6%

ทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี ตลาดหลัก เพิ่ม 25.5% โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 44.3% จีน 4.9% ญี่ปุ่น 22.7% สหภาพยุโรป (27) 22.3% และอาเซียน (5) 40.5% ส่วนตลาด CLMV ลด 5.6% ตลาดรอง เพิ่ม 15.9% โดยขยายตัวในทวีปออสเตรเลีย 32.7% ทวีปแอฟริกา 9.9% ลาตินอเมริกา 50.7% รัสเซียและกลุ่ม CIS 5.1% และสหราชอาณาจักร 15.6% ส่วนเอเชียใต้ ลด 6.3% และตลาดตะวันออกกลาง ลด 6.9% และตลาดอื่น ๆ ลด 59.9%

นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลังของปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลง หลังจากมีการเร่งนำเข้าไปก่อนหน้านี้ โดยปัจจัยหลักที่หนุนการส่งออก มาจากความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากสถานการณ์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มกลับมารุนแรง รวมถึงความไม่แน่นอนที่เกิดจากมาตรการการค้าและอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และจากแนวโน้มดังกล่าว ได้ประเมินการส่งออกไว้ 3 กรณี คือ กรณีดีสุด เพิ่ม 11% ซึ่งเป็นกรณีที่ได้อานิสงค์จากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และภาษีสหรัฐฯ อยู่ในวงจำกัด เงินบาทอ่อนค่า กรณีฐาน เพิ่ม 8% สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงส่ง ภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม ภาษีสหรัฐฯ อยู่ในระดับรับมือได้ เงินบาททรงตัว และกรณีต่ำสุด เพิ่ม 5% อิเล็กทรอนิกส์ชะลอตัว แรงกดดันสงครามลุกลามทำการค้าโลกชะงัก และภาษีสหรัฐฯ ขยายวงกว้างครอบคลุมหลายสินค้า โดยจะขอประเมินอีกที หลังจากได้ตัวเลขเดือน ก.ค.2569

ส่วนกรณีที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีไทยกรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับจากเดิม 10% เป็น 12.5% นั้น ถ้ามองลึก ๆ มีสินค้าอีกกว่า 2 พันรายการ ที่ไม่โดนเก็บภาษี อิเล็กทรอนิกส์ก็อยู่ในนี้ ทำให้การส่งออกยังไปได้ ส่วนที่เหลือ โดนเพิ่มมาไม่เยอะมากเพิ่มขึ้นอีก 2.5% โดยคู่แข่งในอาเซียนโดนภาษีต่ำกว่าไทย เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดนภาษี 10% จะถือเป็นคู่แข่งของไทย แต่ก็ถือว่าไม่มาก คงมีผลกระทบบ้าง ในเรื่องภาษีที่แตกต่างกัน ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน ยังไม่ประกาศผล ต้องรอติดตามดู