กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึกกำลังกรมการท่องเที่ยว ป้องกันคนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีทำธุรกิจท่องเที่ยว สแกนคนไทยที่มีชื่อเป็นกรรมการในหลายบริษัท เกินปกติวิสัยที่บุคคลจะบริหารกิจการได้ และส่งข้อมูลให้ท่องเที่ยวใช้ประกอบการออกใบอนุญาต และจะนำข้อมูล AI มาช่วยวิเคราะห์กลุ่มเสี่ยง รวมทั้งร่วมมือปราบปรามเต็มที่ เผยช่วง 6 เดือน ลุยตรวจกลุ่มเสี่ยง 5 จังหวัด 33 ราย สั่งเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 4 ราย ที่เหลือส่งตรวจสอบเชิงลึกเอาผิดต่อ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินี เข้าร่วมประชุมกับรองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ถึงแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ให้กับคนต่าง โดยในการป้องกันการทำธุรกิจโดยผิดกฎหมายและมีการใช้คนไทยเป็นนอมินี จะดำเนินการทบทวนแนวปฏิบัติในการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยเฉพาะประเด็นที่บุคคลสัญชาติไทยปรากฏชื่อเป็นกรรมการในหลายบริษัทมากเกินปกติวิสัยที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถบริหารกิจการได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นช่องว่างของกฎหมายที่ทำให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง
ส่วนกรมการท่องเที่ยว จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว กล่าวคือ เป็นคุณสมบัติของนิติบุคคลในการขอรับใบอนุญาต (บุคคลสัญชาติไทยที่เป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นหุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น กรรมการ/ผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอให้มีการพิจารณาประวัติการศึกษา การประกอบอาชีพ และฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น ข้อมูลรายได้ ประวัติการชำระภาษีเงินได้ประจำปีย้อนหลัง 3 ปี โดยอาจกำหนดให้มีกลไกการคัดกรองผ่านการสัมภาษณ์จากกรมการท่องเที่ยวก่อนได้รับใบอนุญาตนำเที่ยว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ให้รวมถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลด้วย
นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบออนไลน์แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือน เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของนิติบุคคลได้อย่างทันท่วงที และจัดทำฐานข้อมูลร้านค้าและสถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ภาพรวมของเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนเฝ้าระวังการผูกขาดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยคนไทยเป็นนอมินี รวมถึงการเลี่ยงภาษีหรือฟอกเงิน โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินการตรวจสอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
“จะมีการบูรณาการการทำงานเน้นการปฏิบัติ 2 ด้าน คือ 1.ด้านการป้องกัน บูรณาการความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนาเทคโนโลยีและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์และคัดกรองกลุ่มเสี่ยง จัดทำแผนปฏิบัติการร่วมในการกำกับดูแลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง และสร้างการรับรู้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นตัวแทนอำพรางให้แก่คนต่างด้าว 2.ด้านการปราบปราม มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเคร่งครัด โดยบูรณาการข้อมูลและพยานหลักฐานระหว่างหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี ตรวจสอบและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด”นายพูนพงษ์กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) กรม กรมการท่องเที่ยว และหน่วยงานที่ร่วมลงนาม MOU การแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) เพื่อเป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียน รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่มีคนไทยเป็นนอมินี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ และกรุงเทพมหานคร พบกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายนอมินี 33 ราย ในจำนวนนี้ พบผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ หรือผู้ถือหุ้น จนขาดคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวของ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 4 ราย ส่วนจำนวนที่เหลือ 29 ราย ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งหากพบมีการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย แต่ละหน่วยงานจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด


