xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตฮอร์มุซ ตอกย้ำโจทย์ความมั่นคงพลังงานไทย ทำไมประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความกังวลต่อหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สำคัญที่สุดของโลก เมื่อเกิดความไม่แน่นอนในพื้นที่ดังกล่าว ตลาดพลังงานโลกย่อมได้รับผลกระทบ ทั้งในด้านราคา ต้นทุนการขนส่ง และความมั่นคงในการจัดหาพลังงาน  

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง แต่ในฐานะประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานบางส่วนจากต่างประเทศ ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจและภาคพลังงานของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ ไม่ใช่เฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตเท่านั้น

หนึ่งในปัจจัยสำคัญของความมั่นคงทางพลังงาน คือ การรักษาศักยภาพการผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง เพราะยิ่งประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใช้เองได้มากเท่าใด ก็ยิ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและลดภาระการนำเข้าจากต่างประเทศได้มากขึ้นเท่านั้น
 
ปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ทั้งต่อภาคคมนาคม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น การบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมภายในประเทศให้สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

สำหรับประเทศไทยแม้จะมีทรัพยากรปิโตรเลียมที่ผลิตได้ภายในประเทศ จากข้อมูลของ “กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ” การผลิต ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 มีการผลิตก๊าซธรรมชาติ 2,787 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน น้ำมันดิบจำนวน 140,581 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเมื่อเทียบกับความต้องการใช้พลังงานของประเทศในแต่ละวันแล้ว ปริมาณการผลิตภายในประเทศสามารถรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติได้เพียงประมาณ 54% และน้ำมันดิบประมาณ 11% สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

(ข้อมูลการผลิตปิโตรเลียมจาก https://dmf.go.th/public/epsummary/data/index/menu/1100/menudata/1114 )

ประเทศไทยมีเแหล่งปิโตรเลียมสำคัญหลายแห่งที่กำลังจะสิ้นสุดอายุสัมปทานในช่วงปี 2572 - 2574 อาทิ แหล่งน้ำมันดิบสิริกิติ์ (S1) จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบบนบกที่สำคัญของประเทศ รวมถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม (EU1 และ E5) จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการจัดหาก๊าซธรรมชาติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แม้แหล่งปิโตรเลียมบางแหล่งจะใกล้ครบกำหนดอายุสัมปทาน แต่ยังคงมีศักยภาพในการผลิตและสามารถสร้างประโยชน์ต่อประเทศได้ ภายหลังการครบอายุสัมปทานหากได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเตรียมกลไกและเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อรองรับการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมในช่วงดังกล่าวอย่างรอบคอบและต่อเนื่อง นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอยู่ระหว่างผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้การบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมของประเทศมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีของแหล่งปิโตรเลียมที่ยังมีศักยภาพในการผลิตหลังสิ้นสุดอายุสัมปทาน เพื่อป้องกันไม่ให้การผลิตปิโตรเลียมหยุดชะงัก ซึ่งจากประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านการดำเนินงานของแหล่งเอราวัณในอดีต สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมกลไกทางกฎหมาย โดยเฉพาะการปรับปรุงพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงบริหารจัดการพื้นที่อย่างรอบคอบเพื่อให้การส่งมอบพื้นที่และการดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยสาระสำคัญของการปรับปรุงกฎหมาย ไม่ใช่การต่ออายุสัมปทานโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่ยังมีศักยภาพ ผ่านกระบวนการพิจารณาของภาครัฐภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ผลตอบแทนของรัฐ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเศรษฐกิจ และความผันผวนของตลาดพลังงาน

ทั้งนี้ การรักษาความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะภาคพลังงานเท่านั้นแต่ยังเชื่อมโยงกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม การบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเสี่ยงด้านพลังงานและสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตพลังงานภายในประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว