“ห้วยขวาง” ที่มักถูกขนานนามว่า เป็นหมู่บ้านหนึ่ง หรือเมืองหนึ่งของจีนในไทย กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง หลังจากหนุ่มจีน อินฟลูเอนเซอร์ ที่สามารถพูดไทยได้ เดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารจีนร้านหนึ่งในย่านนี้ แต่ไม่สามารถจ่ายเป็นเงินบาทได้ โดยร้านรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันจีนอย่าง Alipay และ WeChat Pay และคิดเงินเป็นสกุลหยวนเท่านั้น ทำให้สปอร์ตไลต์ส่องเข้ามาอีกครั้งว่าภาครัฐ จะจัดการกับปัญหานี้ยังไง จะปล่อยให้ธุรกิจคนจีนเข้ามาแทนที่ธุรกิจคนไทย แล้วให้ธุรกิจคนไทยล้มหายตายจากไปอย่างนั้นหรือ
จากนั้นประเด็นดังกล่าว ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกี่ยวกับธุรกิจต่างชาติที่ใช้ระบบการเงินแบบปิด ซึ่งอาจส่งผลให้รายได้ไม่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยและกระทบต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐ จนมีเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ
ต่อมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกมาชี้แจงการทำงานในส่วนที่รับผิดชอบ ว่า นิติบุคคลรายดังกล่าว ได้เคยตรวจสอบแล้ว พบว่า จดทะเบียนบริษัท เมื่อปี 2567 แจ้งการประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม ร้านคาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี และร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด มีผู้ถือหุ้นคนไทย 1 ราย ร่วมถือหุ้นกับคนจีน 2 ราย ในสัดส่วน 51% ต่อ 49% และก่อนหน้านี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทรายนี้แล้วเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งเรียกให้กรรมการและผู้ถือหุ้นชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่าทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้นไม่ยอมเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง จึงถือเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งสารวัตรใหญ่บัญชี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและเรียกให้ชำระค่าปรับตามกฎหมาย พร้อมส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
สแกนเจอธุรกิจเสี่ยงในพื้นที่ 53 ราย
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมยังได้ตรวจสอบข้อมูลภาพรวมการทำธุรกิจของต่างชาติในพื้นที่เขตห้วยขวาง พบว่า มีนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินี ที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นไม่ถึง 50% รวม 53 ราย และมีการประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 1 ล้านบาท ถึง 4,999 ล้านบาท และยังพบอีกว่าบางรายผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัทและผู้ทำบัญชีมีรายชื่อตามที่สำนักงาน ปปง. ประกาศรายชื่อว่าเป็น HR-03 โดยได้นำส่งข้อมูลนิติบุคคลให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกรรมทางการเงินไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่เหลือนำส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึก พร้อมทั้งนำส่งข้อมูลให้ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพากร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ทั้งนี้ เขตห้วยขวาง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยและประกอบธุรกิจอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่กรมมีการเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่องว่าอาจมีการประกอบธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยเฉพาะนอมินี และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลายครั้ง รวมทั้งส่งข้อมูลให้สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมสรรพากร ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่มาโดยตลอด
ล่าสุด คณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ได้บูรณาการความร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เขตห้วยขวาง เพื่อตรวจสอบและกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทั้งจัดระเบียบพื้นที่อย่างเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง
เจ้าเดิมรายเดิมยังทำผิด
นายพูนพงษ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ย่านห้วยขวาง ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการจัดหางาน ร่วมตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัย ได้แก่ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานประกอบการ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง
สำหรับผลการตรวจสอบร้านอาหารที่ไม่รับชำระเงินเป็นเงินบาท พบว่า มีคนจีนมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท และพนักงานเป็นต่างด้าว โดยคนจีนให้ข้อมูลว่า เป็นเจ้าของร้านและได้ชวนคนไทยมาร่วมถือหุ้น โดยคนจีนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลจากระบบรับชำระเงินของร้าน 5 วัน ย้อนหลัง พบว่า มีรายได้วันละประมาณ 30,000 บาท โดยบัญชีรับโอนเป็นชื่อของกรรมการบริษัทคนจีน ทั้งนี้ ได้แจ้งให้ธุรกิจเร่งส่งเอกสารชี้แจงต่อกรม เพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกแล้ว
นอกจากนี้ ยังพบการกระทำผิดในประเด็นอื่น คือ ตรวจพบคนต่างด้าวกระทำความผิดในข้อหาไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง และคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ โดยเจ้าหน้าที่จากกรมการจัดหางาน ได้ควบคุมตัวคนต่างด้าวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง พร้อมดำเนินคดีตามข้อหาดังกล่าว และดำเนินคดีนายจ้าง รวมถึงตรวจพบคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง 1 ราย และไม่แจ้งที่พักอาศัยของชาวต่างชาติ 1 ราย โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้นำส่งดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางทันที
พบบริษัทเสี่ยงอีกหลายราย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ยังตรวจพบบริษัทที่มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการกระทำผิดอีก คือ พบบริษัท 4 ราย ใช้ที่ตั้งเดียวกัน โดยได้ขยายผลการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนเพิ่มเติม พบว่า ในจำนวนนี้มีบริษัท 1 ราย มีคนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างด้าว ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาทางธุรกิจและกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี และบริษัท 2 ราย มีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยทั้งหมดและเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน มีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท และบริษัท 1 ราย เป็นผู้ถือหุ้นคนไทยทั้งหมด แต่มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการเพียงคนเดียว ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจากการลงพื้นที่พบเพียงคนไทยแจ้งว่าเป็นผู้ดูแล แต่ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ รวมถึงไม่พบกรรมการและผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด
จากนั้นกรมได้ขยายผลตรวจสอบเชิงลึกในรายชื่อผู้ถือหุ้นคนไทยกลุ่มนี้ พบว่า มีชื่อเป็นกรรมการของบริษัทแห่งหนึ่งที่จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2565 มีการเปลี่ยนชื่อทั้งหมด 5 ครั้ง และไม่ส่งงบการเงินมาแล้ว 3 ปี ระหว่างปี 2566-2568 แต่ยังคงมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนต่อเนื่อง ซึ่งกรมได้หารือกับผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เห็นว่ามีข้อสงสัยว่าบริษัทดังกล่าวข้างต้นมีการประกอบธุรกิจอยู่จริงหรือไม่ โดยจะร่วมกันเพื่อตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
นอกจากนี้ ยังพบบริษัทมีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น 60% ประกอบธุรกิจค้าปลีก หรือร้านซูเปอร์มาร์เก็ต จากการลงพื้นที่พบว่า ร้านปิด โดยกรมตรวจพบว่า ธุรกิจรายดังกล่าวไม่พบขออนุญาตประกอบธุรกิจ ซึ่งเข้าข่ายต้องสงสัยว่าเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจะส่งดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนต่อไป
เดินหน้าจัดการพื้นที่อื่นด้วย
นายพูนพงษ์ย้ำว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้ ต้องขอบคุณสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางานเป็นการบูรณาการการทำงานเชิงรุกเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยและประชาชนผู้บริโภค จากการกระทำที่ไม่ถูกต้องและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยและเศรษฐกิจของประเทศ กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะประสานข้อมูลระหว่างกันและขยายผลการตรวจสอบ หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีอย่างเข้มข้น รวมทั้งจะขยายไปไปยังพื้นที่อื่น ๆ ที่มีปัญหาต่อไป
อย่างไรก็ตาม กรมพร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th
นายกฯ สั่งล้างบางสกัดกระทบเศรษฐกิจ
สำหรับการดำเนินการในระดับนโยบายรัฐ ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา
โดยในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ปัจจุบันมีชาวต่างชาติที่เข้ามาพักอาศัยและประกอบธุรกิจในประเทศของไทยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในหลาย ๆ ภูมิภาค คนเหล่านี้เข้ามาประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจแข่งขันกับคนไทย รวมถึงได้มีการใช้คนสัญชาติไทยมาเป็นตัวแทนหรือนอมีนี เพื่อเข้าทำธุรกรรมต่าง ๆ เช่น การถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจต่าง ๆ มีการทำธุรกิจ เช่น ที่พัก โรงพยาบาล สถาบันศึกษาเอกชน ร้านอาหาร ตลอดจนธุรกิจอื่น ๆ
จนทำให้มีชาวต่างชาติจำนวนมากในบางกรณี รวมตัวตั้งเป็นชุมชน สร้างตนขึ้นมาหลาย ๆ พื้นที่ เป็นเอกเทศ มีการจัดกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม ซึ่งทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงไม่ได้ สถานการณ์ดังกล่าว หากยังปล่อยไว้เช่นนี้ อาจจะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ในอนาคต และก่อความเสียหาย ทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน จึงต้องจัดการให้หมดไป
“พาณิชย์”รับลูกลุยจัดการให้สิ้นซาก
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมได้รับนโยบายนายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการให้กรมที่เป็นหน่วยงานตั้งต้นในการรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานนำวิถีชี้เป้าให้หน่วยงานราชการอื่น ๆ ทำหน้าที่ปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินี และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อกวาดล้างเครือข่ายชาวต่างชาติ ที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายไทย
โดยที่ผ่านมา กรมได้ทำการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในพื้นที่เป้าหมาย รวม 88,236 ราย มีต่างชาติร่วมถือหุ้น 45,356 ราย แยกเป็น เกาะพะงัน จำนวน 3,754 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,381 ราย เกาะสมุย จำนวน 12,050 ราย มีชาวต่างชาติ ร่วมถือหุ้น 8,213 ราย จังหวัดภูเก็ต จำนวน 29,646 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 11,626 ราย จังหวัดพังงา จำนวน 1,685 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 346 ราย จังหวัดกระบี่ จำนวน 3,587 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 749 ราย อำเภอบางละมุง (พัทยา) จำนวน 33,314 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 19,910 ราย อำเภอหัวหิน จำนวน 4,061 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,081 ราย และอำเภอปาย จำนวน 139 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 50 ราย
แนวทางการดำเนินการ ได้เร่งตรวจสอบในกลุ่มที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายนอมินี อาทิ บริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นในสัดส่วนสูงสุดตามกฎหมายกำหนด แต่กลับให้สิทธิ์คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท รวมถึงกรณีที่พบคนไทยถือหุ้นหรือเป็นกรรมการซ้ำซ้อนในหลายบริษัทอันผิดปกติวิสัย ซึ่งอาจเป็นการอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และเป็นการช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 และมาตรา 37 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000–1,000,000 บาท โดยหากตรวจสอบพบ จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจกฎหมายที่มีอยู่ด้วย
นอกจากนี้ จะเพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยจะมีคำสั่งให้นายทะเบียน ซึ่งทำหน้าที่รับจดทะเบียน ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนว่ามีการร่วมลงทุนในการจัดตั้งนิติบุคคลจริงหรือไม่ หากไม่มีการลงทุนจริง จะทำการปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนทันที แต่ในการเพิ่มความเข้มงวดดังกล่าว จะยังคงรักษาสมดุลในการอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายควบคู่กันไปด้วย
ก่อนหน้านี้ กรมได้ดำเนินการป้องกันการจดทะเบียนบริษัทให้มีความเข้มงวดขึ้น โดยได้ออก 2 คำสั่งที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 และ 1 เม.ย.2569 มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้การขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี จะต้องส่งหลักฐานทางการเงินของผู้ถือหุ้นคนไทยให้กับนายทะเบียนเพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง และการกำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมทั้งไม่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ซึ่งสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจภายหลังออกคำสั่งดังกล่าว ได้ช่วยลดจำนวนนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายนอมินีได้อย่างมีนัยยะสำคัญถึง 75% แต่จะต้องเพิ่มมาตรการเพื่อให้จัดการได้ครบทั้ง 100%


