กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ รวม 2 ครั้ง วันที่ 1 และ 8 พ.ค. 69 มีประชาชนกว่า 5 แสนคนเดินทางมาจับจ่ายซื้อสินค้ากว่า 60 ล้านบาท เผยน้ำมันพืช ไข่ไก่ ไข่เป็ด ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ข้าวสาร น้ำตาล ขายดีสุด สินค้า OTOP ทั้งอาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ เครื่องดื่ม สมุนไพร ก็ขายดีไม่แพ้กัน ครั้งถัดไปเจอกันวันที่ 15, 22 และ 29 พ.ค. 69
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกัน Kick Off เปิดการจำหน่ายเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 และจะจัดต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค. 2569 ปรากฏว่ายอดรวม 2 วัน (วันศุกร์ที่ 1 พ.ค. และวันศุกร์ที่ 8 พ.ค.) มีประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้ารวม 60,854,290.45 บาท แบ่งเป็นวันศุกร์ที่ 1 พ.ค. 2569 ประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้า 33,738,292.45 ล้านบาท และวันศุกร์ที่ 8 พ.ค. 2569 ประชาชนจับจ่ายซื้อสินค้า 27,115,998 บาท
โดยรายละเอียด ครั้งที่ 1 วันศุกร์ที่ 1 พ.ค. 2569 มีประชาชนเข้าร่วมซื้อสินค้าจำนวน 283,894 คน และมีร้านค้าที่เข้าร่วมทั้งหมด 12,491 ร้าน แบ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ 1,245 ร้าน ร้านค้า OTOP 5,749 ร้าน ร้านค้าชุมชน 5,497 ร้าน จังหวัดที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. จังหวัดสุรินทร์ 1,192,891 บาท 2. จังหวัดนครราชสีมา 1,167,683 บาท 3. จังหวัดเชียงใหม่ 1,057,660 บาท 4. จังหวัดขอนแก่น 1,056,944 บาท 5. จังหวัดยะลา 836,991 บาท และอำเภอที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. อำเภอกาบัง จ.ยะลา 468,956 บาท 2. อำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี 277,000 บาท 3. อำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี 269,870 บาท 4. อำเภอจอมพระ จ.สุรินทร์ 228,207 บาท 5. อำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ 210,934 บาท
สินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ 1. น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร 2. ไข่ไก่ ไข่เป็ด 3. ผลิตภัณฑ์ซักผ้า 4. ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม 5. ข้าวทุกประเภท สินค้า OTOP ได้แก่ 1. ประเภทอาหาร 2. ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย 3. ประเภทของใช้ 4. ประเภทเครื่องดื่ม 5. ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และสินค้าอื่นๆ ได้แก่ 1. อาหารสด 2. อาหารแปรรูป 3. ขนม เบเกอรี 4. เครื่องดื่ม 5. ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
ครั้งที่ 2 วันศุกร์ที่ 8 พ.ค. 2569 มีประชาชนเข้าร่วมซื้อสินค้าจำนวน 217,619 คน และมีร้านค้าที่เข้าร่วมทั้งหมด 9,721 ร้าน แบ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ 1,210 ร้าน ร้านค้า OTOP 4,506 ร้าน ร้านค้าชุมชน 4,005 ร้าน จังหวัดที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. จังหวัดสุรินทร์ 1,047,798 บาท 2. จังหวัดนครราชสีมา 937,358 บาท 3. จังหวัดเชียงใหม่ 880,018 บาท 4. จังหวัดชลบุรี 833,726 บาท 5. จังหวัดราชบุรี 741,810 บาท และอำเภอที่มีการซื้อสินค้าไทยช่วยไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. อำเภอเมืองสระบุรี จ.สระบุรี 348,227 บาท 2. อำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี 280,019 บาท 3. อำเภอเมืองยะลา จ.ยะลา 266,846 บาท 4. อำเภอเมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ 257,144 บาท 5. อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 255,700 บาท
สินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ 1. น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร 2. ไข่ไก่ ไข่เป็ด 3. ผลิตภัณฑ์ซักผ้า 4. ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม 5. น้ำตาล สินค้า OTOP ได้แก่ 1. ประเภทอาหาร 2. ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย 3. ประเภทของใช้ 4. ประเภทเครื่องดื่ม 5. ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และสินค้าอื่นๆ ได้แก่ 1. อาหารสด 2. วัตถุดิบประกอบอาหาร 3. อาหารแปรรูป 4. ขนม เบเกอรี 5. เครื่องดื่ม
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ประชาชนทุกภูมิภาคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้ทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค. 2569 โดยเหลืออีก 3 ครั้ง ได้แก่ วันศุกร์ที่ 15, 22 และ 29 พ.ค. 2569 ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง ในราคาลดแล้วลดอีกสูงสุดถึง 58% ซึ่งเป็นสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาด โดยคัดเลือกสินค้าอุปโภค-บริโภคจากห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ กว่า 3,000 รายการ และสินค้าราคาโปรโมชันจากห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึงสินค้า OTOP และสินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการชุมชน เช่น อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จ เข้าร่วมจำหน่าย
ขณะเดียวกัน ยังสามารถซื้อสินค้าไทยช่วยไทยได้ที่ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น TOPs, BigC, Lotus’s, Makro, CJ, Go Wholesale และห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นใกล้บ้านท่านได้อีกด้วย เพื่อสร้างความเสมอภาคและกระจายความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสเลือกซื้อสินค้าราคาถูก คุณภาพดี สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล
ปัจจุบัน “ไทยช่วยไทย” กลายเป็นโมเดลสำคัญในการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ผลิตสินค้า SME ไทยให้เติบโตไปพร้อมกับความร่วมมือในครั้งนี้ และต้องขอบคุณกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และนายอำเภอทุกแห่งที่ร่วมแรงร่วมใจจัดกิจกรรมดีๆ เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่


