xs
xsm
sm
md
lg

SCGPมั่นใจรายได้ปีนี้ทะลุเป้า1.3แสนล. แย้มไตรมาส2ฟื้นตัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



SCGPมั่นใจยอดขายฟื้นตัวในไตรมาส2/2569 หลังปรับราคาขายเพิ่มขึ้นตามต้นทุนและธุรกิจในอินโดนีเซียดีกว่าคาด มั่นใจปีนี้รายได้ทะลุเป้า 1.3 แสนล้านบาท แม้ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางฉุดลูกค้าชะลอตัว 2-4% เบรกแผนตั้งโรงงานบรรจุภัณฑ์ในสหรัฐฯ 
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่าแนวโน้มผลประกอบการช่วงไตรมาส 2/2569 คาดปริมาณขายจะฟื้นตัว เนื่องจากความต้องการในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากมีวันหยุดน้อยลงกว่าช่วงไตรมาส1/2569 และมีการปรับขึ้นราคาขายสินค้าตามต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง

อย่างไรก็ดี ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ความผันผวนของตลาดพลังงาน ทำให้ความต้องการของลูกค้าจะชะลอตัวลงประมาณ 2-4% ของยอดขายรวมในไตรมาส3-4ปีนี้ แต่บริษัทมั่นใจรายได้ทั้งปีนี้จะทำได้มากกว่าเป้าหมายที่ไว้ 1.3 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาขายสินค้าบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับคาดว่าปีนี้ธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียจะดีกว่าแผนงานและถึงจุดคุ้มทุน (Break-even) เร็วกว่าคาด ผลักดันให้ยอดขายปีนี้ปรับตัวดีขึ้น 
ส่วนด้านกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) คาดทำได้ตามเป้าที่วางไว้ปีนี้ที่ 18,300 ล้านบาท หลังคาดว่าในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้จะยังคงรักษาระดับการเติบโตใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 1/69 ที่ทำได้ราว 4,600 ล้านบาท

 


โดยภาพรวมตลาดบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนจะยังเติบโตได้ โดยมีแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ความต้องการในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี ส่วนความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าคงทนคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังระมัดระวังและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อน โดยมีรายได้จากการขาย 29,295 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และลดลง 3% จากไตรมาสก่อน โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงการจัดการด้านพลังงานและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต


นายวิชาญ กล่าวว่างบลงทุนในปีนี้ตั้งไว้ 10,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นการขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตและการทำดีล M&P มูลค่าประมาณ 5,500 ล้านบาท และใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและกำลังการผลิตมูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทใช้งบลงทุนไปแล้วราว 1,136 ล้านบาท

ส่วนแผนการตั้งโรงงานบรรจุภัณฑ์แบบแข็ง (Rigid Packaging) ในสหรัฐฯ ทาง SCGP ตัดสินใจหยุดแผนการลงทุนดังกล่าวไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์ในสหรัฐฯมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ประกอบกับผลการศึกษาพบว่าการส่งออกสินค้าจากฐานผลิตในไทยและเวียดนามไปยังสหรัฐฯยังมีความคุ้มค่ามากกว่าการเข้าไปลงทุนสร้างฐานผลิตเอง เนื่องจากค่าครองชีพและต้นทุนในสหรัฐฯที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามทางทีมผู้บริหารมีกำหนดการเดินทางไปยังสหรัฐฯในสัปดาห์หน้า และจะนำความคืบหน้ามาแจ้งอีกครั้งในไตรมาสถัดไป

ทั้งนี้ SCGP มีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และการปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยทดแทนวัตถุดิบ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจของลูกค้า อาทิ บรรจุภัณฑ์แบบไฮบริด หรือกระดาษเคลือบพอลิเมอร์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้า ยกระดับห่วงโซ่การผลิต และมองหาโอกาสขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในอาเซียนและตลาดโลก


รวมทั้งพัฒนาองค์กรให้มีความคล่องตัวและขับเคลื่อนด้วยบุคลากรคุณภาพ ผ่านการเสริมสร้างธรรมาภิบาล การพัฒนาศักยภาพ และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจและการดำเนินงาน ไปพร้อมกับการใช้ระบบอัตโนมัติ ข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันบริษัทฯ บูรณาการแนวทางความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 1 มีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอยู่ที่ 35% ควบคู่กับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593