โลกวันนี้ไม่ได้เผชิญเพียงความผันผวนทางเศรษฐกิจ หากแต่ “ภัยพิบัติ” และ “ภูมิรัฐศาสตร์” กำลังกดดันโครงสร้างประเทศในทุกมิติ ทั้งพลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยจึงไม่อาจตั้งรับแบบเดิมได้อีกต่อไป
ท่ามกลางโจทย์ท้าทายนี้ กลไกสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น “ตัวเร่ง” การแก้ปัญหา คือ งานวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้การขับเคลื่อนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่กำลังพยายามเปลี่ยนบทบาทจาก “แหล่งทุน” ไปสู่ “กลไกเชิงระบบ” ที่เชื่อมงานวิจัยเข้ากับการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐ
สอดรับกับทิศทางรัฐบาล ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เร่งให้ทุกกระทรวงเดินหน้านโยบายแบบ “ทำทันที” เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างไม่อาจรอได้อีกแล้ว
วิกฤตพลังงาน: จาก “ลดใช้” สู่ “ใช้ให้ฉลาด”
หนึ่งโจทย์เร่งด่วน คือ วิกฤตพลังงาน ที่ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุน แต่เป็นเรื่อง “ความมั่นคง” ของประเทศ แนวทางที่ สกสว. และกระทรวง อว. นำเสนอ จึงไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่คือการ “เพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบ” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI และ IoT บริหารจัดการพลังงานในอาคาร ลดการใช้พลังงานได้ 20–30% การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า การขยายพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะ “โซลาร์เซลล์ระดับชุมชน”การต่อยอดพลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล และไบโอแก๊ส ซึ่งไทยมีความพร้อมสูง
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่คือ “องค์ความรู้ที่พร้อมใช้” ที่ถูกหยิบขึ้นมาจัดระบบใหม่ เพื่อให้เกิดผลจริงในระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว
PM2.5: เทคโนโลยีต้องไปไกลกว่า “การเตือนภัย”
อีกหนึ่งวิกฤตที่กระทบชีวิตคนไทยโดยตรง คือ ฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ครั้งนี้ แนวทางไม่ได้หยุดแค่การแจ้งเตือน แต่ขยับสู่ “การจัดการเชิงรุก” ผ่านเทคโนโลยี เช่น แอป “ตามรอยเผา” เพื่อติดตามแหล่งกำเนิดไฟเทคโนโลยีฝนหลวงและระบบดับไฟป่า การติดตั้งเซนเซอร์ DustBoy ในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก นวัตกรรม “มุ้งกันฝุ่น DIY” และห้องปลอดฝุ่นสำหรับกลุ่มเปราะบาง
การใช้ AI วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อตรวจผลกระทบสุขภาพ
ภาพสะท้อนสำคัญคือ งานวิจัยไม่ได้อยู่ในห้องแล็บอีกต่อไป แต่ลงไปอยู่ใน “ชีวิตจริง” ของประชาชน
การขับเคลื่อนงานวิจัยยังเชื่อมโยงไปสู่เศรษฐกิจยั่งยืน ผ่านโครงการอย่าง
Net Zero Campus ลดคาร์บอนในสถาบันการศึกษา
การส่งเสริมพลังงานสะอาดในภาคผลิต เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ลดต้นทุน-ลดการเผา ทั้งหมดนี้กำลังถูกเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายระดับประเทศ
นวัตกรรมการแพทย์: “ของจริง” ที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ
อีกด้านที่เห็นผลชัด คือ การต่อยอดงานวิจัยสู่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคสาธารณสุข ในงาน Healthspan Festival 2026 มีการนำเสนอผลงานกว่า 40 ชิ้น ตั้งแต่อาหารเพื่อสุขภาพ วัคซีน ยา ไปจนถึงสารสกัดสมุนไพรไทย ซึ่งหลายโครงการก้าวสู่เชิงพาณิชย์แล้ว
ตัวอย่างเด่นคือ “Inspectra CXR” ระบบ AI วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอก ที่พัฒนาโดย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งปัจจุบันถูกใช้งานแล้วกว่า 450 โรงพยาบาลทั่วประเทศ จุดแข็งของเทคโนโลยีนี้ คือ ตรวจคัดกรองโรคปอดสำคัญได้ 8 กลุ่มความแม่นยำสูงถึง 98% ลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มโอกาสรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ “ช่วยชีวิต” แต่ยัง “สร้างมูลค่า” ทางเศรษฐกิจได้ถึง 1,400 ล้านบาทต่อปี และลดค่าใช้จ่ายรักษาได้มหาศาล
จาก “ห้องแล็บ” สู่ “โครงสร้างประเทศ”
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การมีผลงานวิจัยมากขึ้น แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของงานวิจัย ให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของประเทศ
เมื่อองค์ความรู้ถูกเชื่อมเข้ากับนโยบาย ภาคเอกชน และชุมชน งานวิจัยจะไม่ใช่เพียงคำตอบของปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะกลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ประเทศที่อยู่รอด ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่ “ใช้ความรู้ได้เร็วและแม่นยำที่สุด” และนี่คือโจทย์ใหญ่ของไทย ที่ สกสว. กำลังพยายามพิสูจน์ว่า “งานวิจัยไทย” ไม่ได้มีไว้แค่ตีพิมพ์ แต่มีไว้ “เปลี่ยนประเทศ” ได้จริง


